บทที่ 4 นอกเสียจากว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก
เซิ่งิหลินรู้สึกราวกับถูกเข็มทิ่มแทง จนเกือบจะะโตัวลอย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ กัดฟันกล่าวว่า
"พอได้แล้ว! ออกไป ข้าไม่อยากพูดกับเ้า!"
เ้าก้อนแป้งน้อยชะงักค้าง พลางเบิกตากว้างมองเขา จากนั้นน้ำตาก็ค่อย ๆ รื้นขึ้นมาในดวงตา
ในชั่วพริบตานั้น แววตาอันแสนเ็ปในดวงตากลมโตราวกับลูกองุ่นของนาง ทำให้ผู้คนที่มองมาเกิดความรู้สึกผิดอย่างมหาศาลโดยไม่ทราบสาเหตุ
เซิ่งิหลินจ้องมองนางตาไม่กะพริบ
เ้าก้อนแป้งน้อยที่มีน้ำตาคลอเบ้า คิดอย่างงุนงงว่า...ทำไมพี่ชายยังไม่ชอบจูจูอีก? จูจูช่วยพี่ชายไล่คนเลวไปแล้วนะ!
ทันใดนั้นนางก็นึกอะไรบางอย่างได้ จึงพึมพำว่า
"พี่จ๋า เป็เพราะท่านตาหายไป พี่จ๋าเลยเสียใจ"
นางใช้มือน้อย ๆ ชี้ที่หน้าอกของตนเองด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง
"พี่จ๋าอย่าเสียใจเลย จูจูเป็ท่านตาให้พี่จ๋าได้นะเ้าคะ..."
เซิ่งิหลินถึงกับพูดไม่ออก เขาถูกนางทำให้โกรธจนกลายเป็หัวเราะออกมาอย่างฝืน ๆ
แม้ว่านางอาจจะไม่ได้ตั้งใจลบหลู่ผู้ล่วงลับ แต่ต่อให้ไม่ตั้งใจ เขาก็รับไม่ได้อยู่ดี!
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยน้ำตา กัดฟันกรอดกล่าวว่า
"เซิ่งิจู เ้าไสหัวไป ข้าไม่อยากเห็นหน้าเ้าอีก! ไสหัวไป!"
ร่างเล็ก ๆ ของจูจูสั่นสะท้าน ท่าทางของพี่ชายในตอนนี้ ซ้อนทับกับพี่ชายในความฝันอย่างบอกไม่ถูก ทำให้นางทั้งหวาดกลัว ทั้งเสียใจ และงุนงง
เสียงเล็ก ๆ ของจูจูสั่นเครือ "แต่... แต่ว่า จูจูอยากดีกับพี่จ๋า"
"เป็ไปไม่ได้! และไม่มีวันเป็ไปได้!" เขากดเสียงให้ต่ำลงอย่างน่ากลัว เสียงนั้นลอดออกมาจากซอกฟัน "นอกเสียจากว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก มิเช่นนั้น ข้าไม่มีวันยกโทษให้เ้าเด็ดขาด ไม่มีวัน!"
ดวงตากลมโตของจูจูเบิกกว้างขึ้นมาทันที แล้วจ้องมองเขาอยู่ครู่ใหญ่
ในขณะที่เขาเกือบจะทนไม่ไหวและต้องเบือนหน้าหนี นางก็สะอื้นออกมาคำหนึ่งด้วยความรู้สึกไร้ที่พึ่ง
"ทิศ... ทิศตะวันตก คือทิศอาไย?"
