หลายวันมานี้โม่โฉวจะต้องมานอนให้หมอจื่อลู่ฝังเข็มที่สมองสองชั่วยาม ฝังที่ข้างขมับสองเส้น เส้นกลางกระหม่อมหนึ่งเส้น เส้นขมับหน้า เส้นขมับหลัง เส้นกลางท้ายทอย แค่เถียนซีมองก็รู้สึกเสียวสันหลังไปหมดแล้ว เข็มยาว 3 ชุน (3นิ้ว) แทงลึกเข้าไปในหัวโม่โฉว จนอีกฝ่ายแทบจะกลายเป็หมอนปักเข็มอยู่แล้ว
“เส้นฝังเข็มที่สมองแต่ละเล่มฝังแต่ละจุดแตกต่างกัน เช่นตำแหน่งเฉียงข้างศีรษะเป็เขตควบคุมการเคลื่อนไหว แนวขนานเป็เขตความรู้สึก ตำแหน่งเหนือยอดหูหนึ่งชุนเป็เขตควบคุมการได้ยิน วิธีการแทงเข็มเองก็เช่นเดียวกัน องศาและความลึกของเข็มก็สำคัญ” หมอจื่อลู่อธิบายให้จื่อรั่วที่กำลังตั้งใจฟังพร้อมกับจดบันทึกบนโต๊ะด้านข้างไปด้วย
“ทำเช่นนี้จะช่วยให้โม่โฉวอาการดีขึ้นใช่หรือไม่? เขาจะไม่โง่ใช่หรือไม่?”
“ท่านชายวางใจเถอะ เขาต้องดีขึ้นแน่ๆ”
“อื้ม! งั้นข้าจะไปสั่งให้พ่อครัวทำอาหารมาบำรุงเขาด้วย มีอะไรที่ตอนนี้เขากินไม่ได้หรือไม่?”
“เขาไม่ได้กินของดีๆ มานาน ถ้าอย่างไรค่อยๆ ให้ของที่ย่อยง่ายจะดีที่สุด ่นี้ให้กินผักผลไม้เป็หลัก เนื้อเสริมได้นิดหน่อย เนื้อปลาดีที่สุด รสชาติต้องอ่อนกระเพาะเขาจะได้ปรับตัวได้”
“เข้าใจแล้ว” เถียนซีรับคำแล้ววิ่งออกไปสั่งโรงครัวโดยเร็ว
เถียนซีไปสั่งอาหารของโม่โฉวที่โรงครัวเสร็จก็ยกของว่างที่นางกำนัลทำเสร็จพอดีออกมาเอาใจท่านพ่อกับท่านแม่ เขารีบไล่นางกำนัลหน้าห้องให้หลบไป แต่ตอนที่กำลังจะเคาะประตูเข้าไปในเรือนส่วนตัวของท่านพ่อ กลับได้ยินเสียงท่านพ่อท่านแม่คุยกันดังออกมาจากด้านใน
“เฮ้อ...ฝ่าาถึงกับสั่งทหารหลวงสอบสวนเสนาบดีเซี่ยงและคนในตระกูลหลายชั่วยาม แม้แต่คุณชายใหญ่ที่เป็เพื่อนร่วมเรียนขององค์ชายห้าพลอยถูกห้ามเป็เพื่อนร่วมเรียนด้วย โชคดีที่ข้ารีบเข้าไปไกล่เกลี่ยและจบเื่ทัน ไม่เช่นนั้นหากเหล่าเสนาอำมาตย์รู้เข้าฝ่าาจะเป็ที่ครหา ไม่น่าเชื่อว่าฝ่าาทำเช่นนี้เพียงเพราะกุ้ยเฟยที่มาจากชนเผ่านางหนึ่ง...”
