“อาจารย์อารอง”
“จิ่วเอ๋อร์ พวกเ้าสองคนหายไปไหนกันมา”
“ท่านอาจารย์สี่ อาจารย์รองอยู่ที่ใด ศิษย์น้องนางได้รับาเ็”
“มาข้าช่วยเ้าพยุงนางเข้าไปด้านในก่อน อาจารย์อารองของเ้าน่าจะเฝ้าศิษย์พี่อยู่ที่ให้เดี๋ยวให้คนไปตามมาดูอาการของนาง”
“ไปห้องไหนดีเ้าคะ”
“ไปห้องนางเถอะ”
“เ้าค่ะ”
อาจารย์อารองรีบมาทันทีที่ได้รู้เื่นางรีบตรวจอาการของจิ่วเหมยฮวาส่วนจิ่วเอ๋อร์นางเหม่อมองเตียงนอนที่มีร่างของจิ่วเหมยฮวานอนเหยียดยาวอยู่เมื่อถูกอาจาย์อาสิบเอ็ดถามเื่ราวว่าเป็มาอย่างไรจึงมีสภาพน่าอนาถกลับมาเช่นนี้
“พวกเราสองคนหลบออกจากอารามไปเพราะตั้งใจไปหาสมุนไพรวิเศษทั้งสองชนิดเลยจากเขตป่าที่พวกท่านเคยสั่งไว้ไปไกลมากพวกเราเดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวผ่านไปหลายวันก็ได้พบกับสถานที่แห่งแรกเป็หุบเหวลึกพวกเราโชคดีพ่อนกั์ช่วยเหลือจึงได้โสมพันปีกลับมา”
“นกั์ คงไม่ใช่สัตว์อสูรหรอกนะ”
“เกรงว่าจะใช่เ้าค่ะเพียงแต่พวกเราช่วยลูกนกไว้ทำให้พวกมันไม่ทำร้ายและยังช่วยเหลือเราสองคนอีกด้วยแต่ว่าที่อยู่ของต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬมีสัตว์อสูรหลายชนิดแย่งชิงจึงทำให้พวกเราสองคนได้รับอันตรายฮวาเอ๋อร์นางอยู่ใกล้จึงาเ็หนักกว่าข้า ฮึก ฮือฮือ”
“ไม่ต้องร้องไห้แล้ว เ้าพานางกลับมาถึงที่นี่ได้แล้วไม่เป็ไรแล้วศิษย์พี่รองต้องรักษานางได้แน่นอน”
“เ้าค่ะ ข้าก็คาดหวังไว้เช่นนั้น”
อาจารย์อารองใช้สายตาคมเหลือบมามองนางเพียงแวบเดียวจิ่วเอ๋อร์สบสายตาก็รู้สึกว่าตนเองถูกดุจึงก้มหน้าลง
“ในเมื่อเ้าว่าได้สมุนไพรวิเศษทั้งสองชนิดมาแล้วก็นำมาให้ข้าจะได้ปรุงโอสถให้อาจารย์ของเ้า”
จิ่วเอ๋อร์รีบคลายห่อผ้าที่คล้องไว้ด้านหน้าวางลงบนโต๊ะ
“นี่เ้าค่ะ อาจารย์รอง ข้าพยายามดูแลมันอย่างดี”
“อืม ข้าจะรีบนำไปปรุงโอสถให้อาจารย์ใหญ่และจิ่วเหมยฮวาเ้าก็ไปทำความสะอาดร่างกายแล้วพักผ่อนซะ”
“ข้าขอไปดูอาจารย์แล้วกลับมาเฝ้านางได้หรือไม่เ้าคะ”
“ถ้าเ้าคิดว่าร่างกายเ้ารับไหวก็ตามใจเ้า”
“ขอบคุณท่านอาจารย์อารอง”
