
ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ แสงสว่างจากภายนอกลอดผ่านช่องว่างของประตูเข้ามาในห้องเป็นเส้นแสงราวกับแสงตะวันยามรุ่งอรุณที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนั้นมืดสลัว ยิ่งเมื่อบานประตูเหวี่ยงกลับไปปิดตัวลงอย่างช้า ๆ ห้องนี้ก็ยิ่งกลับสู่ความมืดดำแสงสว่างเพียงจุดเดียวที่มองเห็นได้ในห้องนี้คือแสงสีฟ้าที่ส่องออกมาจากจอภาพขนาดใหญ่ซึ่งกินพื้นที่ของกำแพงด้านหนึ่งไว้ทั้งหมด“มาแล้วเหรอวิคเตอร์ มานั่งตรงนี้ซิ” เสียงนั้นพูดกับวิคเตอร์โดยไม่ได้หันมามองเขา พร้อมกับผายมือเชื้อเชิญให้เขานั่งลงที่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะตัวใหญ่อาเบลนั่งอยู่ในห้องนั้นคนเดียวมานานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้“เรย์สงบลงแล้วใช่มั้ยวิคเตอร์?”“อืม เรย์ค่อนข้างหัวเสียไปมาก แต่นายก็รู้ว่าเรย์มีความหลังที่เจ็บปวดกับพวกสตรัคมากแค่ไหน นั่นเป็นปมในใจของเรย์ปมใหญ่ที่คงมีเพียงเธอเท่านั้นจะแก้ไขได้ อย่างไรก็ดี เธอเป็นมืออาชีพพอที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองโดยไม่ให้เสียภารกิจอย่างแน่นอนอาเบล” วิคเตอร์ตอบกลับอาเบลที่ยังคงนั่งจ้องมองสิ่งที่ฉายอยู่บนหน้าจออย่างตั้งอกตั้งใจภาพที่ฉายอยู่บนหน้าจอนั้นเป็นคลิปสั้น ๆ หลายคลิปที่ถูกรวบรวมมาจากหลาย ๆ แหล่ง กล้องวงจรปิดตามร้านสะดวกซื้อบ้าง กล้องวงจรปิดตามถนนบ้าง คลิปจากการแอบถ่ายบ้าง โดยทุก ๆ คลิปนั้นมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่คาลทั้งสิ้น“ฉันไม่เข้าใจเลยวิคเตอร์ว่าพวกทรินิตี้กำลังวางแผนอะไรร่วมกันกับแม๊กซ์อยู่ แล้วทำไมแม๊กซ์ต้องส่งลูกน้องกูลของมันไปจัดการฆ่าล้างกลุ่มทรินิตี้ที่ควบคุมคาลเอาไว้ ยิ่งพอมาคิดถึงเรื่องที่ว่าทำไมทรินิตี้กลุ่มนั้นถึงส่งคาลมาจัดการกับเรย์ด้วยการผลักตกรางรถไฟ มันไม่สมเหตุสมผลอะไรเลย ทุก ๆ อย่างมันดูเป็นเรื่องที่เหมือนสิ้นคิดไปทั้งหมดพวกมันย่อมรู้อยู่แล้วว่าเรย์เป็นแคทซิท หนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่เก่าแก่และมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุดท่ามกลางเหล่าโดมินาริทั้งหลาย แค่การผลักตกจากรางรถไฟย่อมมิอาจสร้างอันตรายใด ๆ ให้กับเรย์ได้เลย แม้ว่าเรย์จะได้รับบาดเจ็บมาก่อนก็ตามน่ะนะ”อาเบลเอามือทั้งสองข้างของเขามาเท้าอยู่ใต้คางด้วยท่าทีครุ่นคิด“ยิ่งการลงมือในที่สาธารณะแบบนั้น ยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ใหญ่ ผลกระทบที่ตามมาและการรับมือความเสียหายมันวุ่นวายเกินจำเป็นจริง ๆ มันเหมือนกับว่า...”