เซิ่งิหลินโกรธจนพูดไม่ออก เขารีบหันหน้ากลับไปทันทีโดยไม่มองนาง และกล่าวเสียงเย็นว่า
"ออกไป"
เ้าก้อนแป้งน้อยสะอื้นจนไหล่เล็ก ๆ สั่นไหวอยู่ข้างเตียง ร้องไห้อยู่สองสามครั้ง แล้วยื่นมือไปดึงเขา แต่เซิ่งิหลินไม่ขยับเขยื้อน นางจึงสะอื้นพลางหันหลัง ร้องไห้เดินออกไปตลอดทาง
แม้ว่าเหล่าบ่าวรับใช้จะไม่อยู่ตรงนี้ แต่การที่นางร้องไห้ออกไปจากห้องของเขาเช่นนี้ เกรงว่าคงต้องถูกลงโทษด้วยไม้กระดานลงทัณฑ์อีกแน่
ตามเหตุผลเขารู้ว่าควรอดทน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวการที่ทำให้เขาต้องตายในชาติก่อน เขาอดทนไม่ได้จริง ๆ
และในยามนี้ จูจูใช้มือน้อย ๆ สองข้างกุมกันไว้ ยืนร้องไห้เสียงดังอยู่ที่ประตูลานบ้าน ร้องไห้พลางแอบชำเลืองมองประตูห้องเป็ระยะ เพื่อดูว่าพี่ชายจะออกมาหรือไม่
บ่าวรับใช้ยกขนมว่างเข้ามา เมื่อเห็นท่านหญิงน้อยร้องไห้หนักขนาดนี้ ก็ใแทบสิ้นสติ
"ท่านหญิงน้อยเ้าคะ เกิดอะไรขึ้นเ้าคะ? หรือว่าคุณชายใหญ่รังแกท่าน?"
จูจูส่ายหัวน้อย ๆ พลางร้องไห้เสียงดังต่อไป แต่น้ำตาไหลจนหมดสิ้นแล้ว จึงเหลือเพียงเสียงร้องโฮ ๆ โดยไม่มีน้ำตา สาวใช้หลายคนที่ปรนนิบัตินางมาั้แ่เด็ก ต่างรู้สึกสงสารจนขอบตาแดงก่ำ
"ท่านหญิงน้อยอย่าร้องเลยเ้าค่ะ บ่าวจะไปรายงานพระชายาเดี๋ยวนี้"
"มั่ย" จูจูร้องไห้จนพูดไม่ชัด "มะอาว ท่านแม่จะตีพี่จ๋า จูจูจะหาวิธีเอง..."
นางร้องไห้อยู่พักใหญ่จนร้องไม่ไหวแล้ว แต่พี่ชายก็ยังไม่ออกมา จนในที่สุดเ้าก้อนแป้งน้อยก็ค่อย ๆ หยุดร้อง นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
"จูจูจะเข้าวัง จะไปหาท่านลุงฮ่องเต้!"
ลี่จือกล่าวด้วยความประหลาดใจ "ท่านหญิงน้อย ไม่ใช่ว่ากลัวฮ่องเต้ที่สุดหรือเ้าคะ?"
เ้าก้อนแป้งน้อยมีสีหน้ามุ่งมั่น "เพื่อพี่จ๋า! จูจูจะไม่กลัว!"
เอาเถอะ! ลี่จือจึงย่อตัวลงอุ้มนางขึ้นมา "บ่าวจะให้คนจัดเตรียมขบวนรถม้าเ้าค่ะ"
ตวนอ๋องกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน สนิทสนมกันมากั้แ่เด็ก คนของจวนตวนอ๋องเข้าวังจึงเหมือนกลับบ้านตนเอง
ดังนั้น แม้พระชายาตวนอ๋องจะไม่อยู่ แต่รถม้าก็ถูกจัดเตรียมอย่างรวดเร็ว จูจูถูกล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าบนรถม้า ก่อนจะเข้าไปขอเข้าเฝ้า
ฮ่องเต้ิซีได้รับรายงานก็ทรงประหลาดใจยิ่งนัก
ฮ่องเต้ิซีทรงเป็จักรพรรดินักรบที่กล้าหาญและเชี่ยวชาญการศึก ร่างกายสูงใหญ่ มีสง่าราศี และไว้หนวดเคราครึ้ม ใบหน้าดูน่าเกรงขามยิ่ง
แม้พระองค์จะทรงเอ็นดูหลานสาวตัวน้อยที่เหมือนก้อนแป้งสีชมพูนุ่มนิ่ม แต่หลานสาวกลับกลัวพระองค์มาก เพียงเห็นเงาจากระยะไกลก็ร้องไห้แล้ว ั้แ่เด็กจนโตพระองค์จึงไม่เคยได้อุ้มนางเลยสักครั้ง เมื่อหลานสาวมาหา พระองค์จึงไม่สนใจเหล่าขุนนางที่กำลังประชุมอยู่ และสั่งให้นางเข้ามาทันที
จูจูที่อยู่ด้านนอก พยายามให้กำลังใจตนเองไม่หยุด จนกระทั่งถูกขันทีใหญ่เจิ้งจงซุ่นอุ้มเข้ามาในตำหนัก นางยังคงพึมพำว่า
"จูจูไม่กลัว จูจูกล้าหาญ! จูจูเป็ลูกเฉือของตระกูลขุนพล..."
