บทที่ 12 จุดประสงค์
หลังจากะเิอารมณ์ใส่ทุกคนจนเงียบกริบ ไหลเยี่ยนหลิงกวาดสายตามองเด็กทั้งสี่คนตรงหน้าด้วยความเด็ดขาด
เธอเดินตรงไปที่หน้าบ้าน สะบัดมือไล่เพื่อนบ้านที่ยังยืนออกันอยู่ด้วยท่าทีเรียบเฉย “เด็กๆ มันทะเลาะกันตามประสาพี่น้องน่ะจ้ะ ไม่มีอะไรหรอก นี่ก็ดึกมากแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ”
คำพูดง่ายๆ ที่ตีความว่าเป็แค่เื่กระทบกระทั่งในครอบครัวทำให้เพื่อนบ้านที่จ้องจะจับผิดถึงกับพูดไม่ออก ต่างคนต่างจำใจแยกย้ายกันกลับห้อง แต่ก็ยังไม่วายเงี่ยหูฟังอย่างกระหายใคร่รู้ว่าบ้านซ่งจะมีพายุลูกที่สองตามมาหรือไม่
หลินเสี่ยวเวยที่ตั้งท่าจะอาละวาดต่อ กลับถูกประโยคเดียวของซ่งซิงเย่ตอกหน้าจนค้าง
“ถ้าเธอยังไม่หยุดพล่ามในบ้านซ่ง พรุ่งนี้ฉันจะไปอาละวาดที่บ้านหลินหรืออาจจะไปที่ทำงานของเธอด้วยดีไหม”
เสี่ยวเวยหุบปากฉับทันที ความหวาดกลัวเริ่มผุดขึ้นในใจ
[“ฝากไว้ก่อนเถอะ วันนี้ฉันยอมถอยให้ก้าวหนึ่งก็ได้ ยังไงก็ต้องกันยัยซิงเย่ออกไปจากบ้านหลิน โดยเฉพาะ่นี้ที่ 'ท่านผู้นำเหล่า' อดีตผู้บังคับบัญชาของพ่อชอบแวะมาหา... ถ้าเขาเจอซิงเย่แล้วเกิดถูกตาต้องใจอยากได้ไปเป็ลูกสะใภ้ขึ้นมา แผนของฉันไม่พังหมดเหรอ?”]
[“ลูกชายของท่านผู้นำเหล่า ในนิยายบอกว่าอนาคตจะได้เป็ถึงเ้าหน้าที่ระดับสูงเชียวนะ ผู้ชายเกรดเอแบบนั้นต้องเป็ของฉันคนเดียวเท่านั้น!”]
ซ่งซิงเย่ลอบยิ้มเย็นในใจเมื่อได้ยินเสียงความคิดนั้น พลังอ่านใจทำให้เธอรู้ทันทีว่าจุดอ่อนของอีกฝ่ายคืออะไร เธอจ้องมองเสี่ยวเวยที่ยืนทำหน้าถมึงทึงใส่เธอก่อนจะสำทับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน
“หลินเสี่ยวเวย ฉันไม่รู้หรอกนะว่าวันนี้เธอมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์แฝงอะไรกันแน่ แต่จำไว้... ในเมื่อเราสลับคืนฐานะกันแล้ว ฉันก็ไม่มีความคิดจะกลับไปเหยียบที่นั่นอีก เธอสบายใจได้”
“แต่ถ้าครั้งหน้าเธอยังแบกหน้ามาหาเื่ที่นี่ หรือมารังแกน้องๆ ของฉันอีก ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่... เธอก็รู้ว่าคนอย่างฉันพูดจริงทำจริง”
น้ำเสียงที่เย็นะเืดุจน้ำแข็งขั้วโลกทำให้เสี่ยวเวยตัวสั่นเทา เธอพยักหน้าตอบรับโดยอัตโนมัติด้วยความขยาด
ซิงเย่ไม่คิดจะเสียเวลากับผู้หญิงคนนี้อีก จากเสียงในใจเมื่อครู่ทำให้เธอรู้ว่าเสี่ยวเวยไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวอะไรนัก เป็เพียงผู้หญิงขี้อิจฉาที่จมปลักอยู่กับความทะเยอทะยานจอมปลอม วิ่งไล่ตามวาสนาที่คนอื่นหยิบยื่นให้แทนที่จะสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
“กลับไปเสวยสุขที่บ้านหลินซะ แล้วอย่าว่างงานจนเที่ยวมาหาเื่คนอื่นแบบนี้อีก” ซิงเย่เอ่ยพลางใช้แรงทั้งหมดผลักเสี่ยวเวยออกไปนอกประตู
เสี่ยวเวยพยายามจะขัดขืน แต่ซิงเย่แกล้งพูดดักคอ “สภาพเธอตอนนี้ดูไม่ได้เลยนะ ผมเผ้ายุ่งเหยิงยิ่งกว่ารังนก เสื้อผ้าก็ยับยู่ยี่ ถ้ามีใครเห็นสภาพนี้เดินเข้าบ้านหลินตอนดึกๆ... ไม่รู้เขาจะเอาไปพูดกันยังไงนะ”
คนรักสวยรักงามและห่วงภาพพจน์อย่างเสี่ยวเวยสะดุ้งสุดตัว เธอรีบก้มลงสำรวจเสื้อผ้าและลูบผมที่กระเซอะกระเซิง เมื่อนึกถึงนัดหมายสำคัญในวันพรุ่งนี้ เธอจึงจำต้องกลืนความแค้นลงคอแล้วรีบวิ่งหายไปจากหน้าบ้านซ่งอย่างรวดเร็ว
เมื่อความวุ่นวายจบลง หรูอวิ๋นก็ะโเข้ามากอดแขนซิงเย่ด้วยสายตาเป็ประกายเทิดทูน
“พี่ใหญ่! พี่เก่งจังเลย แค่พูดไม่กี่คำยัยนั่นก็หุบปากเงียบ พี่ไม่เห็นหรอกว่าตอนพี่ไม่อยู่ ยัยนั่นน่ารำคาญขนาดไหน แย่งข้าวปลาอาหารที่เป็ส่วนของพี่ไปกินจนเกลี้ยงเลย!”