อยู่ ๆ อาเบลก็หยุดพูด และหมุนตัวกลับมามองหน้าวิคเตอร์“เหมือนกับว่าใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อยากให้เราพาตัวคาลกลับมา เพราะคาลคือคนคนเดียวที่เราพอจะใช้งานในการสืบเรื่องเกี่ยวกับแผนการของพวกกูลต่อได้”“ทุกอย่างมันจะดูเป็นเหตุบังเอิญเกินไปหรือเปล่าอาเบล การถูกเรียกตัวกลับมาของหน่วยเรา การพาตัวคาลกลับมา ถ้าเรื่องที่นายตั้งสมมติฐานเอาไว้เป็นจริง คนที่อยู่เบื้องหลังนั่นต้องมีแผนการร้ายอะไรสักอย่างวางเอาไว้แน่นอน เราคงต้องระมัดระวังตัวกันมากขึ้นแล้วล่ะต่อจากนี้” วิคเตอร์กล่าวอย่างระมัดระวัง“จริงซิ แล้วนายพอจะสืบได้หรือยังว่าคาลเป็นเผ่าพันธุ์ไหน”วิคเตอร์ส่ายหัวเบา ๆ“ไม่มีเบาะแสอะไรเลย ฉันพยายามหาข้อมูลจากทุก ๆ แหล่งเท่าที่ทำได้แล้ว โดยเฉพาะในเผ่าพันธุ์ที่มีความน่าจะเป็นสูง อย่างพวกเผ่าที่มีพลังชีวิตสูงส่งและความเร็วการรักษาตัวที่มากกว่าเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ก็ไม่มีรายงานว่ามีคนหายไปเลยในช่วงนี้ ...แม้กระทั่งพวกไลแคน”“นายติดต่อไลคาออน? ไลคาออนคนนั้นเนี่ยนะ?”อาเบลพยักหน้าตอบรับคำถามของวิคเตอร์“ใช่ การประชุมสภาฯ คราวนี้ไลคาออนมาร่วมด้วยตัวเอง เขาอยู่ในที่พักที่เซกเตอร์เก้านี่เอง และไม่ใช่แค่ไลคาออนเท่านั้น แต่ทั้งสิบสองคนมาเข้าร่วมด้วยทั้งหมด”“เดี๋ยวนะ การประชุมมอบภารกิจคราวนี้ไม่ใช่แค่การรับมอบภารกิจแบบธรรมดา ๆ เหมือนทุกครั้ง แต่รับโดยตรงกับสภาฯ ทั้งสิบสอง ...ฉันว่าเรื่องนี้มันเริ่มแปลกและมีกลิ่นตุ ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว”วิคเตอร์เริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้เสียแล้ว และเขาก็นึกถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องขึ้นมาได้“อาเบล...ว่าแต่คนอื่น ๆ และคาลไปอยู่ที่ไหนละล่ะ”.............................................................โจจิยืนอยู่หน้าประตูอยู่นานสองนานเขายอมรับกับตัวเองว่าไม่รู้จะคุยกับนอร่าอีกครั้งยังไงดี หลังจากที่เกิดเรื่องนั้น...เขาเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่กล้าไปเคาะประตูสักที มือของเขาขยับแว่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนแว่นแทบจะหักคนที่สามารถท้าทายกับไฟร์วอลล์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือแม้แต่เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ฟาร์มของอเมซอนได้โดยที่แทบจะไม่ได้เสียเหงื่อแม้แต่หยดเดียวตอนนี้กลับต้องมายืนเหงื่อตกอยู่หน้าบานประตูหนาไม่เกินสองนิ้วบานเล็ก ๆ บานหนึ่งเขาเตรียมตัวที่จะเคาะประตูอย่างเต็มที่ มือที่เย็นเฉียบของเขาเงื้อขึ้นในขณะที่ประตูบานนั้นเปิดออก“...นอร่า เอ่อ สวัสดี”“โจจิ...”