เวลาผ่านไปสามวันอาจารย์ใหญ่มีอาการดีขึ้นสามารถทานโจ๊กได้แต่ยังไม่มีแรงพอที่จะลุกลงจากเตียงแม้จะไม่สามารถมาที่ห้องของจิ่วเหมยฮวาได้ แต่ก็กำชับให้ทุคนและจิ่วเอ๋อร์ค่อยเอาใจใส่เด็กสาวที่ได้รับาเ็จนยังไม่ฟื้นขึ้นมา
ั้แ่กลับมาถึงอารามจิ่วเหมยฮวาก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาร่างกายได้รับาเ็ภายในและภายนอกจิติญญาถูกทำร้ายเสียหายมากต้องใช้เวลาพักรักษาตัวอีกนาน ทั้งๆที่อยากมาดูอาการ
จิ่วเอ๋อร์ถูกซักถามจากบรรดาอาจารย์ทั้งหลายและว่ากล่าวตักเตือนในฐานะที่เป็ศิษย์พี่ไม่เพียงไม่ห้ามปรามศิษย์น้องยังหนีตามออกจากอารามไปด้วยกันจนได้รับอันตรายกลับมาทั้งคู่ อาจารย์รองยอมให้นางดูแลจิ่วเหมยฮวาจนกว่าจะฟื้นแล้วค่อยรับการลงโทษทั้งคู่ตัวนางาเ็เล็กน้อยกินยาทายาาแภายนอกก็ทุเลาลงเพียงสองวันอาการก็ดีขึ้นเกือบหายเป็ปกติจิติญญาเสียหายไม่มากเพียงบำเพ็ญเข้าสมาธิไม่นานพลังก็ฟื้นขึ้นมาได้
จิ่วเหมยฮวาเพราะจิติญญาโดนทำร้ายร่างกายอ่อนแอยังไม่ได้สติแต่จิติญญานางรู้สึกได้ว่าตัวนางเวลานี้นั่งบนเบาะในพื้นที่โล่งที่ขาวโพลนไปหมดในสภาพจิติญญาไร้กายเนื้อกำลังนั่งคุยอยู่กับเ้าเด็กน้อยัขาวที่กำลังเล่าถึงสาเหตุที่ตนเองถูกสาปเพราะไปวุ่นวายในศาลาที่เทพชั้นสูงสองท่านกำลังเล่นหมากรุกเป็เหตุให้หมากกระดานนั้นเคลื่อนที่ไปจากทิศทางที่ควรจะเป็(ทำให้เทพดวงชะตาวางหมากผิด)กระทบต่อชีวิตของมนุษย์หลายๆคนที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ควรเป็จึงต้องรับโทษลงมาครบสามพันปีจึงจะได้กลับ์
“ข้าช่วยท่านได้เพียงเก็บจิติญญาไว้แต่เวลานี้พลังข้าน้อยนิดไม่สามารถซ่อมแซมจิติญญาให้ท่านได้ เมื่อร่างกายท่านดีขึ้นท่านก็รีบเก็บตัวบำเพ็ญให้จิติญญาฟื้นคืนสภาพเมื่อท่านมีจิติญญาที่สมบูรณ์ทุกครั้งที่ท่านมีพลังิญญาเพิ่มขึ้นข้าก็จะมีพลังเพิ่มขึ้นสักวันข้าจะมีรูปลักษณ์ที่เหมือนเดิม สามารถปรากฏกายเดินตามท่านไปได้ทุกที่”
“เ้ามีชี่อหรือไม่”
“ข้ามีชื่อว่า ไป๋หลง"
เ้าเด็กนี่กระมิดกระเมี้ยนอายเวลาบอกชื่อ
“ไป๋หลงหรือ ข้าเรียกเ้าว่าเสี่ยวไป๋ แล้วกัน”
“ไม่นะ! ท่านจะเรียกแบบนั้นไม่ได้ ข้าโตแล้วหากท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวไป๋เมื่อใดที่ข้ามีรูปลักษณ์เป็มนุษย์และมีร่างกายเติบโตขึ้นนั่นจะทำให้ข้าต้องอับอาย”
