ขณะที่ผมถือของเดินออกมา และน้องเมษากำลังสแกนจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ทันใดนั้นจอโปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าผม
ติ๊ง!
[คุณได้รับเงิน 2000 บาท]
ดวงตาผมเบิกกว้างแทบถลนออกจากเบ้า “เฮ้ย แบบนี้ก็ได้เหรอวะ!” ผมะโในใจด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องรีบเก็บอาการ ไม่ให้คนที่ยืนข้าง ๆ รู้ว่าผมกำลังตื่นเต้นอยู่แทบจะะโตัวลอย
“น้องเมษาบอกว่าเป็ค่ารถแล้วทีนี้ก็แสกนจ่าย 500 บาท…ไป มันคูณสองที่เป็ผู้หญิง… แล้วก็คูณสองอีกทีเพราะอยู่ใน่เวลา 18.00 น. ถึง 23.59 น.”
ผมคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเผลอยิ้มมุมปากออกมา ถึงว่าทำไมมันเด้งมาเป็สองพัน แบบนี้เองสินะ ถึงของที่ผมซื้อมันจะไม่ถึง 500 บาทก็ตาม
...
ผมขับรถออกจากเซเว่นมาได้พักใหญ่ อีกไม่นานก็จะถึงห้องพักแล้ว แต่เหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็ใจ เสียงฟ้าร้องคำรามก้องขึ้นมา ก่อนจะตามมาด้วยลมแรง ฝนเม็ดใหญ่ ๆ โปรยลงมาแต่ยังไม่ถี่นัก
“พี่… ฝนตกแล้วนะ” น้องเมษาเอ่ยพลางกอดแขนตัวเอง
“เดี๋ยวพี่หาที่หลบก่อน แป๊บนึงนะ” ผมตอบ พลางชะลอรถ มองหาที่ข้างทางที่พอจะใช้หลบฝนได้
ไม่ทันไรฝนก็เทลงมาอย่างหนัก เสียงฝนกระทบพื้นถนนดังสนั่น ผมเหลือบไปเห็นที่หลบพอดี จึงรีบเลี้ยวรถขึ้นฟุตบาทไปจอดใต้หลังคาตึกสามชั้นที่ดูเหมือนเป็คลินิก หลังคายื่นออกมาช่วยบังฝนได้ดี
เมื่อจอดเรียบร้อย ผมสังเกตเห็นคุณลุงกับคุณป้าคู่หนึ่งนั่งหลังพิงกำแพงอยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนจะมาหลบได้สักพัก
ผมหันไปยิ้มให้น้องเมษา “เจอที่หลบฝนพอดี”น้องเมษาก้าวลงไปอย่างเร็วตามด้วยผม
เธอเปียกไปพอสมควร เช่นเดียวกับตัวผม ผมขยับไปยืนข้าง ๆ พลางเหลือบตามองด้วยหางตา เห็นเธอใช้สองมือกอดอกแน่นเพื่อพยายามปิดบังตัวเอง เพราะเสื้อสีขาวบางที่สวมอยู่เปียกชุ่มจนเห็นราง ๆ ใต้เนื้อผ้า
ผมสะบัดหัวไล่ความคิดไม่เข้าท่าออกไป ก่อนจะถอดเสื้อแขนยาวยูนิฟอร์มแล้วยื่นให้น้องเมษา
“เอาไปใส่ทับก่อนนะ เดี๋ยวจะหนาว”
“อ๋อ…” เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วรับไป “ขอบคุณค่ะ” จากนั้นก็สวมคลุมตัวไว้
เธอก้มมองเสื้อที่เพิ่งสวมแล้วพูดขึ้นเบา ๆ “เสื้อพี่ข้างในไม่เปียกเลย”
ผมยิ้มตอบกลับอย่างสบาย ๆ “มันกันฝนน่ะ ใช้ได้ดีเลย”
...
“สามสิบนาทีแล้ว ฝนยังไม่หยุดเลยแฮะ” ผมบ่นเบา ๆ พลางมองไปฝั่งตรงข้ามที่มีคนมายืนหลบฝนเหมือนกัน
“เฮ้อ... อีกนิดเดียวก็ถึงห้องแล้วแท้ ๆ” เมษาถอนหายใจพลางก้มเขี่ยโทรศัพท์ในมือ
สักพักฝนก็เริ่มซาลง เสียงเม็ดน้ำเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
“ไปกันเลยดีไหม ไหน ๆ ก็ใกล้ถึงแล้ว” ผมเอ่ยขึ้นพร้อมมองไปทางเธอ
เมษาเงยหน้าขึ้น “ได้ค่ะพี่ ไหน ๆ ก็เปียกอยู่แล้ว ค่อยกลับไปเปลี่ยนทีเดียวเลย”
...