เจิ้งจงซุ่นกลั้นยิ้ม พลางรายงานต่อหน้าฮ่องเต้ิซีด้วยเสียงเบา ฮ่องเต้ิซีทรงยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว จากนั้นพระองค์ทรงแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ และตบมือเรียกเ้าก้อนแป้งน้อย
"จูจู มานี่มา ให้ท่านลุงฮ่องเต้อุ้มหน่อย"
เ้าก้อนแป้งน้อยเหลือบเห็นท่านลุงฮ่องเต้ที่ดูดุร้าย ก็ยังคงมีความกลัวอยู่เล็กน้อย แต่เพื่อพี่ชาย นางจึงรวบรวมความกล้า ก้าวขาเล็ก ๆ วิ่งตึก ๆ เข้าไป ยื่นมือออกไปอย่างขลาด ๆ แล้วถูกฮ่องเต้ิซีอุ้มขึ้นมา
เ้าก้อนแป้งน้อยทั้งเบา ทั้งเล็ก และนุ่มนิ่ม ฮ่องเต้ิซีทรงพยักหน้าอย่างพอใจ พลางอุ้มนางขึ้นลงและมองดู
เ้าก้อนแป้งน้อยขดตัวกลมดิ๊ก ก้มศีรษะลงต่ำ มือเล็ก ๆ กุมกันไว้ แม้แต่ขาเล็ก ๆ ก็หดเกร็ง เหมือนกับลูกแมวน้อยที่ถูกบีบคอ ท่าทางสั่นเทาด้วยความกลัวนั้นดูน่าสงสารยิ่งนัก
ทว่าในฐานะจักรพรรดินักรบและบุรุษ วิธีการแสดงความรักต่อเด็กของพระองค์ก็คือการหยอกล้อเด็ก ดังนั้นพระองค์จึงแสร้งทำเป็ไม่เห็นสิ่งใด ลูบผ้าเนื้อละเอียดบนศีรษะของนาง พลางถามว่า
"จูจูมาหาท่านลุงฮ่องเต้มีธุระอะไรหรือ?"
เพราะความกลัว เสียงของเ้าก้อนแป้งน้อยจึงทั้งเบาและเล็ก สั่นเครืออย่างนุ่มนวล
"จูจูอยาก... อยากขอให้ท่านลุงช่วยเ้าค่ะ"
"โอ้!" ฮ่องเต้ิซีตรัส "ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้นะ แต่จูจูต้องหอมแก้มท่านลุงก่อน ท่านลุงถึงจะตกลง"
ร่างของเ้าก้อนแป้งน้อยแข็งทื่อไปในทันที
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนที่อยู่รอบ ๆ ต่างเงียบกริบ แอบเฝ้ามองการกลั่นแกล้งของฮ่องเต้อย่างเงียบ ๆ
จูจูลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางค่อย ๆ เงยขึ้น ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาคลอเบ้าแอบมองท่านลุงฮ่องเต้ จากนั้นจึงยื่นมือน้อย ๆ สองข้างโอบแก้มของท่านลุงฮ่องเต้อย่างแ่เบา หลับตา แล้วยื่นหน้าเข้าไปหอมฟอดหนึ่ง
ฮ่องเต้ิซีทรงเอ็นดูจนทนไม่ไหว "ขออีกทีหนึ่งสิ"
เ้าก้อนแป้งน้อยลืมตาโพลง ไม่คิดเลยว่าท่านลุงฮ่องเต้จะพูดแล้วคืนคำเช่นนี้
ฮ่องเต้ิซีจ้องมองนางด้วยสีหน้าจริงจัง เ้าก้อนแป้งน้อยจึงรีบยอมแพ้ ไม่กล้าพูดอะไร และหอมอีกหนึ่งฟอดเล็ก ๆ
ฮ่องเต้ิซี "ขออีกทีหนึ่ง"
เหล่าขุนนาง "..." ทนดูต่อไปไม่ได้แล้วจริง ๆ
มีเพียงเ้าก้อนแป้งน้อยที่ไม่มีอารมณ์โกรธเคือง สั่งคำไหนทำคำนั้น หอมอีกหนึ่งฟอดเล็ก ๆ อย่างว่าง่าย
ฮ่องเต้ิซีทรงหัวเราะเสียงดังลั่นจนะเืไปทั้งห้อง ทำเอาเ้าก้อนแป้งน้อยใจนตัวสั่น จากนั้นฮ่องเต้ิซีจึงตรัสยิ้ม ๆ ว่า
"ว่ามาเถิด จูจูอยากได้อะไร ท่านลุงจะตกลงทุกอย่าง!"