“ข้าเคยได้ยินชื่อหรูอี้กุ้ยเฟยมาเช่นกัน เพียงแต่...ท่านพี่ไม่สงสัยหรือว่าเหตุใดฝ่าาจึงได้ส่งนางออกไปให้เสนาบดีฝ่ายซ้ายทั้งที่หลงใหลนางยิ่งนัก? ถึงขั้นประทานยศให้นางเป็กั๋วฟูเหรินข้าหลวงชั้นสูงที่สุด ราวกับกำลังปกป้องนาง?” จิ้นอ๋องมองหน้าภรรยาแล้วย่นคิ้ว
“เื่นี้ข้าก็สงสัย แต่ฝ่าาให้ข้าทำเพียงสืบเื่ของกุ้ยเฟยอย่างลับๆ เพราะฝ่าาคิดว่าการส่งกุ้ยเฟยออกไปน่าจะเป็แผนการคนอื่นที่บีบให้พระองค์ยอมปล่อยมือจากนาง ตอนนี้ข้าจึงได้ส่งคนออกไปสืบเื่ราวในจวนสกุลเซี่ยงใน่หลายปีก่อนหน้า” หร่านเหมยทอดสายตามองสามีก่อนจะเอนลงไปซุกกายกับอกคนรัก
“วังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลย...โชคดีที่ท่านพี่แยกตัวออกมา”
“นั่นสิ...ข้าโชคดีกว่าเสด็จพี่ยิ่งนัก ฮองเฮาที่รักมาแต่เด็กก็เสียไปั้แ่ตอนที่คลอดองค์ชายเก้า ทิ้งกู้หลุนกงจู่ที่เป็องค์หญิงใหญ่กับองค์ชายเก้าไป แม้องค์ชายเก้าจะเป็ทายาทของฮองเฮาแต่ก็ยังเล็ก ครั้นได้พบหรูอี้กุ้ยเฟยมาแต่กลับไว้ในมือไม่ได้เพราะเป็ชนเผ่านอกด่าน ตามกฎมณเฑียรบาลไม่อาจแต่งตั้งฮองเฮาจากต่างเผ่า...ท่านพี่น่าสงสารยิ่งนัก”
เถียนซีจับใจความคร่าวๆ ได้ว่าฝ่าากำลังตามหากุ้ยเฟยชาวเผ่าที่ส่งออกไปที่จวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย และโม่โฉวเองก็มีแม่เป็ชาวชนเผ่าที่ออกมาจากจวนเสนาบดีเซี่ยง เป็ไปได้มากว่าโม่โฉวจะเป็ลูกนอกสมรสของฝ่าา
ในชาติที่แล้วเขาไม่เคยรู้ชาติกำเนิดของโม่โฉวมาก่อน หากโม่โฉวรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ในบัลลังก์ทอง โม่โฉวจะเปลี่ยนไปหรือไม่? เถียนซีเก็บเื่นี้ไว้ในใจก่อนจะเคาะประตูที่หน้าห้องของท่านพ่อ รีบยกของว่างเข้าไปให้ โดยไม่พูดถึงเื่ที่ได้ยินมา
หลังจากออกมาจากเรือนท่านพ่อ เถียนซีก็ไม่ได้กลับเข้าไปเรือนด้านหลังของท่านหมอจื่อลู่ แต่เดินออกไปนั่งตรงม้าหินอ่อนหน้าสวน
เถียนซีทอดถอนใจพลางนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อชาติก่อน เพื่อช่วยองค์ชายห้าอวิ๋นเซียง เขาในตอนนั้นยุยงเหล่าขุนนางให้ส่งองค์หญิงใหญ่ออกไปแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับชาวทูเจี๋ย
ทำให้ได้กำลังคนของพวกป่าเถื่อนพวกนั้นมาช่วยจัดการเก็บขุนนางในเมืองหลวงที่คิดแข็งข้อกับอวิ๋นเซียง เขาในตอนนั้นไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าชาวเมืองจะถูกพวกทูเจี๋ยรังแกเช่นไรบ้าง
