วันนี้พ่อครัวจางกลับมาทำงาน
เมื่อเขากลับมาก็เข้าไปรับผิดกับเถ้าแก่หลี่อย่างพินอบพิเทา บอกว่าตนเองหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ จากนี้ไปจะไม่ทำผิดอีก เถ้าแก่หลี่เห็นแก่ที่ทำงานร่วมกันมานาน จึงยอมลืมตาข้างหลับตาข้าง ไม่เอ่ยถึงเื่นี้อีก
ส่วนเซียนอินที่รอบเดือนหมดพอดีก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
ยามเซียนอินและพ่อครัวจางพบหน้ากัน ต่างก็ทำตนราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น นับว่าเกินความคาดหมายของเซียนอินอยู่บ้าง นอกจากที่ชอบมองนางตาขวางกับทิ้งงานปัดกวาดครัวให้นางทำบ่อยๆ แล้ว ก็แทบจะไม่ทำอันใดอีก
และนับแต่กองคาราวานกองนั้นจากไปชื่อเสียงของเหลาชิงฝูก็เริ่มกลับมาดีขึ้น คนที่เข้ามารับประทานอาหารในร้านก็มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันเพราะอยากมาลองชิมดูว่ารสชาติดีขึ้นดังที่เขาว่ากันหรือไม่ จากที่มีแขกวันละสี่ห้าคนก็เพิ่มเป็วันละสิบคน กระทั่งมากถึงยี่สิบคน พ่อครัวแม่ครัวทั้งสองจึงยิ่งยุ่งเป็พัลวันจนไม่มีเวลามานั่งหมางใจ
เซียนอินสังเกตว่า พ่อครัวจางจะถนัดอาหารประเภทผัดมากกว่า แต่ไม่ใคร่สันทัดในอาหารประเภทต้มนัก ดังนั้นยามแบ่งกันทำอาหาร เด็กสาวจึงมักจะอาสาทำอาหารประเภทต้ม ส่วนอาหารประเภทผัดก็มอบให้เป็หน้าที่ของพ่อครัวจางไป เพราะชื่อเสียงของเหลาชิงฝูก็เท่ากับหม้อข้าวหม้อแกงของนางเองเช่นกัน
ยามนางทำเช่นนั้นบ่อยเข้าจนพ่อครัวจางจับสังเกตได้ ก็ถลึงตาใส่นางทีหนึ่ง ส่งเสียง หึ ในลำคอให้ได้ยิน คอยหาเื่ค่อนแคะบ้างตามโอกาสที่หาได้ แต่เซียนอินหาได้ใส่ใจไม่
ไม่นานหลังจากนั้น แม่ครัวเฝิงที่หายหน้าหายตาไปนานก็กลับมาทำงาน
แม่ครัวเฝิงเป็หญิงร่างอ้วนท้วน อายุราวสามสิบปี สถานะหญิงหม้ายลูกสองที่ออกมาทำงานหาเงินนอกบ้าน นางมีกิริยาวาจาที่ค่อนข้างโหวกเหวกขวานผ่าซาก แต่เซียนอินรู้สึกได้ว่านางมีจิตใจดี การทำงานในโรงครัวจึงนับว่าสบายใจขึ้นมาก
“นางหนู เ้ามาเป็แม่ครัวที่นี่รึ! ไม่เลวๆ ต่อไปเรียกข้าว่าป้าเฝิงก็ได้ ถามข้าได้ทุกอย่าง อ้อ ยกเว้นเื่เงินๆ ทองๆ นะ”
มืออวบตบที่ไหล่บางเป็การทักทาย เซียนอินรู้สึกราวกับข้อต่อไหล่นางเคลื่อนออกไปชั่วขณะแล้วกลับเข้าที่
หลังแม่ครัวเฝิงกลับมาแล้ว เซียนอินจึงไม่ต้องทำงานทั้งวันอีก ทั้งสามตกลงแบ่งเวลาเข้าออกงานกัน แบ่งได้เป็แม่ครัวเฝิงเข้าแต่เช้ามืดไปถึงบ่าย ส่วนเซียนอินและพ่อครัวจางเข้า่เที่ยงถึงยามหัวค่ำ
