เมื่อนั้นซูหว่านซีจึงได้โอกาสถาม“ท่านแม่ คาดไม่ถึงว่าเจียเอ๋อร์จะไม่รู้เรื่องงานเลี้ยงร้อยบุปผาดูสิจ้าวอี๋เหนียงผู้นั้น แม้แต่เรื่องนี้ยังปิดบังทายาทสายตรงของจวนได้นี่มันกลั่นแกล้งกันชัดๆ คนข้างหลังเจียเอ๋อร์ไม่มีใครคอยสนับสนุนแล้ว!”
นางโกรธกริ้วขีดสุดดวงตาสองข้างถลึงโต แก้มสองข้างกระตุกเบาๆท่าทางเหมือนต้องการสู้ตัดสินแพ้ชนะใครสักคน
จงชื่อรู้ว่าจ้าวอี๋เหนียงได้รับความรักความเอ็นดูในบรรดาอนุทั้งหลายของจวนป๋อชางโหวมากทีเดียวแต่กลับไม่คิดฝันว่าอนุอย่างนางแค่คนเดียว กลับริอ่านโอหังได้ถึงขนาดนี้
สีหน้าที่เคร่งขรึมแต่เดิมคร่ำเคร่งขึ้นไปอีก“ป๋อชางโหวช่างไร้ประโยชน์เสียจริง!”
ประโยคนี้ทำเอาเฉินจิ้งเจียเบิกตาโพลงอดที่จะมองไปยังจงชื่อเสียมิได้
ชาติก่อนนางไม่ได้ติดต่อกับท่านป้าผู้นี้สักเท่าไรรู้แค่ว่าฝีมือการจัดการของนางล้ำเลิศทีเดียว หลังเรือนท่านลุงนั้นไม่มีแม้แต่สาวใช้อุ่นเตียงสักคน มีเพียงท่านป้าคนเดียวเท่านั้น
ในตอนนั้นนางยังไม่เข้าใจทั้งยังหัวเราะเยาะท่านลุงว่าแต่งงานกับแม่พยัคฆ์สาวผู้ยอดเยี่ยมเข้าให้แล้วแม้แต่อนุสักคนยังมิกล้ามีด้วยซ้ำ
ภายหลังนางอภิเษกเห็นเซี่ยยู่จางเอาแต่เพิ่มคนเข้าจวนไท่จื่ออยู่เรื่อยทว่านางกลับยอมเอื้อเฟื้อเพื่อได้อยู่ดูแลเขาชั่วเวลานั้นนางรู้สึกอิจฉาท่านป้าขึ้นมาแล้วจริงๆ
แม้นเป็นเช่นนี้นางเองก็มิเคยคิดต่อต้านไม่ให้บุรุษของตนรับสนมเพิ่ม ทุกคราที่เซี่ยยู่จางเอ่ยปากนางเอาแต่ยกยิ้มแสนอ่อนโยนให้เสมอ บอกว่าย่อมได้เพคะ ข้าจะจัดการให้อยู่ร่ำไป
เมื่อเห็นท่านป้าของตนก่นด่าท่านพ่อตนว่าไร้ประโยชน์ได้ตามอำเภอใจเฉินจิ้งเจียก็คิดว่ายามท่านป้าอยู่ในจวนอาจมีท่าทีเย็นชากับท่านลุงอยู่บ้างใช่หรือไม่?
ไม่มีเหตุผลนางรู้สึกว่าในจวนอัครเสนาบดีนั้น แม้มีคนเพียงหยิบมือแต่กลับใช้ชีวิตได้อย่างสนุกสนานน่าสนใจยิ่ง
“ข้ามิได้ตั้งใจตำหนิพ่อเจ้าต่อหน้าเจ้าเพียงแต่เรื่องของจ้าวอี๋เหนียงนี้ เขาทำไม่ถูกครรลองครองธรรมจริงๆหากเขามิได้ยกอำนาจมากมายขนาดนั้นให้จ้าวอี๋เหนียง มีหรืออนุตัวเล็กๆเพียงคนเดียวจะหาญกล้าปฏิบัติต่อคุณหนูทายาทสายตรงเช่นนี้ได้อย่างไร?”
จงชื่อยิ่งพูดสีหน้าก็ยิ่งย่ำแย่ตาม “ช่างเถิด รอกลับไปก่อน ข้าจะจัดเวลามาเยือนจวนป๋อชางโหวทุบสั่งสอนให้ดีสักครา คิดหรือว่าไร้ซึ่งฮูหยินใหญ่เจ้าของบ้านแล้วอนุอย่างนางจะทะยานขึ้นฟ้าได้!”