พวกเราขับมาจนถึงหน้าหอพัก ในที่สุดก็ได้แยกย้ายกันเข้าห้องของตัวเอง
ผมยกมือโบกลาเบา ๆ
เมษาหันมายิ้มเหนื่อย ๆ แต่ยังสดใส “ค่ะพี่ ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
พอปิดประตูห้องได้ ผมรีบวางของที่หอบมาลงโต๊ะ ก่อนจะตรงเข้าห้องน้ำทันที น้ำฝนที่เกาะตัวทำให้รู้สึกหนาวสะท้านไปหมด
หลังจากอาบน้ำอุ่นและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ร่างกายก็รู้สึกผ่อนคลายราวกับความเหนื่อยล้าถูกชะล้างออกไปด้วย
ระหว่างที่เดินสายตาเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าหลายชิ้นปลิวมากองอยู่ตรงมุมที่ระเบียงด้านหลัง ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าเป็เสื้อกล้าม ชุดชั้นใน และเสื้อที่ปนกันไป สายตาของผมจ้องมองชุดชั้นในสีขาวลูกไม้นานเป็พิเศษ "คงเป็ของน้องเมษา ฝนตกเมื่อกี้คงปลิวมาอีก... หน้าอกน้องก็ใหญ่ใช้ได้นะนี่... นึกภาพตอนที่เธอใส่มันคงจะ...ดีมากเลย"
ด้วยความสงสัย ผมยื่นหน้าออกไปมองหาต้นเหตุ จนเห็นว่าผนังกั้นระหว่างห้องผมกับห้องข้าง ๆ ที่ทำจากแผ่นพลาสติกมันแตกจนเป็ช่องโหว่ ดีที่ยังมีตาข่ายเหล็กกั้นอยู่ ไม่งั้นเสื้อผ้าพวกนี้คงปลิวหายออกไปด้านนอกหมดแล้ว
ขณะนั้นเอง เหมือนผมได้ยินฝีเท้าเบา ๆ จากข้างห้อง เธอเดินออกมาพอดี สิ่งที่ผมเห็นคือน้องเมษาเดินออกมา สองมือของเธอรวบมวยผมไว้ แต่ที่สำคัญ เธอใส่เพียงเสื้อชั้นในตัวบาง ๆ ทำให้เห็นรอยนูนของจุกอย่างชัดเจน น่าเสียดายที่ผมไม่รู้ว่า่ล่างของเธอสวมอะไร
ผมรีบหลบเข้ามาในห้องตามเดิม หัวใจยังคงเต้นรัวกับภาพที่เห็นเมื่อครู่ ก่อนจะได้ยินเสียงเธอบ่นพึมพำออกมา "เฮ้อ ตอนไหนโรงแรมจะมาทำกำแพงให้เนี่ย สามวันแล้วนะ"
ผมแอบฟังอย่างตั้งใจ ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังขึ้นอีกครั้งใกล้กว่าเดิม "งื้อ... ปลิวไปห้องพี่เขาอีกแล้ว" เสียงของเธอเต็มไปด้วยความหงุดหงิดผสมกับความอาย
เมื่อเสียงเธอสงบลงจนไม่ได้ยิน ผมรีบปิดประตูหลังให้เรียบร้อย จากนั้นเดินไปที่โซฟานั่งลงดื่มเบียร์ พลางพยายามทำตัวเหมือนทุกอย่างเป็ปกติ
ในใจคิดอยู่ตลอดว่า อีกไม่นานน้องเมษาก็คงจะมาเก็บเสื้อผ้าที่ปลิวมา
ตามที่ผมคาดไว้ เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงเรียกเบา ๆ
“พี่วายุคะ… นอนยังคะ?”
ผมรออยู่สักพัก ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูให้เธอ “มีอะไรเหรอ” ผมเอ่ยถามด้วยใบหน้าปกติ
“ขอโทษนะคะที่มาดึก ๆ… เที่ยงคืนกว่าแล้ว คือ...เสื้อผ้าหนูปลิวมาอีกแล้วค่ะ ขอเข้า....”
