บทที่ 9
แผนการร้ายของสกุลหู
“หากไม่ได้องค์หญิงคอยดูแลจนไม่ได้หลับได้นอนท่านแม่ทัพไม่ฟื้นไข้เร็วถึงเพียงนี้หรอก”
“ข้าก็ไม่เคยเห็นว่าพระนางจะทุ่มเทปรนนิบัติพัดวีผู้ใดถึงเพียงนี้”
“เยี่ยงนี้ก็ชัดแล้วว่าในพระทัยขององค์หญิงทรงมีแต่ท่านแม่ทัพอยู่เพียงผู้เดียว”
เสิ่นอี้เฉิงหยุดฟังที่บ่าวไพร่ในจวนซุบซิบนินทาโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ ก่อนจะะโขึ้นหลังยอดอาชาคู่ใจแล้วควบออกไปยังเป้าหมายด้วยความเร็ว
เวลานี้หูฟางเหมยพร้อมด้วยเยว่หลิงนางกำนัลคู่ใจก็กำลังมุ่งหน้าไปสู่ชายแดนด้วยเช่นกัน ด้านหลังของนางมีขบวนเสบียงตามมาอีกนับสิบคัน
“เราจะไปที่ใดกันหรือเพคะพระมารดา?” เด็กหญิงแก้มกลมที่มัดแกละสองข้างแฉล้มใบหน้าออกมาจากผ้าห่ม
“ไปช่วยท่านพ่อพร้อมทั้งเหล่าวีรชน แม่อยากให้พวกเ้าได้เป็เห็นกับตาถึงความยากลำบากที่จะกอบกู้แผ่นดินนี้ให้เป็ปึกแผ่น”
เสิ่นฮุ่ยชิงพยักหน้าหงึกอย่างเข้าใจพร้อมคลี่ยิ้มกว้างจนแก้มป่อง
“ชิงเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์... ต่อไปนี้พวกเ้าทั้งสองเรียกข้าว่า ‘ท่านแม่’ ก็พอนะลูก เราทั้งสามคนเป็แม่ลูกกัน ไม่ต้องห่างเหินกันแบบก่อนนี้อีกแล้วนะ”
“เพคะ... เอ่อ... เ้าค่ะท่านแม่”
“ไหน... หรงเอ๋อร์พูดซิลูก”
“ขอรับท่านแม่”
“ดีมาก ๆ ไม่ว่าที่ผ่านมาแม่จะทำสิ่งใดไม่ดีกับพวกเ้าไว้ ทำให้เ้าโกรธเคืองและไม่ชอบใจนั้นถูกต้องแล้ว แต่บัดดนี้... เราจะเริ่มต้นเรียนรู้กันใหม่ด้วยกันนะลูกนะ” อธิบายพร้อมกับรวบร่างอวบกลมของเด็กทั้งสองเข้ามาสวมกอดไว้แแ่
เสิ่นฮุ่ยชิงที่รู้เื่กว่ารู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นมากขึ้นกับท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของแม่เลี้ยง แม้จะยังไม่สนิทใจแต่ก็เป็ความสุขเล็ก ๆที่บังเกิดขึ้นมาในชีวิตน้อย ๆ
“คืนนั้นข้ากับฮุ่ยหรงมิได้หนีออกจากจวนนะเ้าค่ะท่านแม่”
“เอ๊ะ? แล้วเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“ท่านน้าจิงหลานเป็คนนำกระดาษแผ่นนั้นมาวางไว้บนโต๊ะขณะที่พวกเรากำลังฝึกวาดเขียน”
“นางสอนให้เราอ่านตัวหนังสือบนนั้นด้วย” เสิ่นฮุ่ยหรงเสริมเสียงแหบ
“แล้วนางก็สอนให้เราเขียนข้อความตามคำบอก พวกเราเขียนผิดเขียนถูกตั้งหลายครั้ง”
“แล้วใครเป็คนพาพวกเ้าออกไปจากจวน?”
“น้าจิงหลานบอกว่าจะพาพวกเราไปดูหิ่งห้อยเ้าค่ะ”
“ข้าชอบดูหิ่งห้อยขอรับท่านแม่”
“คืนนั้นที่แม่น้ำหลงหลานเจียงมีหิ่งห้อยเต็มไปหมด”
“เหตุใดพวกเ้าถึงถูกชายชุดดำจับกุมตัวไป?”