ส่วนรัชทายาทนั้นคือองค์ชายเก้า องค์ชายสายตรงของฮองเฮาที่เหลือทิ้งไว้ ทว่าเขากลับอ่อนแอั้แ่เด็ก เจ็บป่วยบ่อยๆ แถมยังถูกอวิ๋นเซียงคอยประคบประหงมเอาใจ ไม่เคยให้คิดหรือทำอะไรเองจนแทบจะเป็เพียงหุ่นเชิด
ภายหลังเมื่อได้จื่อรั่วมา นางก็ถูกอวิ๋นเซียงส่งไปให้ดูแลไท่จื่อ แต่จริงๆ แล้วกลับใช้ให้วางยาพิษจนรัชทายาทตาย องค์ชายสามที่ตอนนั้นโต กว่าหน่อยก็ถูกลอบฆ่าไปั้แ่ยังเด็ก ฝ่าาในตอนนั้นไม่มีทายาทชายคนอื่นอีกนอกจากอวิ๋นเซียง เขาจึงได้ขึ้นเป็รัชทายาทแทน ในตอนนั้นหากโม่โฉวถูกรับเข้าวัง ก็เป็ไปได้ว่าจะถูกอวิ๋นเซียงฆ่าตายเช่นกัน
เถียนซีหลับตาลง เขาไม่อยากเห็นโศกนาฏกรรมของราชวงศ์โจวที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำลายตระกูลอีกแล้ว เขาในตอนนั้นก็พรากไปหลายชีวิตเช่นกัน
“น้องเถียนซี? ....เป็น้องเถียนซีจริงๆ” เสียงใสหนึ่งดังขึ้น
เถียนซีเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเด็กชายผอมสูงในชุดสีขาวขลิบฟ้าประหนึ่งเทพเซียนผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งกำลังมองมา
คิ้วดาบคมเข้มรับกับดวงตาสองชั้นที่หรี่ลงเล็กน้อย ปลายจมูกเชิดรั้นทำให้อีกฝ่ายดูจองหอง ปากหยักเป็กระจับเวลาที่ยิ้มมุมปากแม้จะดูหล่อเหลาอยู่บ้าง แต่ก็เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมไม่เปลี่ยน
“องค์ชายห้า” เถียนซีลุกขึ้นยืนมองอีกฝ่ายอย่างเฉยชา
ในตอนนี้ความรู้สึกของเขาที่มีต่ออีกฝ่ายคือความว่างเปล่า ภาพที่เขาเคยร่วมทุกข์มิเคยร่วมสุขกับอีกฝ่ายคล้ายความฝันที่ยาวนาน
“เ้าเข้าวังั้แ่เมื่อไหร่? ทำไมไม่ไปหาพี่ที่ตำหนัก” อวิ๋นเซียงตรงเข้ามายึดไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้ มองเขาด้วยดวงตาฉายแววดีใจ ทว่า เถียนซีขยับตัวถอยหลังหนีการแตะต้องของอีกฝ่าย
แม้เขาคิดว่าตัวเองคงไม่รู้สึกอะไรกับอวิ๋นเซียงอีกแล้ว แต่พอถูกแตะ ก็ยังอดรู้สึกขยะแขยงไม่ได้ แค่เห็นการแต่งตัวและท่าทางที่ดูเหมือนบัณฑิตของอวิ๋นเซียงเขาก็แทบอาเจียนออกมาอยู่แล้ว
แถมตอนนี้อวิ๋นเซียงก็สูงกว่าเขาหนึ่งศีรษะ เวลาที่ต้องเงยหน้ามองแบบนี้เขาไม่ชอบเลย และชาตินี้เขาไม่หลงกลอีกฝ่ายแล้ว เขารู้แล้วว่าตอนนั้นที่อวิ๋นเซียงเข้าใกล้เขาเพียงเพื่อเอาใจฝ่าา เพราะฝ่าารักใคร่เขากว่าองค์ชายคนอื่นๆ อวิ๋นเซียงจึงพยายามเอาใจเขาเพื่อให้ฝ่าามองเห็นตัวตนของตัวเอง ตอนนี้เขาตื่นจากฝันร้ายครั้งนั้นมานานแล้ว