ความจริงแล้วแม่ครัวเฝิงอยากเข้าเที่ยงออกค่ำมากกว่าเพราะไม่อยากรีบตื่นแต่เช้า แต่เซียนอินเจรจาว่าหากยอมมอบกะเวลานี้ให้นาง นางจะเป็คนจัดการบ่อดักไขมันให้ก่อนเลิกงาน แม่ครัวเฝิงจึงขบคิดอยู่ชั่วครู่แล้วตอบตกลง
บ่อดักไขมันเป็อุปกรณ์ที่ใช้ดักเศษอาหารและจับไขมันจากการล้างถ้วยชามและอุปกรณ์การทำอาหาร โดยมันจะทำการดักเศษอาหารและไขมันเอาไว้ ไม่ให้ท่อในครัวตันและส่งกลิ่นเน่าเหม็น แน่นอนว่าการทำความสะอาดเป็เื่ชวนอาเจียนอย่างหนึ่ง ซึ่งหน้าที่นี้เป็ของแม่ครัวเฝิงมาโดยตลอด เมื่อมีคนรับอาสาทำให้ จึงยอมปล่อยไปอย่างยินดี
ส่วนเซียนอินเองที่ทำเช่นนี้ก็มีเหตุผล
หนึ่งคือนางจะได้มีเวลาครึ่งเช้าในการดูแลบ้านและอาหารการกินมากขึ้น การปล่อยเด็กทั้งสองให้อยู่ที่เรือนตลอดทั้งวันบ่อยๆ นางเองก็ไม่วางใจ อีกทั้งนางจะได้หันมาดูแลเฉิงเอ๋อร์ให้มากขึ้นด้วย เพราะยามนี้แม้เฉิงเอ๋อร์จะอายุได้สามหนาวแล้ว กลับยังไม่ยอมพูดแม้สักคำ จุดนี้นางเองก็เพิ่งจับสังเกตได้ และนางก็ไม่ได้ศึกษาเื่พัฒนาการเด็กมาเสียด้วยสิ
...สอง นางมีแผนจะหารายได้ทางอื่นเพิ่มเติมมาจุนเจือครอบครัว
ท่ามกลางเสียงบ่นชีวิต บ่นลูก บ่นสามีผู้ลาลับไปของแม่ครัวเฝิงที่ดังออกมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยคอแหบแห้ง เซียนอินก็สับเนื้อหมูบนเขียงไปอย่างรวดเร็ว พลางขบคิดเื่ที่จะทำในเช้าวันพรุ่งนี้ไปด้วย
เช้าวันต่อมา
เซียนอินลากรถเข็นออกจากเรือนไปทางป่าส่วนกลางแต่เช้ามืด บนถนนหนทางยังเต็มไปด้วยเกวียนเสบียงของชาวบ้าน และกองคาราวานที่เดินทางผ่านไปมาอย่างเช่นทุกวัน กลิ่นไอดินและน้ำค้างยอดหญ้าโชยเอื่อยมาตามอากาศ กระแสความเย็นสายหนึ่งพัดผ่านทะลุอาภรณ์จนร่างบางขนลุกซู่
สองข้างทางของเซียนอินยามนี้เป็ทุ่งหญ้าเขียวขจี ท้องฟ้ายังคงมืดหม่น แต่ที่สุดขอบฟ้าเื้ันางเริ่มปรากฏแสงสีส้มอยู่รำไร นกกระจอกเริ่มต้นวันใหม่โผบินออกหาอาหาร เป็เช้าที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอันสงบเงียบเย็นใจ
ในใจของคนข้ามภพอดโหยหาโทรศัพท์และหูฟังไม่ได้ นางอยากฟังเพลงเหลือเกิน
เมื่อดูแล้วคงอีกสักพักกว่าจะเดินไปถึง เซียนอินจึงเริ่มแก้เบื่อให้ตนเองด้วยการชมทิวทัศน์โดยรอบ และเปิดเพลงไร้เสียงในหัวไปด้วย
หวังเ้ามีเตาอุ่นยามหน้าหนาว
หวังเ้ามีร่มกางยามหน้าฝน
หวังเ้ามีตะเกียงไฟยามมืดมน
หวังเ้ามีผ้าห่มอุ่นหมอนหนุนนอน
หวังดาราบนฟ้าอยู่เคียงเ้า
หวังจันทราคุ้มครองยามนิศา
หวังตะวันส่องสว่างทางข้างหน้า
หวังพิรุณหลบกายาอย่าต้องนาง