“ซิงเย่หิวแย่เลย เดี๋ยวแม่ไปต้มบะหมี่ให้นะลูก พักผ่อนรอก่อนนะ” ไหลเยี่ยนหลิงรีบกุลีกุจอเข้าครัวไปทันที
หรูอวิ๋นเริ่มเล่าความประพฤติสุดแสบของเสี่ยวเวยให้ฟังอย่างออกรส เล่าว่าเสี่ยวเวยทำตัวกร่างราวกับที่นี่เป็บ้านตัวเอง สั่งให้น้องๆ ปรนนิบัติพัดวี พอพวกเขาไม่ทำตามก็เข้าไปออดอ้อนไหลเยี่ยนหลิง จนแม่ต้องจำใจสั่งให้พวกเขาไปรินน้ำให้เพราะเห็นแก่ความเป็แขก
“ยัยนั่นกินเก่งอย่างกับผีตายโหงมาเกิด ขนาดอิ่มจนพุงกางยังดันทุรังจะกินส่วนของพี่เข้าไปอีกนะ พี่ต้องไปประจานความตะกละของยัยนี่ให้ทั่วโรงงานเลย!” หรูอวิ๋นฟ้องไปพลางเบ้ปากไปพลาง
ซิงเย่มองน้องสาวที่ช่างพูดช่างคุยแล้วอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปบีบแก้มด้วยความเอ็นดู จือหยวนที่เห็นภาพนั้นก็นึกอยากโดนพี่ใหญ่บีบแก้มบ้างจนเผลอเอามือบีบแก้มตัวเองตามท่าทางของพี่สาว ทำเอาซิงเย่ที่เหลือบไปเห็นต้องลอบยิ้ม... น้องชายคนนี้ก็น่ารักไม่เบาเหมือนกันแฮะ
“พวกเธอสองคนตัวเล็กกว่ายัยนั่น ต่อไปถ้าเจออีกให้ใช้แค่ฝีปากพอ อย่าไปลงไม้ลงมือให้ตัวเองต้องเจ็บตัวล่ะ เข้าใจไหม?” ซิงเย่กำชับ
หรูอวิ๋นพยักหน้าหงึกๆ ส่วนจือหยวนดูเหมือนจะกำลังจดจำ "เทคนิค" การพูดของพี่สาวไว้ใช้ในอนาคต
ซิงเย่นิ่งคิดถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของเสี่ยวเวย เธอรู้ดีว่ายัยนั่นไม่ได้แค่มาดูว่าเธอลำบากแค่ไหน แต่มาเพื่อกันท่าไม่ให้เธอได้เจอกับ "ครอบครัวของท่านผู้นำเหล่า" บุคคลสำคัญที่จะส่งผลต่ออนาคตในนิยายเื่นี้
ขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในความคิด หรูอวิ๋นก็เขย่าแขนถามด้วยความอยากรู้ “พี่สาววันแรกที่โรงพยาบาลเป็ยังไงบ้าง เพื่อนร่วมงานแกล้งไหม แล้วเด็กๆ ที่มารักษาดื้อมากหรือเปล่า”
ซิงเย่มองความไร้เดียงสาของน้องๆ แล้วความเหนื่อยล้าก็ดูจะมลายหายไป เธอเริ่มเล่าเื่ราวในโรงพยาบาลให้พวกเขาฟังอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นขึ้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“ซิงเย่ บะหมี่มาแล้วลูก!”
ไหลเยี่ยนหลิงยกชามบะหมี่ร้อนๆ มาเสิร์ฟ มีไข่ดาวทอดจนเหลืองทองหอมกรุ่นวางโปะหน้า พร้อมผักใบเขียวและน้ำมันงาหอมฟุ้ง ซิงเย่ที่ท้องกิ่วเริ่มลงมือกินทันที แม้จะหิวจัดแต่กริยาของเธอก็ยังคงสง่างามและนุ่มนวล จนสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านซ่งแอบลอบกลืนน้ำลายตามด้วยความเอ็นดู...
พี่ใหญ่ของพวกเขา... ช่างดูดีเหลือเกินจริงๆ