“ทำไมข้าต้องไปหาองค์ชายห้าด้วยล่ะ? ข้าไม่มีธุระอะไรนี่นา” อวิ๋น เซียงมองเขาแล้วคลี่ยิ้ม
“ทำไมเรียกพี่ซะเหินห่างขนาดนั้นล่ะ? ปกติเ้าจะเรียกพี่ว่าพี่อวิ๋นเซียง...พี่อวิ๋นเซียงเสมอ...หรือเ้าโกรธที่ครั้งก่อนพี่ไม่ได้ไปส่งเ้าที่หน้าประตูวังตอนที่เ้ากลับแคว้นจิ้น? ถ้าอย่างนั้นข้าให้ท่านแม่...เอ่อ...อู่ซูเฟยทำขนมฉงหยางที่เ้าชอบให้ดีหรือไม่?” อวิ๋นเซียงไม่พูดเปล่า แต่ยังก้าวเข้ามาจับมือเขาด้วย เถียนซีรีบดึงมือออกแล้วก้าวถอยหลัง
“ไม่รบกวนองค์ชายห้าดีกว่า แล้วข้าก็พูดแบบนี้ดีอยู่แล้ว เป็เพราะเมื่อก่อนยังเล็กนักข้าไม่เข้าใจความต่างระหว่างองค์ชายกับบุตรชายอ๋อง จึงได้เผลอพูดอะไรที่ไม่ควรออกไป ขอองค์ชายอย่าได้ถือสา”
อวิ๋นเซียงยิ้มแล้วทอดสายตามองเขา อีกฝ่ายหมายจะยื่นมือออกมาทำท่าจะััข้างแก้มเขา
“อาเถียน....อาเถียน” โม่โฉวที่ตอนนี้หัวโล้นเกลี้ยงเกลาเป็หลวงจีนน้องรีบวิ่งเข้ามากอดเอวเขาแล้วจ้องหน้าอวิ๋นเซียง
“นี่ใครหรือน้องเถียนซี?” อวิ๋นเซียงย่นคิ้วจ้องหน้าเด็กประหลาด
“คนในตำหนักข้าเอง” เถียนซีลูบหัวโล้นๆ ของโม่โฉวเล่น พลางสำรวจว่าโม่โฉวไม่มีแผลจากการฝังเข็มที่ใดแน่ๆ แล้วจึงลดมือลง
“เป็หลวงจีนน้อยหรือ? เหตุใดถึงเรียกน้องเถียนซีว่าอาเถียนเฉยๆ เถียนซีเป็ตัวหลัวเป้ยเล่อ ยศเทียบเท่าได้กับเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 3 ต่อไปเ้าต้องเรียกท่านชาย ส่วนข้าคือองค์ชายห้า” เถียนซีเหลือบมองอวิ๋นเซียงอย่างไม่พอใจ ในตอนที่กำลังคิดหาทางเลี่ยงอีกฝ่าย จื่อรั่วก็ะโเรียกพวกเขาเสียงดัง
“เถียนซี...เถียนซี! ทหารพาหลี่ไป๋มาเ้าไปดูหน่อยสิ...เอ๊ะ!” จื่อรั่วเพิ่งสังเกตเห็นอวิ๋นเซียงที่ท่าทางสำรวย จึงคำนับอย่างนอบน้อม
“ขออภัยเพคะ ข้าไม่ทราบว่าท่านชายมีแขก” จื่อรั่วปรับตัวได้เร็วมาก พอเห็นว่าเขาอยู่กับผู้อื่นที่ดูสูงส่งกว่าก็รีบเปลี่ยนคำเรียกขานทันที
“องค์ชายกำลังเสด็จกลับพอดี” เถียนซีไล่อีกฝ่ายกลายๆ
“เช่นนั้นไว้พี่มาพบเ้าใหม่” อวิ๋นเซียงรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยจึงรีบตัดบท
“องค์ชายเดินดีๆ” เถียนซีและจื่อรั่วคำนับอีกฝ่ายเพื่อน้อมส่ง
“พี่จื่อรั่วอย่าใส่ใจเลย เราไปพบหลี่ไป๋กันดีกว่า”
“อื้ม” จื่อรั่วรับคำทีหนึ่งแล้วเดินตามเถียนซีไป
มีเพียงโม่โฉวเท่านั้นที่ยังคงมองตามแผ่นหลังเหยียดตรงขององค์ชายห้าจนหายลับตา ก่อนจะเดินตามจื่อรั่วและเถียนซีไป
................................................