เซียนอินชะงักเดินไปครู่หนึ่ง ฝุ่นดินจากกลุ่มเกวียนที่เคลื่อนผ่านไปพัดผ่านตัว แสงอรุณสาดส่องบังเกิดเงาบนใบหน้า...ไม่นึกว่าเพลงที่ผุดขึ้นมาในหัวจะเป็บทเพลงนี้ ใบหน้าอมยิ้มของชายผู้หนึ่งปรากฏในห้วงคิด
ร่างบางสะบัดหัวไล่ภาพนั้นออกไป สาวเท้าก้าวเดินต่อ นางยังมีเื่ที่ต้องทำอีกมาก
อาภรณ์สีกล้วยไม้เปรอะฝุ่นดินประปรายที่ชายกระโปรง เท้าเล็กในรองเท้าหญ้าสานย่ำผ่านแมกไม้เขียวชอุ่ม เซียนอินเดินผ่านแนวป่ามาจนถึงที่ราบใกล้เนินเขา ตรงนี้เป็ไร่ถั่วขนาดย่อมที่ทางการเมืองปู้ชวนปลูกเอาไว้ ที่นี่มิได้หนาวเย็นเหมือนทางเหนือจึงสามารถปลูกถั่วเหลืองได้ตลอดทั้งปี ครึ่งหนึ่งของฟากตะวันออกราบเตียน ครึ่งฟากตะวันตกยังคงมีต้นถั่วที่แก่ได้ที่จนมีสีน้ำตาลปรากฏให้เห็น คนงานของทางการจำนวนราวสิบคนบ้างก็กำลังจัดการตากถั่วเหลือง บ้างก็กำลังทำการนวดอย่างขยันขันแข็ง โดยกองถั่วเหลืองไว้บนลาน ทุบด้วยไม้ให้ฝักแตก แล้วแยกเอาเมล็ดถั่วเหลืองออกจากเศษซากถั่วเ่าั้
ทางทิศเหนือเป็ที่ตั้งของเพิงคนงาน ก่อสร้างง่ายๆ ด้วยไม้และหญ้าฟาง ดูเรียบง่ายระรื่นตา กลิ่นไอดินยามเช้าอบอวล ในที่สุดเซียนอินก็เข็นรถเข็นไม้ไปถึงเพิงคนงานนั้น
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเมื่อเห็นเด็กสาวก็เอ่ยทักทายอย่างคุ้นเคย
“อ้าว อาอิน หายไปหลายวันเลยนะ วันนี้ก็มารับถั่วเหลืองเหมือนเดิมรึ”
เซียนอินยิ้มตอบ “ใช่แล้วเ้าค่ะป้าอู๋”
คนงานเหล่านี้เป็คนของทางการที่ให้มาจัดการปลูกธัญญาหารต่างๆ อันจำเป็สำหรับชาวบ้าน บ้างก็นำไปประกอบอาหารกินเอง บ้างก็นำไปประกอบธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ของตนตามจำนวนที่สามารถรับไปได้ นับว่าทำให้ชาวบ้านในเมืองปู้ชวนมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นมาก
โดยปกติแล้วพืชผลต่างๆ จะให้ชาวบ้านจัดการเก็บเอง แต่ถั่วเหลืองนี้ค่อนข้างกินพื้นที่เป็บริเวณกว้างและเป็สิ่งที่ทุกบ้านมักจะใช้ทำแป้งประกอบอาหาร เวลามาเก็บพร้อมกันหลายๆ ครอบครัวค่อนข้างวุ่นวาย เ้าเมืองปู้ชวนจึงจ้างคนมาจัดการกับการเก็บถั่วให้เป็พิเศษ และยังให้ช่วยดูแลการปลูกพืชพันธ์อื่นๆ ไว้ให้ชาวบ้านมาเก็บกันอีกด้วย
เซียนอินมักได้ยินป้าอู๋เอ่ยชื่นชมความเห็นใจชาวบ้านของเ้าเมืองให้ได้ยินบ่อยๆ ทั้งยังบอกว่าที่เมืองอื่นไม่มีคนมาดูแลป่าส่วนกลางให้เช่นนี้หรอกนะ
ป้าอู๋ย้ายร่างอวบอัดไปทางด้านในเพิงเก็บของ ก่อนจะยกกระสอบถั่วเหลืองออกมาสองกระสอบใหญ่ด้วยท่าทีทะมัดทะแมง