“ได้ ๆ เข้ามาเลย” ผมแทรกขึ้นราวกับรู้ว่าเธอ้าอะไร
เธอเดินเข้ามาพร้อมถุงผ้าในมือ
“แจ้งไปทางโรงแรมแล้ว แต่สามวันยังไม่มาทำให้เลยค่ะ” เธอบ่นเบา ๆ พลางแอบมองผมเล็กน้อย ดวงตาเป็ประกายเขิน ๆ
เธอเดินเข้าไป ผมมองตามหลังของเธอ เหมือนว่าเธอสวมเสื้อยืดตัวใหญ่ๆบางๆ คลุมจนแทบไม่ในว่าเสื้อสวมกางเกงอะไร
เธอเปิดประตูหลังออกไปแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ขอโทษนะคะ… ที่รบกวนพี่อีกแล้ว” เธอเอ่ยเบา ๆ พลางก้มหน้าลงมือเก็บเสื้อผ้าที่ปลิวมา
ผมหัวเราะเบา ๆ พยายามทำตัวสบาย ๆ “ไม่เป็ไรหรอก ลมมันพัดมานิ”
ผมพูดพลางเดินไปนั่งที่โซฟาตามเดิม
“ตอนแรกว่าจะหาอะไรมาปิดแล้วแต่ก็ลืม แล้วคิดว่าฝนจะไม่ตกแล้วก็เลยเอาออกมาตาก ทีนี้เลยไม่แห้งสักที” เธอบ่น เมษาเงยหน้ามองผม แก้มแดงระเรื่อ
“พี่… ไม่รำคาญหนูใช่ไหมคะ?”
ผมยิ้มให้เธอ พลางพูดติดตลกนิด ๆ “ไม่ ๆก็ตลกดี”
เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนก้มลงเก็บเสื้อผ้าต่อ แต่สายตายังแอบมองมาที่ผมอยู่ไม่ห่าง
เมื่อเธอเก็บเสร็จแล้ว เธอปิดประตูเบา ๆ แล้วหันมามองผมที่นั่งจิบเบียร์ กินถั่ว สายตาจ้องไปที่ทีวีซึ่งมีหนังหลังเที่ยงคืนเล่นอยู่
“พี่ยังไม่นอนเหรอคะ” เธอถามพลางอุ้มถุงเสื้อผ้าอยู่ในมือ
“ยัง ๆ น้องตามสบายเลย” ผมตอบ แต่ไม่ได้หันไปมอง ผมจดจ่ออยู่กับหนังบนทีวี
เมษาคิดในใจว่า พี่เขาดูน่าไว้ใจเหมือนเพื่อนบ้านดี ๆ แถมหน้าตาดีอีกด้วย เธอจึงอยากลองสนิท ๆ ไว้
“เห็นพี่กินแล้วหนูก็อยากกินบ้าง” เธอพูดเบา ๆ
ผมหันหน้ามองเธอแล้วยิ้ม “เอาสิ กินได้ ๆ น้องจ่ายให้พี่นิ”
เธอยิ้มเล็กยิ้มใหญ่ ก่อนจะก้าวเดินไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว
“จริงหรอคะ งั้น… ฮ่า ๆ เดี๋ยวหนูมานะ เอาผ้าไปตากก่อนค่ะ”
ผมยิ้มบาง ๆ มองตามเธอแล้วพยักหน้าเบา ๆ เธอปิดประตูเบาๆ
“เฮ้ย… ว่าจะชวนเล่น ๆ ระบบแกได้ช่วยฉันไหมเนี้ย”
[ไม่ครับ แต่เหตุการณ์เมื่อสักครู่ ท่านได้เรียนรู้สกิล: ไว้วางใจ]
ผมยิ้มออกมาทันที
“ได้อีกแล้ว… อธิบายสกิลให้ฟังหน่อยสิ”
[สกิล ไว้วางใจ: หากใช้กับใคร จะทำให้เขารู้สึกไว้วางใจคุณเหมือนเพื่อนสนิททันทีเป็เวลา 60 นาที หากคุณสามารถสานต่อความไว้วางใจได้ คนคนนั้นจะเริ่มไว้ใจคุณเหมือนเพื่อนหนึ่งคนแม้จะเจอกันเพียงไม่นาน / สกิลนี้ไม่จำเป็ต้องใช้กับคุณเมษาก็ได้เพราะเธอไว้ใจคุณแล้ว]
ผมพยักหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยออกมา “แต่ถ้าหากฉันใช้ก็จะเหมือนว่าฉันกับเธอเหมือนเป็เพื่อนสนิทกันเลยสินะ ใน 60 นาที”
[ใช่ครับ]
“ลองใช้สกิลเลย ฉันอยากลองดู”
[สกิล ไว้วางใจ ทำงาน]