หลังจาก ‘มัน’ ได้ระหกระเหินอยู่ข้างนอกเป็เวลาหลายเดือน อยู่ๆ ก็ถูกคนแปลกหน้ารับตัวขึ้นรถม้า แต่เดิมมันก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าจะถูกพาตัวไปไหน ขอแค่ไม่ถูกตี มีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอนก็พอ
ชีวิตก่อนหน้านี้มันและแม่ได้อยู่ในบ้านเล็กๆ แคบๆ แม้จะอดมื้อกินมื้อ แต่ก็นับว่ายังดีเพราะยังมีแม่ให้คอยนอนเบียดอยู่ข้างๆ แม่คอยสอนให้มันออกล่า สอนวิธีทำบ่วงและอาวุธแหลมๆ เพื่อล่าสัตว์เล็กๆ ในบ้านกิน พวกไก่ หนู และนกย่างนั้นอร่อยมาก แม่เป็เพียงคนเดียวที่ดีกับมัน
ทว่าหลังจากนั้นไม่นานแม่ก็นอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีก มันล่านกย่างได้เอามาไว้ใกล้ๆ แม่ก็ไม่กิน นับวันแม่ก็ยิ่งส่งกลิ่นเหม็น จนในที่สุดคนก็มาจับแม่ของมันห่อแล้วเข็ญออกไปไกลมากๆ มันต่อสู้สุดฤทธิ์แต่ก็ทำได้ไม่ดีนัก สุดท้ายได้แต่เดินตามแม่ออกไปจนเจ็บขา ในที่สุดแม่ก็ถูกฝัง
มันรอแม่ออกมาจากหลุมอยู่นานแม่ก็ยังไม่ออกมาจนมันหิว ต้องออกไปหาของกินที่ที่คนเดินกันเยอะๆ มันฝีเท้าเร็ววิ่งหนีได้ตลอด จนวันหนึ่งมีคนมาบอกมันว่าแม่จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว เพราะแม่ตายไปแล้ว
ตายก็คือไม่สามารถเจอกันได้อีก ไม่สามารถนอนข้างๆ ได้อีก ต่อให้คิดถึงหรืออยากเจอก็ทำไม่ได้อีกแล้ว มันเสียใจมากจนแทบไม่อยากขยับตัวไปไหน ไม่มีแม่แล้วมันก็ไม่รู้จะทำอะไรอีก
เวลาที่คิดว่าจะทำยังไงดีในหัวก็ปวดตึบๆ คิดไม่ออก เหมือนมีหมอกมัวๆ อยู่ในหัว เพราะอย่างนั้นในตอนที่ถูกอุ้มขึ้นรถม้ามันถึงได้ไม่ต่อต้าน และไม่อยากขยับตัวด้วยซ้ำ
แต่ตลอดเวลาบนรถม้าจะมีเด็กตัวอวบอ้วนหน้าขาวแก้มแดงคนหนึ่งคอยพูดคุยกับมัน และเรียกมันว่าโม่โฉว
“เ้าชอบชื่อนี้หรือไม่? โม่โฉวแปลว่าปราศจากความเศร้าล่ะ”
มันไม่เข้าใจว่าการถูกเรียกว่าโม่โฉวดีหรือไม่ เพราะตลอดเวลาที่อยู่บ้าน คนอื่นๆ เรียกมันว่า ‘มัน’ มีแต่แม่เท่านั้นที่เรียกมันว่า ‘หลู่เอ่อร์หม่าอี’ ถูกเรียกว่าโม่โฉวอาจจะดีก็ได้