เสียงอ่อนหวานของนอร่ายังทำให้ใจของโจจิสั่นไหวอยู่เสมอ ๆ ตั้งแต่พบกันเมื่อปลายปีคริสตศักราช 1870 ในฝรั่งเศส“เธอ... มีธุระอะไรหรือเปล่า”นอร่าถามเขาด้วยเสียงราบเรียบที่ทำให้ผู้ฟังเดาอารมณ์ความรู้สึกไม่ถูก“ฉันคิดว่าอยากจะมาทักทายเธอหน่อยน่ะ คือเราไม่ได้เจอกันนานแล้ว”“อืม เกือบสิบปีได้แล้วมั้ง...”นอร่าพูดอย่างครุ่นคิด“เธอสบายดีใช่มั้ยนอร่า”“สบายดีนะ เธอล่ะโจจิ”“ฉันก็สบายดี”แล้วบทสนทนาก็เงียบไปเฉย ๆ...เวลาคนที่เคยรู้สึกดี ๆ ให้กัน แล้วก็แยกจากกันด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน พอได้กลับมาเจอกัน... มันพูดอะไรไม่ค่อยออกจริง ๆ นะ แม้ว่าจะมีเรื่องราวมากมายที่อยากคุย อยากถาม แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ“โจจิ ถ้าเธอไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวไปดูเยว่เฟิงหน่อยได้มั้ย”“อ่า... ได้ซิ”โจจิไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง หรือว่าต้องทำยังไงเพื่อจะรั้งนอร่าเอาไว้ได้“เออ ว่าแต่หมอนั่นเป็นยังไงบ้าง?”“ก็เกิดผลกระทบจากการใช้มานาด้วยวิธีการที่ไม่ควรน่ะ ดีที่เยว่เฟิงมีมานาและดีเซลล์ที่แข็งแกร่งมาก เลยได้รับผลกระทบไม่ถึงชีวิต”“อืม ดีที่หมอนั่นไม่เป็นอะไรมากนะ”“ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอาเบลต้องให้ความสำคัญกับสตรัคเกอร์มากแบบนี้ ถึงขั้นต้องให้เยว่เฟิงช่วยทำลายผนึกมานาที่พวกทรินิตี้สร้างเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันจะมีผลข้างเคียงตามมาแบบนี้”“ฉันคิดว่าอาเบลมีเหตุผลบางอย่าง”“โจจิ แต่นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ แล้วอาเบลยังจะให้ฉันไปช่วยตรวจดูอาการของสตรัคเกอร์อีกด้วย ฉันว่ามันมากเกินไปแล้วทุก ๆ อย่างเลย”“นอร่า ฉันเข้าใจเธอดี แต่ฉันเชื่อว่าอาเบลต้องมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวของคาล เออ สตรัคเกอร์คนนั้นที่จะช่วยเหลือภารกิจของพวกเราได้”“...”นอร่าเงียบไปในทันที“เธอก็สนใจแต่เรื่องของภารกิจและคำสั่งของอาเบลอยู่นั่นแหละ เธอเป็นตัวของตัวเองบ้างสักครั้งไม่ได้เลยหรือไง”“นอร่าเธอพยายามเปิดใจหน่อย อาเบลมีเหตุผลที่ดีเสมอ”“พอเถอะโจจิ ฉันไม่อยากคุยเรื่องพวกนี้กับนายแล้ว”โจจิเริ่มสังเกตเห็นหยดน้ำใส ๆ ไหลลงมาเปรอะแก้มของนอร่า“นายน่ะ เอาแต่ทำตัวเป็นเครื่องจักรที่ทำตามคำสั่งของอาเบลเท่านั้น นี่แหละคือสาเหตุที่เราต้องเลิกกัน”นอร่าพูดด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมกับหันหลังเดินจากไปโดยไม่คิดจะหันกลับมามองโจจิเลย.............................................................ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้หลังจากที่ผมถูกเยว่เฟิงช่วยรักษาอาการตกค้างที่เกิดจากการสตรัคทันทีที่ผมลืมตาขึ้นหลังจากการถอนมานาทั้งหมดออกของเยว่เฟิงผมพบกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมพบกับพลังมหาศาลที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง ๆ พร้อม ๆ กับมานาที่หลั่งไหลเข้าร่างกายของผมไม่ขาดสายผมรู้สึกเหมือนกับร่างกายของผมเป็นหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นหลุม ไม่ว่ามานาจะหลั่งไหลเข้ามาเท่าไรก็ไม่อาจเติมเต็มหลุมที่ว่างเปล่านี้ได้ผมต้องขอบคุณเยว่เฟิงสำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้แต่เมื่อผมมองไปที่เขาก็พบว่าเขาเหมือนแลดูแก่ขึ้นไปหลายสิบปีในช่วงเวลาไม่นาน ใบหน้าที่เคยอ่อนเยาว์ของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยลึก ราวกับผืนนาที่แตกระแหงเพราะขาดน้ำ ผมยาวดำสลวยของเขาก็พลันกลายเป็นสีขาวแลดูแห้งกรอบเหมือนกับกอหญ้าแห้งสีขาว ผมตกใจจนลืมความเป็นอริต่าง ๆ กับพวกเขาจนหมดสิ้น แล้วรีบวิ่งเข้าไปประคองเยว่เฟิงในอ้อมแขนของผมเยว่เฟิงแตะมือผมเอา ๆ แล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร” พร้อม ๆ กับที่คนอื่น ๆ รีบเข้ามาดูอาการของเยว่เฟิง“มันคือผลข้างเคียงจากวิธีการที่ฉันใช้รักษานายเท่านั้น ได้พักผ่อนสักหน่อยก็หายแล้ว” เยว่เฟิงสบตาผมและหันกลับไปสบตากับอาเบล“นอร่า ช่วยพาเยว่เฟิงไปพักผ่อนหน่อยนะ” อาเบลหันไปบอกกับผู้หญิงผมสั้นสีบลอนด์ ตาสีเขียวคนนั้นนอร่าเข้ามาพยุงเยว่เฟิงออกไปจากอ้อนแขนของผม พร้อมกับหันมามองผมด้วยสายตาเย็นชา แล้วก็ค่อย ๆ พยุงเขาเดินออกไปจากบริเวณผมเหลือบไปเห็นว่าโจจิมองทั้งคู่เดินไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอะไรบางอย่าง“เอาล่ะคาล ยินดีด้วยที่คุณได้พลังกลับมาแล้วส่วนหนึ่ง อย่างน้อยมันก็พอจะช่วยคุ้มครองตัวคุณจากสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้อย่างแน่นอน แต่ผมขอบอกไว้ก่อนนะว่า นี่เป็นเพียงพลังขั้นต้นเท่านั้น และพวกเราช่วยคุณได้เท่านี้ในตอนนี้ ส่วนที่เหลือ... เราจะค่อย ๆ คิดหาวิธีกันไป”อาเบลกล่าวออกมาด้วยสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แม้ใบหน้านั้นจะยังแฝงไปด้วยรอยยิ้ม แต่สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด“สำหรับวันนี้ ผมว่าเราพอกันแค่นี้ก่อนดีกว่า ผมมีเรื่องต้องไปจัดการเสียหน่อย และก็ต้องไปเตรียมตัวสำหรับการรับคำสั่งจากสภาฯ ในวันพรุ่งนี้อีกด้วย วลาดิเมียร์นายช่วยดูแลคาลให้ฉันหน่อยได้มั้ย?”“ได้ซิอาเบล ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันดูแลเด็กใหม่นี่ให้เอง”วลาดิเมียร์เดินเข้ามาคว้าไหล่ผมอย่างแรงจนผมถึงกับตัวเซถลาไปหาเขา แล้วเขาก็หัวเราะเสียงดังสนั่น“ไว้ใจฉันได้เลย”จบตอนที่ 5