“ท่านป้าอย่าได้ใจร้อนไปเจ้าค่ะเรื่องนี้ค่อยๆ พูดกันทีหลังก็คงมิเป็นไรเจ้าค่ะ” เฉินจิ้งเจียบอกก่อนนึกถึงจุดประสงค์ที่พวกนางขึ้นเขามา“กระนั้นการเทศนาธรรมของพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ครั้งนี้ นับว่ารวดเร็วยิ่งไม่รู้เช่นกันว่าจะมีคุณหนูฮูหยินสกุลไหนไปบ้าง”
เฉินจิ้งเจียไม่มีกำลังคนในมือมีเพียงหนานจือคนเดียวเท่านั้น นางเองก็มิอาจให้หนานจือออกไปสืบข่าวได้บ่อยครั้งเพราะด้วยนิสัยใจร้อนของนาง คงอาจถูกใครหลอกเข้าในสักวันก็เป็นได้
“เจียเอ๋อร์ที่ผ่านมาเจ้ามิเคยสนใจเรื่องพวกนี้นี่” เมื่อได้ยินเฉินจิ้งเจียเอ่ยดังว่าซูหว่านซีก็ตกตะลึงขีดสุด
เฉินจิ้งเจียหัวเราะ“พี่หญิงใหญ่ ข้าก็บอกแล้วนี่เจ้าคะ นั่นเป็นเมื่อก่อน ตอนนี้ข้าอายุสิบห้าแล้วแต่กลับไม่มีไม่พี่หญิงน้องหญิงคบค้าสมาคมเป็นของตนสักทีพี่หญิงใหญ่ว่านี่เหมาะสมหรือเจ้าคะ?”
ซูหว่านซีหัวเราะยกมือจิ้มหน้าผากเฉินจิ้งเจีย“เจ้านี่นะ เจ้านี่นะ ช่างเบิกเนตรได้ยากเย็นเสียจริง เอาละ วันเข้าฟังธรรมเทศนาเจ้าไปกับข้าก็เพียงพอแล้ว”
นางเองก็มีเหล่าคุณหนูพี่น้องหลายคนที่สมาคมกันอยู่พาเฉินจิ้งเจียไปด้วยก็พอดี
เฉินจิ้งเจียยกยิ้มตามนางอายุสิบห้าแต่กลับไร้ซึ่งมิตรสหายสักคนกลับเป็นเฉินจิ้งโหรวที่มักเข้าร่วมงานเลี้ยงเล็กใหญ่ต่างๆในนามตัวตนของจวนป๋อชางโหว ทำให้ผูกสัมพันธ์มิตรสหายได้ไม่น้อยทีเดียว
“ใช่สิข้าจำได้ว่าชุยซ่างซูของกระทรวงการคลัง ศิษย์คนโปรดของท่านตาก็มาเช่นนั้นคุณหนูและฮูหยินของเขามาด้วยหรือไม่เจ้าคะ?” เฉินจิ้งเจียนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นได้จึงเงยหน้าถาม
จงชื่อตอบ“ฮูหยินของชุยซ่างซูสุขภาพไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงไม่เคยร่วมมาก่อนกระนั้นซุนอี๋เหนียงกลับมาเสมอ”
“คุณหนูบ้านชุยซ่างซูเองก็มาเช่นกันเป็นอะไรหรือ เจ้าอยากทำความรู้จักกับนางหรือ?” ซูหว่านซีมองเฉินจิ้งเจียอย่างประหลาดใจคาดไม่ถึงว่าเฉินจิ้งเจียจะรู้เรื่องราวของชุยซ่างซูด้วย
เฉินจิ้งเจียเผยยิ้มทันใด“ข้ายังมิรู้ว่าพี่หญิงชุยผู้นั้นนิสัยใจคอเป็นเช่นไร แค่จู่ๆก็นึกถึงคนผู้นี้ขึ้นได้ ดังนั้นจึงลองถามไปดูเท่านั้นเจ้าค่ะ”
คำพูดเอ่ยเช่นนี้ไม่ผิดแผกหากแต่เฉินจิ้งเจียหาได้ถามขอไปทีตามที่บอก บุตรสาวของชุยซ่างซู ‘ชุยหลินยวน’ด้วยพรสวรรค์ความสามารถอันน่าทึ่งติดตัวของนางนั้นความสำเร็จมากมายของชุยซ่างซูล้วนมีส่วนมาจากฝีมือนางทั้งสิ้น
ชาติก่อนเฉินจิ้งเจียเคยคิดจะให้นางมาเป็นชายารองของเซี่ยยู่จางเช่นนี้คงพอช่วยเซี่ยยู่จางได้บ้าง
เพียงแต่หลังจากนางเอ่ยเรื่องนี้กับเซี่ยยู่จางได้ไม่นานชุยซ่างซูก็อำลาตำแหน่งในวังกลับบ้านเกิดไป ภายหลังนางสืบข่าวดูจึงทราบว่ายามชุยหลินยวนออกไปข้างนอก เจอพวกเดนมนุษย์ชั่วเข้า ท้ายที่สุดสิ้นใจอย่างอนาถฮูหยินชุยตรอมใจตามติดไป ชุยซ่างซูทนรับการโจมตีไม่ไหวจึงนำพาคนที่เหลือในจวนเพียงหยิบมือเร้นจากเมืองหลวงไป