ดวงตาของจูจูเป็ประกาย เสียงดังขึ้นเล็กน้อย "จูจูอยาก...อยากให้ดวงอาทิตย์...ขึ้นทาง...ทิศ...ทิศ...ทิศตะวันตกเ้าค่ะ!"
ฮ่องเต้ิซี "...???"
แต่ฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ แน่นอนว่าพระองค์จะไม่ตรัสว่าทำไม่ได้ จึงตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"โอ้ เป็เช่นนี้เองหรือ เหตุใดจึงอยากให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเล่า?"
เ้าก้อนแป้งน้อยจึงอธิบายให้พระองค์ฟัง "ท่านตาของพี่จ๋าไม่อยู่แล้ว พี่จ๋ามะสบายใจ จูจูบอกว่า จูจูจะเป็ท่านตาให้พี่จ๋าเอง พี่จ๋าเยยโกดจูจู..."
ฮ่องเต้ิซี "...??"
ไม่ใช่สิ แบบนี้เป็ใครก็ต้องโกรธทั้งนั้นแหละ!
ตาของเขาเพิ่งเสียชีวิต เ้ากลับอยากเป็ตาของเขา แบบนี้ก็เท่ากับให้เขามาเป็หลานชายคนโตของเ้าน่ะสิ?
ฮ่องเต้ิซีทรงกระแอมไอครั้งหนึ่ง "แล้วอย่างไรต่อ?"
เ้าก้อนแป้งน้อยกล่าวเสียงนุ่ม "แล้ว... แล้วพี่จ๋าบอกว่า นอกจากดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก ถึงจะยอมดีกับจูจู"
นางมองพระองค์ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง "ท่าน...ท่านพ่อบอกว่า ในใต้หล้านี้ ทุกคน...ทุกคนล้วนฟังคำสั่งท่านลุงฮ่องเต้ ดวงอาทิตย์ต้องฟังด้วยแน่ ๆ! ท่านลุงฮ่องเต้ ช่วยจูจูได้ไหมเ้าคะ?"
ฮ่องเต้ิซีทรงกระแอมอีกครั้ง จากนั้นจึงโบกพระหัตถ์ "แน่นอนว่าได้!"
พระองค์หันไปสั่งขันทีใหญ่เจิ้งจงซุ่นที่อยู่ข้าง ๆ "ไปนำภาพวาดดวงอาทิตย์ของเจิ้นมา!"
เจิ้งจงซุ่นรีบก้มตัวรับคำ แล้วตรงไปยังโกดังของฮ่องเต้ เพื่อหาภาพวาดที่เกี่ยวกับดวงอาทิตย์ ฮ่องเต้ิซีทรงอุ้มหลานสาวตัวน้อยที่ทั้งหอมและนุ่มนิ่ม เหมือนกับการลูบแมว ทรงคลึงและนวดอยู่นานด้วยความพอใจและผ่อนคลายยิ่งนัก
ในขณะเดียวกัน ณ จวนตวนอ๋อง เมื่อได้ยินว่าจูจูเข้าวัง เซิ่งิหลินก็ตกตะลึง
ต้องรู้ก่อนว่า ในชาติก่อน เซิ่งิจูผู้มีจิตใจมืดบอด กลัวฮ่องเต้ิซีอย่างยิ่ง แม้จะเติบโตขึ้นแล้ว เวลาเข้าเฝ้าทำความเคารพยังคงแข็งทื่อ นางกล้าเข้าวังไปพบฮ่องเต้ได้อย่างไร?
ต่อให้้าฟ้องร้อง แค่ไปฟ้องพระชายาตวนอ๋องก็พอแล้ว เหตุใดต้องทำให้ฮ่องเต้ทรงทราบด้วย?
พี่ชายที่นางเคยเหยียบย่ำทำลายราวกับเศษขยะปานนี้ มีความสำคัญมากขนาดที่ทำให้นางยอมทนความกลัวเพื่อกำจัดเขาให้ตายเลยหรือ?