บทที่ 21 สอบเข้ามหาวิทยาลัย
จนกระทั่งตอนนี้กู้เจียวเจียวยังคงดูแคลนลู่จิ่วอันโดยคิดว่าอีกฝ่ายเป็เด็กสาวไม่รู้หนังสือจากบ้านนอก แต่หารู้ไม่ว่าเธอเป็คนพูดจาฉะฉาน และเป็จอมสร้างความวุ่นวายที่สามารถกลับขาวให้เป็ดำได้
“ลู่จิ่วอัน ผู้หญิงอย่างเธอช่างเืเย็นและน่ากลัวจริง ๆ” กู้เจียวเจียวพูดจบยังมิวายเสริมต่อ “เธอไม่คู่ควรกับเซี่ยอวิ้นหนิงเลยสักนิด”
ลู่จิ่วอันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทั้งที่เซี่ยอวิ้นหนิงก็แต่งงานไปแล้ว แต่กู้เจียวเจียวยังคงฝังใจกับชายหนุ่มไม่เลิกรา เป็เพราะความรักบังตาหรือหล่อนรับไม่ได้ที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับตนกันแน่?
“คุณครูกู้ ฉันเรียนไม่จบชั้นประถม เลยไม่รู้หลักการอะไรมาก ฉันรู้แต่ว่าการรายงานคนที่ทำผิดกฎหมายเป็หน้าที่ของพลเมืองทุกคน” ลู่จิ่วอันไม่กลัวผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างกู้เจียวเจียว พร้อมกับพูดอย่างห้าวหาญ “หากฉันเพิกเฉยเวลาที่เห็นคนทำผิด จะไม่เท่ากับฉันทำผิดต่อประเทศชาติ ประชาชน และนักปฏิวัติที่สละชีวิตมากมายนับไม่ถ้วนงั้นเหรอ?”
กู้เจียวเจียวคาดไม่ถึงว่าลู่จิ่วอันจะสามารถยกคดีเล็ก ๆ ให้กลายเป็เื่ใหญ่ระดับชาติได้อย่างแยบยลเช่นนี้
“ฐานะอย่างฉันไม่คู่ควรเสวนากับคนไม่รู้หนังสืออย่างเธอแม้แต่คำเดียว”
กู้เจียวเจียวพูดทิ้งท้าย จากนั้นก็หยิบกระดาษชำระและรีบก้าวเท้าออกจากร้านขายของชำไปด้วยความไม่พอใจ
เป็อีกครั้งที่สะใภ้อ้วนได้ััการต่อสู้อันกล้าหาญของลู่จิ่วอัน
“จิ่วอัน คำพูดคำจาเธอดูไม่เหมือนคนเรียนไม่จบประถมเลย!”
สะใภ้อ้วนพอจะรู้จักคนเรียนไม่จบมาบ้าง แต่ว่าไม่มีใครที่พูดจามีหลักการได้ถึงขนาดนี้
ลู่จิ่วอันเขยิบเข้าไปใกล้สะใภ้อ้วนและกระซิบเบา ๆ “ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคนเรียนชั้นมัธยมปลาย แต่เขาไม่ชอบเรียนหนังสือแถมยังไม่ตั้งใจเรียน พอถึงวันหยุดทีไรก็จะเอาการบ้านมาให้ทำ!”
สะใภ้อ้วนได้ฟังคำอธิบายอย่างมีเหตุผลของลู่จิ่วอันก็ไม่นึกสงสัยอะไร เพียงเตือนด้วยความหวังดี “จิ่วอัน ตอนนี้ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ? เธอลองไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยดูสิ!”