“เอาไว้เ้าโตแล้วค่อยเรียกไป๋หลง”
“เช่นนั้นข้าจะเรียกท่านว่าท่านแม่่ เอาเป็ว่าตกลงตามนี้ก็แล้วกันท่านจำไว้เลยนะ”
“ไม่ได้ ข้ายังเป็สตรีที่มิได้ออกเรือนอีกทั้งยังเป็ผู้บำเพ็ญตนเ้าเรียกเช่นนั้นไม่เหมาะสม”
“หึ ผู้บำเพ็ญย่อมปล่อยวางไม่ยึดติด ข้าจะเรียกอย่างไรท่านก็ควรปล่อยวางได้ใช่ไหมหล่ะ”
ไป๋หลงทำเสียงไม่พอใจพลางคิดในใจเขาจะเรียกใครจะทำไมจิ่วเหมยฮวายังคงสนใจในเ้าัเด็กร่างอวบอ้วนน่ารักน่าชังนี้ไม่น้อยจึงเอ่ยถามไปเรื่อยๆอีกฝ่ายดูเหมือนจะเหงาอาจเพราะไม่ได้คุยกับใครมาเป็เวลายาวนานจึงตั้งอกตั้งใจพูดคุยกับนาง
“เ้ามีพลังทำอะไรได้บ้าง”
“ข้าทำได้หลายอย่าง แต่ต้องรอพลังข้ากลับมาก่อน”
สองเดือนผ่านไปในที่สุดจิ๋วเหมยฮวาก็ฟื้นขึ้นมาอาจารย์ใหญ่ที่แข็งแรงขึ้นมาสามารถเดินเหินได้ปกติแล้วก็รีบมาดูอาการพร้อมกับอาจารย์รองอาจารย์ทั้งสองดำหนินางที่ห่วงการหาสมุนไพรจนไม่ห่วงชีวิตตนเองทำให้ถูกทำร้ายจนเป็เหตุให้ร่างกายและจิติญญาเสียหายเกือบไม่รอดและไม่ลืมที่จะสั่งลงโทษกักตนให้กับทั้งสองทันที
“เมื่อเ้าฟื้นแล้วการลงโทษพวกเ้าเริ่มั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปเ้าทั้งสองคนกักตนในห้องศิลาเหมันต์ร้อยแปดสิบวันไม่ต้องออกมา”
“ท่านอาจาย์ฮวาเอ๋อร์นางพึ่งฟื้นร่างกายไม่แข็งแรงท่านไม่รอให้นางแข็งแรงกว่านี้หน่อยเหรอนางยัง้าโอสถและอาหารบำรุงร่างกายให้แข็งแรงนะเ้าคะ”
“ฮึ เ้าห่วงศิษย์น้องของเ้าด้วยหรือไม่ต้องกลัวเมื่อเ้ากักตนจะมีคนส่งข้าวส่งน้ำ และโอสถครบทุกวัน วางใจได้นางไม่เป็อะไรหรอก”
“อาจารย์…”
นี่เป็ครั้งแรกที่เข้ามาในห้องกักตนจิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าในอารามมีสถานที่ลี้ลับเช่นนี้จึงไม่เคยเห็นไม่เคยสำรวจห้องกักตนเป็ห้องศิลาที่อยู่ในอารามแต่อยู่ใต้ดินลงไป มีบันไดเล็กๆ และทางเดินหินกว้างกว่าตัวคนเล็กน้อยอากาศข้างในเย็นะเืสมชื่อ พูดออกมามีไออุ่นจากลมหายใจ แยกเป็ห้องเล็กๆขนาดพอดีสำหรับหนึ่งคนใช้ชีวิตภายในมีแท่นศิลาเย็นเฉียบ มีโต๊ะหนังสือ เบาะนั่งชุดน้ำชา
“อาหารและน้ำจะมีคนนำมาให้วันละหนึ่งมื้อ หลังจากนี้ไปฝึกฝนให้ดีส่วนฮวาเอ๋อร์ส่วนของเ้ายังมีโอสถด้วย”