“เพราะจู่ ๆ น้าจิงหลานก็หายตัวไป พวกเราะโเรียกนานตั้งนานจนกระทั่งมีคนบอกว่าจะพาเราไปพบนาง”
“...!” ได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้ประสบเหตุแล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก
นี่มันนางเอกเวอร์ชั่นไหนกัน ทำไมถึงวางแผนร้ายกาจขนาดนี้!
ที่ผ่านมาเด็กทั้งสองตกอยู่ในอาการหวาดกลัวจนพูดไม่ออก เพราะไม่อยากให้ภาพความทรงจำอันเลวร้ายตามหลอกหลอน เธอจึงไม่ได้คาดคั้นให้พวกเขาเล่าความจริงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็มั่นใจว่าเสิ่นอี้เฉิงผู้เป็สามีต้องสืบสาวเอาความเื่นี้เป็แน่
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าใครเป็ต้นเหตุ แต่ก็อดจะนึกโกรธแค้นขึ้นมาอีกไม่ได้ เกลียดยิ่งนักพวกใช้เด็กผู้บริสุทธิ์เป็เครื่องมือ
เพราะอย่างนี้หูฟางเหมยถึงได้พาทั้งสองคนออกมาจากจวนด้วย หากเสี่ยงปล่อยเอาไว้ แม้จะเพื่อทดสอบและหาพยานหลักฐานมัดตัวนางได้ แต่ก็อันตรายเกินไปที่จะปล่อยพวกเขาทั้งสองคนให้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น
“คืนนั้นเสิ่นฮูหยินออกไปพบกับแม่นางหนิงจิงหลานเพคะองค์หญิง บ่าวเห็นว่าเสิ่นฮูหยินหายไปยามดึกจึงออกตามหาก็พบว่าพวกนางทั้งสองกำลังยืนคุยกัน จากนั้นนางก็ผลักเสิ่นฮูหยินตกน้ำ ข้าจะเข้าไปช่วยแต่ก็กลัวอันตราย เพราะข้างหลังของหนิงจิงหลานนั้นมีบุรุษชุดดำยืนอารักขาอยู่ด้วยสองนาย อีกทั้งนางยังเห็นว่าบ่าวรับรู้เหตุการณ์อีกด้วย...”
“นั่นจึงเป็สาเหตุให้ท่านหลบหนีออกจากจวนทำราวกับหายสาปสูญเพื่อหนีตายใช่หรือไม่?”
“เพคะองค์หญิง ทุกวันนี้บ่าวยังรู้สึกผิดบาปอยู่ในใจที่ไม่ยอมช่วยเสิ่นฮูหยินให้รอดพ้นจากอันตราย หากตั้งสติให้ดีคงเรียกร้องให้ผู้อื่นมาช่วยนางเอาไว้ได้ทัน แต่บ่าวดันขี้ขลาดเกินไป”
ออกมาไม่กี่ฉากก็แสดงความชั่วมโหฬารเสียแล้ว หากดำเนินเื่ตามซีรีส์จริง ๆคงมีสาเหตุให้นางจำเป็ต้องทำเช่นนั้น คนเขียนบทคงจะยัดเยียดความผิดมหันต์ให้กับเหยียนเจียวอันจนเป็สาเหตุให้นางคู่ควรแก่ความตาย
แต่บัดนี้เนื้อเื่ได้เปลี่ยนไปแล้ว หนิงจิงหลานคือคนชั่วที่แท้จริง คนชั่วก็คือคนชั่ว ไม่มีทางจะแปรเปลี่ยนเป็นางฟ้าผู้พิทักษ์ไปได้!
เสิ่นอี้เฉิงยืนมองดูกองกำลังที่อยู่ในอาการระโหยโรยแรง กว่าเขาจะมาถึงค่ายก็กินเวลามานานกว่าห้าวันแล้วที่เหล่าทหารต้องอดอาหารเพราะเสบียงมีปัญหา
“ข้าส่งเื่ร้องเรียนไปยังกรมทหารกินระยะเวลาไปนานกว่าสามวันแล้ว แต่พวกเขายังนิ่งเฉยทั้งที่เป็เื่เร่งด่วน”
“เ้ากรมทหารเป็คนของตระกูลหูขอรับ”
ปัง!