“พี่สะใภ้ เมื่อก่อนตอนที่ฉันอยู่กับตระกูลลู่ พวกเขายอมให้ฉันสอบเข้าที่ไหนกันล่ะคะ” ลู่จิ่วอันพูดอย่างรู้สึกโดดเดี่ยวเป็ที่สุด “แต่ฉันเองก็คิดไว้ว่าจะอ่านหนังสือทบทวนแล้วค่อยไปสอบปีหน้า”
“ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากขึ้นทุกปี ไว้ฉันแวะไปที่อำเภอเมื่อไรจะหาตำราเรียนของม.ปลายมาให้ เธอจะได้มีหนังสือไว้อ่าน ถ้าไม่เข้าใจก็ถามเซี่ยอวิ้นหนิง พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วก็จะไม่มีใครมาว่าเธอไม่มีการศึกษาได้อีก”
คำพูดที่จริงใจของสะใภ้อ้วนทำให้ลู่จิ่วอันซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก
นอกจากต้องทำงานบ้าน เหตุผลอีกอย่างที่เธอไม่ไปทำงานเป็ผู้ช่วยที่โรงอาหารก็เพราะว่าเธอต้องตั้งใจทบทวนความรู้เพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้า
ไม่ว่าอย่างไรลู่จิ่วอันก็ต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตามด้วยศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เธอจะไม่ยอมเป็ประธานสาวไร้การศึกษาขวัญใจชาวเน็ตอีกต่อไป
งานในบ้านและนอกบ้านต่างก็เสร็จเรียบร้อย ลู่จิ่วอันอยู่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำจึงตัดสินใจออกจากบ้านไปเดินเล่นในป่า
ขณะกำลังจะปิดประตู ก็เห็นเผยเสวี่ยซงเดินถือไม้เท้ามาพร้อมชามบะหมี่
“อาจารย์เผย!”
เผยเสวี่ยซงไม่ได้อยากก่อเตาให้ลู่จิ่วอัน อีกทั้งเขาก็ไม่ได้เป็ช่างก่อเตาที่มีใจมุ่งมั่นในอาชีพ
แต่ช่วยไม่ได้ที่หญิงสาวเคยช่วยเขาไว้ถึง 2 ครั้ง แถมยังทำอาหารมาให้ ต่อให้ตัวเองจะไม่ยินดีเพียงใด ก็จำต้องมาตอบแทนบุญคุณให้ถึงที่
“ลู่จิ่วอัน เตาที่อยากให้ทำอยู่ที่ไหนล่ะ?”
ตอนนี้ขาของเผยเสวี่ยซงยังไม่หายดี ทำให้ไม่อาจเข้าป่าไปหาสมุนไพรได้
แทนที่จะพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเฉย ๆ สู้อาศัย่พักฟื้นมาตอบแทนบุญคุณยังจะมีประโยชน์เสียกว่า
“เตาอยู่ในห้องนี้ค่ะ”
ลู่จิ่วอันรับชามมาจากเผยเสวี่ยซง และพบหมูสามชั้นอยู่ในนั้น
กับข้าวหนึ่งชามแลกกับหมูสามชั้น จะมองอย่างไรลู่จิ่วอันก็ได้กำไรเห็น ๆ
เผยเสวี่ยซงมองเตาอย่างพิจารณา เตานี้อายุเก่าแก่ ทั้งยังมีรอยร้าวหลายจุด เขาเห็นว่าโคลนที่ลู่จิ่วอันใช้อุดรอยรั่วให้ผลไม่ค่อยดีนัก
“เธออยากได้เตาแบบไหน?”
ลู่จิ่วอันคิดว่าไหน ๆ จะก่อเตาใหม่แล้วก็อยากได้ห้องครัวที่ดูเป็ระเบียบเรียบร้อย
“อาจารย์เผยนั่งก่อนสิคะ”
เธอรินน้ำที่ต้มแล้วใส่ชามให้ชายชรา เมื่อเห็นว่าตอนนี้เผยเสวี่ยซงเป็ผู้ป่วย จึงเติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อย
“ขอโทษด้วยนะคะ ที่บ้านไม่มีถ้วยชาเลยต้องใช้ชามแทนไปก่อน ”
เผยเสวี่ยซงมองลู่จิ่วอันหยิบดินสอกับสมุดแล้วนั่งลงข้าง ๆ ตน จากนั้นก็ร่างภาพลงบนสมุดบันทึก
เผยเสวี่ยซงรู้สึกสบประมาทเบา ๆ ในทีแรก แต่หลังจากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ค้นพบความพิเศษของภาพร่างนี้
“ทำไมเธอถึงวาดอ่างน้ำสองอ่าง อ่างหนึ่งใหญ่ อ่างหนึ่งเล็กล่ะ?”
ลู่จิ่วอันอธิบายไปตามตรง “อันใหญ่ใช้เป็อ่างเก็บน้ำตั้งไว้ตรงมุมห้องครัว ส่วนอันเล็กใช้เป็อ่างล้างจาน เวลาล้างผักกับจานชาม น้ำจะได้ไหลจากตรงนี้ลงไป ้าตรงนี้เป็เขียง ส่วนด้านล่างฉันคิดจะทำเป็ตู้เก็บของ คุณคิดว่าแบบนี้พอจะเป็ไปได้ไหมคะ?”