“เ้าค่ะ”
“แล้วเจอกันนะ”
ทั้งสองต่างบอกลากันแล้วแยกย้ายเข้าห้องที่ตนเลือกการกักตนครึ่งปีเพื่อบำเพ็ญเพียรของทั้งคู่ถือเป็การลงโทษและให้รางวัลในคราเดียวกันที่เพราะนางสองคนหนีออกจากอารามหายไปนานนับเดือนทำให้อาจารย์ทุกท่านในอารามเป็ห่วงถึงแม้จะนำสมุนไพรวิเศษกลับมาช่วยอาจารย์ใหญ่ได้บรรดาอาจารย์ต่างอยากให้นางทั้งสองกักตนแล้วพิจารณาและทบทวนตนเอง ใช้หลักคำสอนขัดเกลาจิติญญาของแต่ละคน
ในห้องศิลาเหมันต์ เมื่อประตูหินปิดลงจิ่วเหมยฮวาก้าวเท้าได้เพียงสองก้าวก็พ่นโลหิตที่พยายามเก็บกักไว้ออกมาหยดเืยังมีติดที่มุมปากนางใช้ผ้าซับไว้ยังดีที่ทุกคนแยกตัวไปเร็วหากช้ากว่านี้คงทำให้อาจารย์และทุกคนต้องกังวลกับร่างกายของนางอีกตลอดเวลาหลายวันที่ฟื้นขึ้นมานางพยายามปกปิดเอาไว้ไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าจิติญญามีการเคลื่อนไหวรุนแรงไร้ทิศทางกระแทกเส้นชีพจรไปมาทั้งทำให้จิติญญาของตนเองเสียหายอาการาเ็ภายในยังไม่ดีขึ้น
จิ่วเหมยฮวารู้ดีว่าการกักตนจำเป็สำหรับนางที่สุดเพราะนางต้องฟื้นฟูจิติญญาที่เสียหายอย่างหนักหากฟื้นฟูกลับมาได้ไวการบำเพ็ญเพียรก็สามารถก้าวไปต่อได้อีกทั้งเพื่อให้สามารถปกป้องตนเองจากเหตุอันตรายในภายภาคหน้าด้วยนางกลัวว่าจะดูแลตนเองและปกป้องคนที่อยู่รอบข้างไม่ได้ในยามฉุกเฉิน
นางเดินไปนั่งลงบนแท่นศิลาสีดำที่เย็นเฉียบสงบจิตใจรวบรวมสมาธิตั้งจิตสำรวจจิติญญาภายในพลันภายในเกิดความสับสนวุ่นวายยามนี้อาการกำเริบนางไม่สามารถรวมจิตเข้าด้วยกันเพื่อทำสมาธิได้ราวกับกำลังจิติญญาและดวงจิตกำลังจะแตกกระจายวิ่งหนีออกจากร่างกายของตนเองัขาวที่รัดข้อมืออยู่ก็เคลื่อนไหวส่งกระแสจิตเข้ามาช่วยนางบางเบา
“พยายามตั้งสมาธิรวบรวมจิตไว้ที่ตันเถียน พยายามเข้าข้าช่วยเก็บกักไว้ภายในร่างกายท่านแม่ได้เท่านั้น พยายามเข้า”
เสียงเด็กน้อยักระซิบมาตลอดเวลานางพยายามรวมรวมพลังจิต ร่างกายรู้สึกเ็ปไปทั่วเหงื่อซึมออกมาเป็เม็ดไหลทั่วทั้งกาย เวลาผ่านไปในที่สุดนางก็สามารถรวบรวมดวงจิตเข้าสู่สมาธิได้เคลื่อนพลังช้าๆไปตามเส้นชีพจรตรวจสอบอย่างละเอียดช้าๆ ทำอย่างระมัดระวังเมื่อนางสงบลงัขาวก็เปลี่ยนรูปกลายเป็เพียงงูขาวพันขดที่ข้อมือเพราะใช้พลังช่วยนางมันก็จำเป็ต้องฟื้นฟูพลังเช่นเดียวกับที่นางนั่งสมาธิสร้างความแข็งแกร่งให้ดวงจิต
