บทที่ 24 เมื่อคุณจ้องมองลงไปในความมืด ความมืดก็กำลังจ้องมองคุณเช่นกัน
"เสี่ยวหวังพักอยู่ที่ห้องสุดทางเดินของชั้น 29 เขาทำงานวาดการ์ตูน ปกติแล้วมักจะใช้ชีวิตสลับกลางวันกลางคืน เพราะเขามีแรงบันดาลใจเฉพาะใน่กลางคืนเท่านั้น
วันหนึ่ง เสี่ยวหวังตื่นขึ้นมาตอนห้าทุ่มเหมือนเช่นเคย เขาต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่ไข่และไส้กรอกกินแบบง่าย ๆ หลังจากทานมื้อค่ำที่เขาคิดว่าค่อนข้างดีแล้ว เสี่ยวหวังก็เริ่มทำงาน
เขาหยิบปากกาวาดภาพขึ้นมาลากเส้นลงบนกระดานวาดภาพ แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง เสี่ยวหวังก็โยนปากกาวาดภาพลงบนโต๊ะด้วยความโมโห
เขาบ่นพึมพำกับตัวเองว่า 'ให้ตายสิ น่ารำคาญชะมัด ลูกค้าเฮงซวยอะไรขนาดนี้?'
เพื่อการเลี้ยงชีพ เขาไม่ได้วาดแค่การ์ตูนที่ตัวเองชอบเท่านั้น บางครั้งเขายังต้องรับงานออกแบบจากภายนอก ซึ่งลูกค้าเหล่านี้มักจะยื่นข้อเสนอที่ไร้เหตุผลมาเสมอ
อย่างเช่นครั้งก่อน มีตาแก่คนหนึ่งบอกให้เสี่ยวหวังใส่ใจเื่สีของชุดฮั่นฝูให้มากขึ้น เช่น ขอสีดำที่ดูมีสีสันหลากหลาย อะไรทำนองนั้น
คืนนี้ยิ่งคิดเสี่ยวหวังก็ยิ่งโมโห จนไม่มีอารมณ์จะวาดการ์ตูนของตัวเอง ทันใดนั้น เหมือนจะมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าประตู เดิมทีเสี่ยวหวังไม่ได้ใส่ใจ แต่เสียงฝีเท้านี้เหมือนจะวนเวียนอยู่หน้าห้องของเขา เดินไปเดินมาไม่หยุด
หากตั้งใจฟังดี ๆ จะได้ยินว่าเป็เสียงส้นสูงที่ดัง ตึก ตึก ตึก ตึก อยู่หน้าประตู
ถ้าเป็แค่แบบนี้เขาก็คงปล่อยผ่านและี้เีจะสนใจ เพราะคิดว่าคงเป็ผู้หญิงบ้าที่เมาเหล้าแล้วหาห้องตัวเองไม่เจอ
แต่ในตอนนั้นเอง เขาเหมือนจะได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นกำลังกดรหัสประตูของเขา ประตูนิรภัยของเสี่ยวหวังเป็รุ่นล่าสุดที่ใช้กุญแจรหัส ซึ่งนอกจากจะต้องใส่รหัสให้ถูกต้องแล้ว ยังต้องสแกนลายนิ้วมือของเ้าของให้ถูกต้องด้วย
และหากปลดล็อกล้มเหลวติดต่อกันสามครั้ง ระบบรักษาความปลอดภัยจะทำงาน และโปรแกรมฉุกเฉินจะทำให้ไม่สามารถปลดล็อกได้อีกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง
แม้ว่าปกติเขาจะไม่ค่อยออกจากบ้าน แต่ถ้าเกิดมีเื่ด่วนต้องออกไปกะทันหัน แล้วกลับเข้าบ้านไม่ได้จะยุ่งยากขนาดไหน
เมื่อคิดได้ดังนี้ เสี่ยวหวังจึงสวมรองเท้าแตะเดินไปที่ประตู ตั้งใจจะดูว่าผู้หญิงบ้าที่ไหนมาป้วนเปี้ยนหน้าห้องตอนกลางดึกแบบนี้
เขาค่อย ๆ เปิดฝาครอบตาแมวออก หลับตาซ้ายให้สนิท แล้วแนบตาขวาลงกับตาแมวเพื่อมองออกไปข้างนอก
สิ่งที่ทำให้เสี่ยวหวังใคือ ทางเดินข้างนอกมืดสนิท ไม่มีใครอยู่เลย มันเงียบกริบ ราวกับว่าเขาหูฝาดไปเอง
คิดไปเองงั้นเหรอ? เสี่ยวหวังคิดในใจ เขาสังเกตหน้าประตูผ่านตาแมวอยู่หนึ่งนาทีก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ และเสียงของผู้หญิงคนนั้นก็หายไปด้วย
เสี่ยวหวังจึงคิดว่า่นี้เขาใช้สมองมากเกินไปจนเกิดภาพหลอน หรือไม่ก็หูฝาดไปเอง จึงกลับไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หยิบปากกาวาดภาพขึ้นมาลากเส้นบนกระดานวาดภาพต่อ
เขาต้องลากเส้น ลงสี แก้ไข และสุดท้ายต้องส่งงานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้ลูกค้าดู เมื่อลูกค้าพอใจแล้วจึงจะปิดงานได้
ขณะที่ลากเส้น เสี่ยวหวังคิดในใจว่าหลังจากได้รับเงินงวดสุดท้ายครั้งนี้ จะต้องตุนอาหารไว้บ้าง เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในตู้เย็นเหลือเพียงไม่กี่ซอง ซึ่งหมายความว่าคืนนี้เขาต้องโต้รุ่งเพื่อปั่นงานวาดให้เสร็จ