“่นี้ผลผลิตถั่วเหลืองมีมาก แต่ละบ้านก็รับเอาไปไม่เยอะเท่าใด แต่เหมือนบ้านเ้าจะใช้เยอะเลยใช่ไหม ป้าเอาให้เ้าเลยสองกระสอบ”
ั้แ่เซียนอินเริ่มรู้จักไร่ถั่วริมตีนเขาแห่งนี้ นางก็มักมารับถั่วเหลืองเรื่อยๆ ในจำนวนเล็กๆ น้อยๆ ตามจำนวนที่รับได้ต่อคน เพราะจากนี้ไปนางคิดจะเริ่มต้นทำการค้าด้วยถั่วเหลืองนี้เป็หลัก
เซียนอินตรงเข้าไปช่วยรับกระสอบเอาไว้ “ป้าอู๋อย่ายกทีเดียวสองกระสอบเช่นนี้สิ เดี๋ยวหลังเคล็ดกันหมดพอดี”
ป้าอู๋ยิ้มแก้มปริโบกมือ “ป้าแข็งแรงนัก ไม่ต้องเป็ห่วงๆ ”
เด็กสาวหันไปจัดวางกระสอบลงรถเข็นไม้จนเรียบร้อย จึงหันไปเอ่ยลา “ข้าไปก่อนนะป้าอู๋”
“อื้อๆ ไปเถอะ” หญิงวัยกลางคนยิ้มโบกมือ ก่อนจะหันไปจัดระเบียบเพิงเก็บกระสอบของนางต่อ
ระหว่างทางกลับเซียนอินก็เก็บพืชผักที่จะเอาไว้ใช้ทำอาหารมาด้วยหลายชนิด ไม่นานกองผักรวมกับกระสอบถั่วเหลืองก็กองจนเต็มรถเข็นไม้ เมื่อเห็นดังนั้นเซียนอินจึงตัดใจจากแปลงหัวไชเท้า มุ่งหน้าเดินทางออกจากป่า
ร่างเล็กในสภาพเหงื่อท่วมตัวเข็นรถไม้เดินตรงไปตามเส้นทางเล็กไปเรื่อยๆ ต้นไม้สูงใบเขียวขจีขึ้นอยู่เต็มสองข้างทาง ปากทางออกจากป่าปรากฏให้เห็นอยู่รำไร ดวงตะวันเริ่มขึ้นสูงพอดีกับระยะสายตา ทว่านางไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า บนต้นไม้เหนือหัวนางมีชายหน้าบากลูกค้าประจำเหลาชิงฝูกำลังนอนกอดดาบหลับน้ำลายยืดอยู่
เมื่อมาถึงเรือนน้อย เซียนอินก็ผลักประตูลากรถไม้เข้าไป ผมที่ม้วนมวยไว้ด้วยปิ่นหลุดรุ่ยประบ่า ใบหน้าขาวเปื้อนฝุ่นดินจากการเดินถนน ทว่าดวงตาสีดำใสกระจ่างของนางยังคงสดใสกระปรี้กระเปร่า
สองซาลาเปาน้อยยื่นหน้ามามองผ่านทางหน้าต่าง เมื่อเห็นว่าเป็พี่สาวจึงยิ้มร่า วิ่งออกมาช่วยยกของเข้าเรือนทันใด เซียนเวยช่วยยกกระสอบอีกด้าน ส่วนเฉิงเอ๋อร์ ‘อุ้ม’ หอมใหญ่เข้าไปทีละหัว ท่าเดินดุ๊กดิ๊กน่าเอ็นดูยิ่ง
“ข้าวต้มที่พี่ใหญ่ต้มไว้ในครัว เ้ากับเฉิงเอ๋อร์กินกันหรือยัง” นางเอ่ยพลางจัดการข้าวของไปด้วย
เซียนเวยพยักหน้าหงึกหงัก ก้อนซาลาเปาสองลูกบนหัวสั่นไหว
“กินแล้วเ้าค่ะ วันนี้เฉิงเอ๋อร์ก็กินจนหมดเลยด้วย”
ผู้เป็พี่ใหญ่หันไปยกนิ้วโป้งให้เซียนเวยและเฉิงเอ๋อร์ เซียนเวยยิ้มยกตอบอย่างงงๆ ส่วนเฉิงเอ๋อร์หัวเราะเอิ๊กอ๊ากยกกำปั้นขึ้นมาแทน เซียนอินหัวเราะในลำคอให้กับภาพนั้นแล้วจึงถอนสายตากลับมา หันมาใช้สมาธิจดจ่อกับสิ่งที่กำลังจะทำต่อไปแทน
สิ่งที่นางคิดจะทำต่อจากนี้ ก็คือน้ำเต้าหู้ หมั่นโถว และซีอิ๊ว
แน่นอนว่าภพนี้มีน้ำเต้าหู้และหมั่นโถวแล้ว...แต่ยังไม่มีซีอิ๊ว