“ท่านแม่ ข้าต้องฟื้นฟูพลังเช่นกัน”
อีกห้องหนึ่งจิ่วเอ๋อร์ นางรู้ตัวดีว่าเป็คนที่เรียนรู้และบำเพ็ญได้ช้าเมื่อปิดประตูศิลาแล้วนางก็อ่านคัมภีร์ในห้องศิลาพยายามทำความเข้าใจและเริ่มบำเพ็ญจิติญญาค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นในเวลาร้อยแปดสิบวันนางต้องสามารถบรรลุให้ได้อีกหนึ่งขั้นเวลานี้นางเรียนรู้การใช้เวทย์พื้นฐานเสกยันต์แบบต่างๆได้สิบกว่าแบบถือว่าเร็วกว่าในอดีตที่ผ่านมาต้องยกให้กับประสบการณ์ที่ยากลำบากครั้งนี้ทำให้นางมีความพยายามมากยิ่งขึ้น
เมื่อกำหนดครบร้อยแปดสิบวันอาจารย์ใหญ่และอาจารย์รองพากันมารออยู่ห้องโถงหน้าประตูห้องศิลาเหมันต์ ประตูแรกที่เปิดออกคือประตูของจิ่วเอ๋อร์ใบหน้ากลมเกลี้ยงเกลาสดใสยื่นออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่านอาจารย์ทั้งสองก็รีบสำรวมท่าทางค่อยๆเดินออกมาส่วนประตูศิลาของจิ่วเหมยฮวายังคงปิดสนิทฉับพลันก็มีแสงสว่างลอดผ่านช่องประตูออกมาเป็ปรากฏการณ์ที่ผู้บำเพ็ญเลื่อนขั้นจากระดับต่ำสู่ระดับกลางขั้นต้นประตูค่อยๆเลื่อนเปิดออกมาเงาร่างบางค่อยๆก้าวเท้าไร้เสียงออกมาจากบานประตูรูปลักษณ์เหมือนเดิมแต่บรรยากาศรอบกายกลับไม่เหมือนเดิมแล้วความทรมานที่ได้รับทางร่างกายและจิตใจที่เกิดจากสภาพจิติญญาเสียหายช่างทรมานยิ่งนักประกอบกับศิลาเหมันต์ภายในห้องกักตนยิ่งทำให้อารมณ์และความรู้สึกนิ่งสงบหล่อหลอมกลายเป็ลักษณะเฉพาะตนที่มองดูสวยงามแฝงความเฉยชาอย่างที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกขานมีความเข้าถึงได้ยากคล้ายมีเกราะที่ไร้มลทินบางเบาห่อหุ้มไว้รอบกายให้คนทั่วไปไม่กล้าเข้าไปแตะต้อง
“ศิษย์คาระวะท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์อารอง”
“ฮวาเอ๋อร์เ้าซ่อมแซมดวงจิตและหลอมรวมจิติญญากลับมาสมบูรณ์ได้ดังก่อนแล้วทั้งยังมีความก้าวหน้าไม่น้อยสามารถเลื่อนระดับจิติญญาด้วย วิเศษ วิเศษยิ่ง”