เผยเสวี่ยซงรับภาพร่างของลู่จิ่วอันมาดูอย่างละเอียด จากนั้นก็ถามขึ้น “เธอเป็คนคิดเองเหรอ?”
“ก็ประมาณนั้นค่ะ!”
ความจริงแล้วภาพร่างของลู่จิ่วอันเป็การผสมผสานตู้ครัวสมัยใหม่กับเตาเผาเข้าไว้ด้วยกัน จึงย่อมดูแตกต่างจากห้องครัวในปัจจุบัน
ลู่จิ่วอันถามด้วยความกังวล “อาจารย์เผยทำได้หรือเปล่าคะ?”
“ทำได้ แต่ว่าถ้าฉันไม่คิดเงิน แล้วขอเอาแบบร่างนี้ไปทำให้คนอื่นด้วย เธอจะว่ายังไง?”
ลู่จิ่วอันตอบด้วยความดีใจ “ขอแค่คุณยอมทำเตาให้ฉัน เื่อื่นฉันไม่มีปัญหาค่ะ”
“เตรียมอิฐ ปูนซีเมนต์กับทรายพร้อมเมื่อไรค่อยมาหาฉันอีกที” เผยเสวี่ยซงยืนขึ้นโดยใช้ไม้เท้าช่วยพยุง พลางเพ่งพินิจลู่จิ่วอัน “เธอวาดแบบร่างให้ละเอียดกว่านี้หน่อยล่ะ”
“ได้ค่ะ”
หญิงสาวตัดสินใจว่าจะรอเซี่ยอวิ้นหนิงกลับมาวัดขนาดห้องด้วยกัน
ส่วนปูนซีเมนต์ ทรายกับอิฐอะไรพวกนั้นต้องไปหาซื้อจากไหนกันนะ?
เผยเสวี่ยซงไม่ได้กลับบ้านทันทีที่ออกจากบ้านของลู่จิ่วอัน แต่กลับตรงไปที่ร้านขายของชำ
“อาจารย์เผย ขาของคุณ…” สะใภ้อ้วนเอ่ยถาม
เผยเสวี่ยซงพูดอย่างขอไปที “หกล้ม”
“ระวังหน่อยสิคะ” สะใภ้อ้วนนึกถึงเตาของลู่จิ่วอันขึ้นมาได้ จึงเริ่มต้นโน้มน้าว “อาจารย์เผย ถ้าคุณพอมีเวลาช่วยไปทำเตาใหม่ให้แม่หนูจิ่วอันหน่อยสิคะ แม่หนูคนนั้นน่าสงสารมากเลยนะ…”
สะใภ้ร่างท้วมช่วยเรียกความสงสารให้ลู่จิ่วอันอย่างหมดเปลือก จนแม้แต่เผยเสวี่ยซงยังคิดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะมีอดีตที่น่าสงสารเช่นนี้ เขาพูดเพียงว่า “โทรเรียกลุงของเธอมาที่นี่หน่อยสิ…”
“อาจารย์เผยมีอะไรงั้นหรือคะ?”
เผยเสวี่ยซงทำนายได้เลยว่าหากสร้างเตาขึ้นตามแบบร่างของลู่จิ่วอัน จะต้องได้รับความนิยมในศูนย์อนุรักษ์ยวนยางอย่างแน่นอน เขาไม่อยากต้องคอยสร้างเตาให้คนอื่นทุกวัน วิธีที่ดีที่สุดจึงเป็การถ่ายทอดวิชานี้ให้กับผู้อื่น
“ถามเขาหน่อยสิว่าอยากเรียนก่อเตากับฉันหรือเปล่า?”
สะใภ้อ้วนได้ยินดังนั้นก็พูดอย่างร่าเริง “เขาต้องยินดีแน่นอนค่ะ”
หากเรียนรู้วิชาก่อเตาก็จะมีทักษะใช้ทำมาหากิน ต่อให้คุณลุงจะใช้ชีวิตในชนบท แต่ตราบใดที่มีวิชาก่อเตาก็สามารถหาเลี้ยงชีพโดยการก่อเตาให้คนบ้านใกล้เรือนเคียง หากว่าปลูกพืชผักไว้กินเองอีกสักหน่อย ชีวิตก็จะไม่ต้องลำบากอีกต่อไป