ตอนนั้นนางแค่รู้สึกว่าเรื่องนี้ดูบังเอิญเกินไปกระนั้นก็ยังได้สืบสาวเชิงลึก คิดดูอีกทีตอนนี้ การตายของชุยหลินยวนนั้นเกรงว่าคงมิได้ง่ายดายอย่างที่คิดแล้ว
“นับว่าเจ้ารู้จักเลือกทีเดียวคนของจวนชุยซ่างซูนั้นเรียบง่ายที่สุดแล้วเขาและฮูหยินมีบุตรสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวย่อมเป็นที่รักที่เอ็นดูของทั้งจวนคนหนึ่งเลยทีเดียวทั้งยังเป็นคนเดียวในเมืองหลวงอีกด้วย” ซูหว่านซีบอก
จงชื่อข้างๆเองเอ่ยปากตามเช่นกัน “เจ้าอย่าไปฟังว่าการที่ฮูหยินชุยไม่มาซุนอี๋เหนียงที่มาแทนจะเหมือนกับคนผู้นั้นในบ้านเจ้าซุนอี๋เหนียงคือสาวใช้ข้างกายฮูหยินชุย แม้นถูกยกระดับให้เป็นอนุแต่กลับเคารพนับถือฮูหยินชุยเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งว่าไม่ยอมมีลูกให้ท่านชุยด้วยซ้ำ”
เฉินจิ้งเจียถลึงตาโตเท่าไข่ห่าน“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือเจ้าคะ?”
นางไม่รู้หากแต่เหล่านายหญิงสูงศักดิ์ใดบ้างในเมืองหลวงที่ไม่อิจฉาฮูหยินชุย? สามีเอาใจใส่ บุตรสาวยังรู้ความเชื่อฟังคำสอนอนุเพียงหนึ่งเดียวยังทุ่มเทต่อตนสุดใจ ปักใจดื่มน้ำแกงคุมกำเนิดมาเนิ่นนาน...
“ก็มิใช่เรื่องแปลกนัก”ซูหว่านซีเอ่ย “นอกเหนือจากสุขภาพของฮูหยินที่ไม่ค่อยแข็งแรงแล้วอย่างอื่นก็ล้วนเป็นสิ่งที่สตรีทั้งหลายอยากได้ทั้งสิ้น!”
สตรีทั้งหลายล้วนอยากได้? ไม่ใช่เสมอไปหรือ?
เฉินจิ้งเจียไม่เอ่ยต่อบทเพียงแค่หยักยิ้มมุมปาก
หากไม่มีเรื่องใดมาบีบบังคับละก็ไม่ว่าสตรีนางใดก็ไม่วาดหวังอยากให้สามีมีหญิงอื่นข้างกายเช่นกันอยู่ดีมิใช่หรือ?
เฉกเช่นเดียวกับจวนอัครเสนาบดีท่านลุงก็มีฮูหยินเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนอนุหรือหญิงอุ่นเตียงอะไรนั้นกลับไม่มีแม้แต่คนเดียว
แม้นก่อนหน้านั้นนับถึงรุ่นท่านตาท่านยาย ท่านตาของนางก็ไม่มีหญิงอื่นเช่นกัน
“เจียเอ๋อร์สายตามีแววยิ่งนักคุณหนูชุยผู้นี้เป็นคนที่ผูกสัมพันธ์ไมตรีได้จริงๆ”คำพูดของจงชื่อตัดตอนความคิดของเฉินจิ้งเจีย “ไม่เพียงคุณหนูชุยเท่านั้นยังมีคุณหนูอีกหลายท่านที่เจียเอ๋อร์ดูไว้ด้วยก็ได้”
เมื่อได้ยินจงชื่อเริ่มพูดถึงส่วนสำคัญเฉินจิ้งเจียรีบตั้งสติทันใดพร้อมจดจำเรื่องราวของผู้คนเหล่านั้นที่นางเล่าอย่างละเอียดจากนั้นจึงหยัดกายยืนกล่าวขอตัว แล้วออกจากเรือนสวนเล็กนี้ไป
เพิ่งเดินออกมาก็เจอเข้ากับเฉินอี้เหอยืนหน้าประตูสีหน้าเขามีคำว่าแตกตื่นสับสนเขียนแปะไว้ตัวเบ้อเร่อทำเอาเฉินจิ้งเจียอดที่จะหัวเราะขึ้นเสียมิได้“ท่านพี่ยืนรอข้าข้างนอกเช่นนี้มาตลอดเลยหรือเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นนางหัวเราะเฉินอี้เหอถึงได้โล่งใจขีดสุดสักที เขายื่นมือจิ้มหน้าผากเฉินจิ้งเจียทันใด“ยัยหนูนี่ช่างไร้น้ำใจ ข้ายืนตรงนี้ก็เพราะใครกันเล่า?”