เด็กคนนั้นนอกจากจะคอยมาคุยกับโม่โฉว ก็ยังคอยมาเช็ดตัวให้ เด็กคนนั้นชื่อเถียนซี แต่สอนให้โม่โฉวเรียกว่าอาเถียน อาเถียนไม่รังเกียจที่จะแตะต้องโม่โฉว แม้ว่าตัวโม่โฉวจะเต็มไปด้วยคราบดำๆ อาเถียนช่วยสอนให้โม่โฉวอาบน้ำ คอยป้อนข้าวและยาขมๆ บอกว่าจะรักษาโม่โฉวให้หายปัญญาทึบ
นอกจากอาเถียนยังมีชายชราผมขาว เรียกว่าท่านหมอ กับเด็กหญิงใบหน้าเล็กๆ ชื่อว่าจื่อรั่ว อาเถียนยังมีแม่และพ่อ พ่อของอาเถียนต้องเรียกว่าท่านอ๋อง ท่านอ๋องตัวใหญ่ ท่าทางองอาจ บางครั้งก็ถือดาบฟาดฟันใส่ลมดูกล้าหาญยิ่งนัก โม่โฉวอยากโตมาองอาจเหมือนท่านอ๋อง ส่วนแม่ของอาเถียนเรียกว่าหวังเฟย หวังเฟยตัวหอมเหมือนอาเถียน แต่มีกลิ่นคนละกลิ่น หวังเฟยยังใจดีเหมือนแม่ของโม่โฉวอีกด้วย
ระหว่างเดินทาง โม่โฉวจะคอยตามเกาะติดอยู่กับอาเถียน จนบางครั้งท่านอ๋องโมโห เวลาที่นอนพักในโรงเตี้ยมโม่โฉวก็จะนอนเตียงเดียวกับอาเถียน ตัวอาเถียนกลิ่นหอม ผิวก็นุ่มนิ่ม โม่โฉวเคยลุกขึ้นมาใช้นิ้วจิ้มๆ ที่แก้มของอาเถียน เคยแอบเอาจมูกดมตรงแก้ม บางครั้งจะสอดมือเข้าไปแตะที่อกเหมือนอย่างที่เคยนอนกับแม่
โม่โฉวอยากจะแน่ใจว่าหัวใจอาเถียนยังเต้นอยู่เสมอ ถ้าหัวใจยังเต้น แปลว่าพรุ่งนี้อาเถียนจะตื่นขึ้นมา
วันเวลาผ่านไปช้าๆ เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงที่ที่ใหญ่ๆ ที่เรียกว่าวังหลวง อาเถียนต้องแยกตัวออกไปหาฝ่าาที่เป็เ้าแผ่นดิน ท่านหมอให้โม่โฉวไปรออาเถียนที่เรือน ในเรือนของท่านหมอและพี่สาวจื่อรั่วมีแต่กลิ่นสมุนไพร โม่โฉวไม่ชอบจึงออกมานั่งรอข้างนอก แม้ว่าข้างนอกจะหนาวมาก
อาเถียนให้ท่านหมอช่วยรักษาโม่โฉว อาเถียนบอกว่าจะช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง ท่านหมอตัดผมที่รุงรังของโม่โฉวออกจนหมด อาเถียนมาเห็นก็ใมาก อาเถียนชอบผมของโม่โฉวมาก ต่อไปโม่โฉวจะไว้ผมยาวเพื่ออาเถียนจะได้ลูบบ่อยๆ
ท่านหมอเอาเข็มจิ้มๆ ที่หัวโม่โฉว มันเจ็บจี๊ดขึ้นมาั้แ่ครั้งแรก แต่อาเถียนขอให้โม่โฉวอดทน โม่โฉวอดทนมาก โม่โฉวจะไม่ร้องเพราะเวลาที่ร้องอาเถียนจะเสียใจ โม่โฉวกำมือแน่นและรู้สึกเพียงทรมานมากๆ