นางคิดจะทำน้ำเต้าหู้และหมั่นโถวไปฝากร้านโจ๊กขายทุกเช้า โดยแบ่งกำไรของนางให้เถ้าแก่ร้านโจ๊กคนละครึ่ง เพราะยังต้องยืมใช้ถ้วยจานและแรงงานเสี่ยวเอ้อร์ของเถ้าแก่หลิวในการขายในร้านอีกด้วย เงินส่วนที่เถ้าแก่ได้ไปจึงยังต้องไปหักทุนกำไรของเถ้าแก่เองต่อ
ส่วนเวลาที่นางไม่ต้องนำมาเสียกับการยืนขาย นางจะเอามาใช้หมักซีอิ๊วและเครื่องปรุงต่างๆ รอไว้เปิดร้านเครื่องปรุงขายในอนาคต เนื่องจากซีอิ๊วต้องใช้เวลาหมักนานหลายเดือน เื่เปิดร้านเครื่องปรุงจึงเป็แผนระยะสอง และให้การฝากของขายที่ร้านโจ๊กเป็แผนระยะหนึ่ง
เท่ากับว่าในยามนี้นางจะเกิดรายได้สองทาง ก็คือรายได้จากงานประจำที่เหลาชิงฝู และรายได้จากการค้าส่วนตัวนั่นก็คือน้ำเต้าหู้และหมั่นโถว นับว่าเป็การเก็บเงินรอลงทุนเปิดร้านในแผนระยะสองไปด้วย
แิการทำการค้าของนางเกิดจากหนังสือเล่มหนึ่ง เป็หนังสือที่นางเคยเปิดอ่านระหว่างรออินเฝิงทำธุระอยู่ในบ้าน อินเฝิงเป็คนทำธุรกิจ ดังนั้นหนังสือในบ้านเขาเกือบครึ่งจะเป็หนังสือเกี่ยวกับเื่พวกนี้
หนังสือเล่มนั้นเอ่ยถึงเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ เ้าของพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่ประกาศรับสมัครคนนำน้ำจากลำธารมารดน้ำให้กับต้นอ่อนของเขา มีเด็กหนุ่มมากมายอาสาทำงานนี้ และแบ่งกันทำงานคนละสิบไร่
เด็กหนุ่มแทบทั้งหมดต่างพากันซื้อถังน้ำ แบกถังน้ำเดินทางไปกลับวันละหลายรอบ ต้องตื่นแต่เช้ามารดน้ำให้ต้นอ่อนทุกวัน ใช้หยาดเหงื่อแรงกายอย่างเต็มที่ตลอดเช้าเย็น พวกเขามีความสุขกับการได้ใช้เวลาแลกเงิน แต่กลับไร้เวลาในการใช้ชีวิตกับตนเองและครอบครัว
ทว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาลงทุนจ้างนักประดิษฐ์สร้างท่อส่งน้ำจากลำธารมายังสวนไร่ ทั้งยังตั้งเวลารดน้ำได้อัตโนมัติ สามารถรดน้ำได้ทั้งไร่ในเวลาเดียวกัน เสร็จงานในเวลาเพียงไม่นานโดยไม่ต้องเสียแรง ไม่นานก็ได้ทุนการสร้างท่อส่งน้ำกลับคืน และยังต่อท่อรับงานจากเ้าของไร่พื้นที่อื่นต่อไปได้อีกด้วย
แล้วนางเล่า…จะเป็คนแบกถังน้ำ หรือเ้าของท่อส่งน้ำ
จะทุ่มกำลังกายแลกเงินอันน้อยนิดจนไร้เวลา...หรือสร้างกิจการให้ทำเงินโดยยังรักษาเวลาอันมีค่าของนางไว้ได้
แน่นอนว่านาง้าอย่างหลัง
แม้นางเองอาจจะมิได้เป็คนหัวการค้านัก และยามนี้ยังต้องใช้กำลังของตนเองเป็หลัก แต่นางจะพยายามด้วยกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อเป็เ้าของท่อส่งน้ำนั้นให้จงได้