เมื่อคิดได้ดังนี้ เสี่ยวหวังก็มีสมาธิและอดทนมากขึ้น บังคับให้ตัวเองระงับอารมณ์ร้าย ๆ ลง เื่การโยนปากกาวาดภาพจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกในคืนนี้
แต่พอเขาตั้งใจจะวาดรูปอย่างมีสมาธิ เสียงส้นสูง ตึก ตึก ตึก ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูอีกครั้ง จากนั้นเสี่ยวหวังก็ได้ยินเสียงคนกดกุญแจรหัสของเขาไปมา
กุญแจรหัสบนประตูนิรภัยจะส่งเสียงติ๊ดทุกครั้งที่กดตัวเลข และทุกครั้งที่ปลดล็อกล้มเหลว จะมีเสียงเตือนดังตีตี ติ๊ด ตีตี ติ๊ดออกมา
เมื่อครู่เพิ่งจะมีเสียงเตือนตีตี ติ๊ด ตีตี ติ๊ด ไปครั้งหนึ่ง และตอนนี้ผู้หญิงบ้าหน้าประตูก็เริ่มมากดกุญแจรหัสของเขาเล่นอีกแล้ว
ถ้าปล่อยให้ยัยนั่นกดมั่วอีกรอบ ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้ เขาคงไม่ต้องคิดเื่ออกไปแล้วกลับเข้าบ้านได้เลย
เมื่อคิดได้ดังนี้ เสี่ยวหวังเริ่มรู้สึกโมโห ครั้งนี้เขาสวมรองเท้าแตะอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเดินไปที่ประตู เปิดฝาครอบตาแมวแล้วมองออกไป
ยังคงไม่มีอะไรเลย แม้แต่ไฟเซนเซอร์ก็ไม่ติด ทางเดินมืดสนิท และเสียงเตือนจากกุญแจรหัสก็หยุดลงกะทันหัน ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ครั้งนี้ เสี่ยวหวังรู้สึกใจสั่นวูบขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าหรือจะมีสิ่งไม่ดีมาหาเขาเข้าแล้ว
เพราะเขาพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่ค่อนข้างดี ตามหลักการแล้ว ไฟเซนเซอร์ในทางเดิน ต่อให้เป็เสียงฝีเท้าที่เบามาก ก็ควรจะทำให้ไฟติดได้ นับประสาอะไรกับเสียงเดินด้วยรองเท้าส้นสูงของผู้หญิงคนนั้น แถมกุญแจรหัสของเขายังส่งเสียงเตือนตลอดเวลา
เสี่ยวหวังพึมพำกับตัวเองว่า 'ตามหลักแล้วทางเดินไม่น่าจะมืดสนิทแบบนี้ หรือจะเป็การแกล้งกันของผู้หญิงคนนั้น?'
ตั้งใจกดรหัสผิด แล้วพอเขาวิ่งมาที่ตาแมว เธอก็ย่อตัวลงแอบอยู่ที่หน้าประตู ยุคนี้แล้วยังมีคนว่างงานที่ทำเื่ไร้สาระแบบนี้อีกเหรอ!
เมื่อคิดว่าอาจจะเป็การแกล้งกัน เสี่ยวหวังจึงระวังตัวมากขึ้น ครั้งนี้เขาแกล้งเดินจากไป เดินเข้าไปในห้องไม่กี่ก้าว แต่จริง ๆ แล้วเขาย่องกลับมาที่ประตูอย่างเงียบเชียบ
จากนั้นก็รออย่างอดทน ครั้งนี้เสี่ยวหวังตั้งใจจะจับให้ได้คาหนังคาเขาว่าผู้หญิงที่แกล้งเขาเป็ใคร เสี่ยวหวังย่อตัวลงใต้ตาแมว โดยไม่รีบเปิดฝาครอบออก แต่เฝ้ารออย่างอดทนแทน
หลังจากรออยู่สามนาที เสียงตึก ตึก ตึกหน้าประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ เขาค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ยื่นมือไปเปิดฝาครอบตาแมวออกอย่างเบามือ
เสี่ยวหวังแนบตาขวาลงกับตาแมว แล้วมองออกไปข้างนอก มันมืดสนิท แม้แต่ทางเดินก็มองไม่เห็น แปลก ทำไมถึงเป็แบบนี้ เสี่ยวหวังรู้สึกสงสัยในใจ
วินาทีต่อมา สิ่งที่ทำให้เขาขนลุกซู่ก็เกิดขึ้น แทบจะในทันที ขนทั่วร่างของเขาลุกชัน หัวใจเต้นระรัว ตึก ตึก ตึก
เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกถึงความสยองขวัญขนาดนี้ หัวใจของเขาแทบจะะโขึ้นมาอยู่ที่คอ ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก เหงื่อไหลย้อยลงมาตามสันหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม
เพราะเสี่ยวหวังเพิ่งนึกได้ว่า ต่อให้หน้าประตุมืดสนิท เขาก็ควรจะมองเห็นทางเดินและแสงไฟสีเขียวสลัวของทางออกฉุกเฉินบ้าง แต่ตอนนี้แม้แต่ทางเดินก็มองไม่เห็น และมองไม่เห็นห้องของเพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยซ้ำ
นั่นหมายความว่าสิ่งเดียวที่เป็ไปได้คือ...ในขณะที่เขาแนบตาลงกับตาแมวเพื่อมองออกไปข้างนอก ข้างนอกนั้นก็มีใครบางคนแนบตาลงกับตาแมวเพื่อมองเข้ามาข้างในเช่นกัน"