“สภาพร่างกายเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“ตอนนี้ปกติดีเ้าค่ะ ไม่มีการาเ็หลงเหลือให้เป็กังวลหลังเลื่อนระดับแล้วรู้สึกร่างกายเบาสบายขึ้นเพียงแต่กระแสพลังยังไม่คงที่”
“อืม นับเป็เื่ปกติเ้าต้องใช้เวลาสักระยะ หลังเลื่อนระดับชั้นเ้าต้องมั่นใช้เวลาในการปรับระดับทำให้พลังมั่นคง ไม่พลุ่งพล่าน ห้าหกวันนี้เ้ากลับไปพักผ่อนในห้องของเ้าเถอะหากมีธุระอาจารย์จะไปพบเ้าเอง”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ทั้งสอง”
“เ้าลืมข้าเหรอฮวาเอ๋อร์ เ้าไม่ทักทายข้าก็จะกลับห้องแล้วเหรอ เ้ามองไม่เห็นหรือข้าอุตส่าห์รอเ้านะนี่เ้ากลับไปเป็เหมือนเดิมตอนมาอยู่อารามใหม่เลยนะ”
“ข้าเหนื่อย ยินดีกับเ้าด้วยจิ่วเอ๋อร์ พลังจิตก็เลื่อนขึ้นแล้ว เ้าก็ควรรีบกลับไปพักเช่นกัน”
“ได้ ไว้ค่อยคุยกัน”
เมื่อนางกลับถึงห้องเพียงลำพังแล้วนางก็มือเอื้อมไปััเ้าัน้อยที่พันข้อมืออยู่กำหนดจิตพูดคุยด้วย
“เสี๋ยวไป๋ เ้าดีขึ้นหรือไม่”
“ดีขึ้นแล้วท่านแม่ปกปิดอาการาเ็ไว้เพราะไม่้าให้อาจารย์ทั้งสองและศิษย์พี่ของท่านเป็ห่วงสินะ”
“ห้ามเ้าบอกกับอาจารย์และจิ่วเอ๋อร์นะ”
จบเสียงก็ปรากฏรูปร่างของเ้าตี๋น้อยยืนยิ้มเล็กยิ้มน้อยเ้าัตัวน้อยที่ยามนี้ดูคล้ายเด็กสามสี่ขวบยืนเปลือยกายมีเพียงเอี๊ยมสีขาวผมมวยเป็ซาลาเปาสองข้าง ะโเข้ามาจับมือนางแล้วแล้วะโไปะโมาอย่างดีใจ
“ข้าทราบแล้ว..ท่านแม่ แต่ว่าการเก็บซ่อนอาการาเ็ไว้เช่นนี้ไม่เป็ผลดีทางที่ดีท่านเองก็ควรรีบรักษาตัวเอง"
“ข้ารู้”
“ท่านแม่..ท่านแม่ ฮ่าฮ่าฮ่า ข้ามีรูปร่างแล้วท่านดูสิ”
“เ้ามีรูปลักษณ์ที่จับต้องได้แล้วหรือ”
“นี่เป็เพราะท่านเลื่อนระดับพลังของท่านส่งผลทำให้พลังของข้าก็เลื่อนขึ้นตามท่านมาด้วย”
“ท่านแม่จากนี้ไปข้าต้องจะข้างกายท่านเพื่อค่อยช่วยท่านเวลาที่การาเ็แสดงอาการออกมา”
“ข้าต้องเรียนให้อาจารย์ทราบก่อนว่าเก็บเด็ก(ั)มาเลี้ยงเ้าสวมเสื้อผ้าเสียหน่อยจะดีกว่านะ ยืนเปลือยกายเช่นนี้ไม่ดีว่าแต่เรียกขานด้วยคำอื่นจะดีกว่านะ”
“ไม่ ข้าจะเรียกท่านเช่นนี้ ท่านแม่ ท่านแม่”
เฮ้อ!สาวบริสุทธิ์สองภพชาติต้องมีลูกทั้งที่ยังไม่มีสามีเนี่ยนะ นางได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