“ชั่วช้ายิ่งนัก!” เสิ่นอี้เฉิงทุบกำปั้นลงบนโต๊ะไม้อย่างปวดใจ “ใช้ชีวิตคนนับพันและความมั่นคงของแผ่นดินเพื่อจัดการข้าเพียงคนเดียว”
“สายรายงานว่าพวกเขาจะนำเื่นี้กราบทูลต่อฝ่าาให้พิจารณาลงโทษท่านแม่ทัพ รวมทั้งในวันที่ท่านรักษาตัวที่จวนก็ถูกนำมาใช้เป็เหตุอ้างอิง ฐานละเลยต่อหน้าที่เป็เหตุให้กองทัพต้องสูญเสียไพร่พลและนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ต่อศัตรู ทั้งยังยืนยันที่จะยัดเยียดข้อหาค้าอาวุธให้ฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำให้ความผิดของท่านทวีความรุนแรงขึ้นด้วย”
“หากครานี้กองทัพต้าสุ่ยพ่ายแพ้ ก็หมายความว่าข้ายอมอ่อนข้อให้กับต้าฮุนซึ่งเป็เพียงดินแดนคนเถื่อนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ทั้งที่รบชนะมาหลายยุทธภูมิ...” แม่ทัพหนุ่มขบกรามอย่างครุ่นคิด
“จะเป็การเปิดช่องทางให้ถูกโจมตีอีกมากเลยขอรับ”
“ล้วนเป็แผนการที่ถูกไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว ลำพังเพียงชีวิตของข้านั้นไม่เสียดายหรอก แต่ผู้คนบริสุทธิ์ซึ่งกำลังปกป้องดินแดนนั้นกลับต้องมาล้มตายอย่างเสียเกียรติ”
“เื่นี้แม้ข้าน้อยจะมีเส้นสายกับเ้าหน้าที่ขนส่งเสบียงก็มิอาจจัดการได้ เพราะถูกจับตามองจากเหอชินอ๋องอย่างใกล้ชิดขอรับ”
“เวลานี้ทุกคนล้วนกลัวตัวตาย เหอชินอ๋องและตระกูลหูกำลังรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ หากกองทัพตกเป็ของพวกมันอีก ไม่ช้า... แผ่นดินคงผลัดจากสกุลจางเป็สกุลหูเป็แน่...”
“เราจะตั้งรับมือพวกมันเยี่ยงไรดีขอรับ?”
“ข้าเพียงเป็ห่วงเหล่าทหารผู้น้อย หากพวกเขามิได้รับเสบียงยังชีพในวันนี้ คงต้องกัดกินซากศพประทังชีวิตเป็แน่” พูดจบแล้วเสิ่นอี้เฉิงก็หลับตาลงอย่างปวดใจ
“ท่านพ่อ!”
เสียงเจื้อยแจ้วที่ร้องเรียกจากที่ไกลๆ ทำให้ชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์ความวิตกกังวลชั่วคราว
“เ้าได้ยินรึไม่?”
“ได้ยินขอรับ”
“เสียงเหมือนกับ... เสิ่นฮุ่ยหรง”
“ผสานกับคุณหนูใหญ่ด้วยขอรับ”
“ท่านพ่อ!”
เสียงเรียกนั้นเข้ามาใกล้ขึ้น ทำให้คนถูกเรียกร้อนรนทนนั่งต่อไปไม่ได้ เขารีบปรี่ตัวเองออกจากกระโจมโดยพลัน
“ท่านพ่อ!”
“ชิงเอ๋อร์! หรงเอ๋อร์!”
เด็กทั้งสองคนสาวเท้าน้อย ๆ วิ่งเข้ามาหาบิดาซึ่งยืนอ้าแขนต้อนรับอยู่ ขณะที่ด้านหลังของพวกเขามีรอยยิ้มกว้างของสตรีอีกคนซึ่งกำลังเดินตามมาด้วย
“ฟางเหม่ยเจิน...!”
“ข้ามาแล้วสวามี!”
“...!”
“มาพร้อมเสบียงด้วย!”
ท่ามกลางผู้เป็สามีซึ่งกำลังยืนอึ้ง แต่จ้าวอวิ๋นเฟิงกลับกุลีกุจอไปช่วยขนเสบียงอย่างลิงโลด