พอฝังเข็มเสร็จแล้วดื่มยา โม่โฉวจะอาเจียนออกมา แต่สมองจะแจ่มใสมากขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่เห็นผ่านตาทีเดียวก็จะจำได้หมด อย่างท่าทางเวลาทีท่านอ๋องฝึกยุทธ์ โม่โฉวลองทำตามก็ทำได้ทันที ท่านอ๋องเห็นโม่โฉวเลียนแบบจึงสอนฝึกยุทธ์ขั้นพื้นฐานให้ โม่โฉวอยากแข็งแรงเหมือนท่านอ๋องจึงฝึกยุทธ์กับท่านอ๋องแต่เช้าทุกวันโดยไม่ให้อาเถียนรู้
วันหนึ่งหลังจากฝังเข็มที่หัวเสร็จอาเถียนก็หายไป โม่โฉวออกไปเดินหาก็พบอาเถียนนั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อน โม่โฉวกำลังจะเอาดาบไม้ที่ท่านอ๋องทำให้ไปอวด ก็เห็นว่าเด็กโตคนหนึ่งเดินเข้าไปหาอาเถียน
เด็กคนนั้นใส่ชุดหรูหรา ท่าทางงดงามยิ่งนัก โม่โฉวมองที่ตัวเองแล้วรู้สึกแตกต่างกันมาก เด็กโตคนนั้นยิ้มให้อาเถียน แตะไหล่อาเถียน จับมืออาเถียน และจะลูบแก้มอาเถียน โม่โฉวไม่พอใจรีบวิ่งเข้าไปกอดเอวอาเถียนแล้วจ้องหน้าเด็กคนนั้น
เด็กคนนั้นคือองค์ชายห้า โตกว่าอาเถียน 2 ปี และโตกว่าเขา 4 ปี อาเถียนไม่ให้โม่โฉวเสียมารยาทกับองค์ชาย โม่โฉวรู้สึกเหมือนมีแมวมาข่วนอยู่ในใจ โม่โฉวไม่อยากให้ใครมาแตะอาเถียน อาเถียนเป็ของโม่โฉว
แต่พี่สาวจื่อรั่วบอกว่าโม่โฉวเป็คางคกหวังกินเนื้อหงส์ฟ้า โม่โฉวไม่เข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร พี่สาวจื่อรั่วบอกว่าโม่โฉวยังโง่มากจริงๆ ที่ไม่รู้แม้กระทั่งความหมาย โม่โฉวโกรธมากที่ตัวเองโง่เกินไป โม่โฉวอยากเรียนหนังสือจะได้ฉลาดๆ อยากเป็คนเก่งๆ ฝึกยุทธ์อย่างท่านอ๋อง
โม่โฉวหมดสิ้นหนทางจึงไปคุกเข่าขอร้องท่านอ๋องที่หน้าตำหนักั้แ่เช้า ขอให้ท่านอ๋องช่วยสอนหนังสือ สอนฝึกยุทธ์ โม่โฉวจะได้ไม่โง่และเป็คนเก่ง โม่โฉวคุกเข่าอยู่ 3 ชั่วยาม (6ชั่วโมง) หวังเฟยก็ใจอ่อนเลยช่วยโม่โฉวขอร้องท่านอ๋อง หาอาจารย์มาช่วยสอนหนังสือให้ หากเรียนเก่งจะได้เป็เพื่อนร่วมเรียนของอาเถียน โม่โฉวดีใจมาก ต่อไปเขาจะไม่โง่และคอยกันทุกคนที่พยายามจะเข้าใกล้อาเถียนได้แล้ว
..........................................
หลังจากจื่อรั่วมาเชิญเถียนซีไปพบทหารที่นำหลี่ไป๋เข้ามา โม่โฉวก็ปลีกตัวไปฝึกกระบี่และหมัดมวยกับอาจารย์ที่ท่านพ่อไปเชิญมาจากสำนักเดียวกับที่ท่านเคยเรียนสมัยเป็องค์ชายให้ช่วยมาสอนโม่โฉว ก่อนหน้านี้เถียนซีเห็นดีด้วยเลยมาฝึกบ้าง แต่เพราะต้องตื่นแต่เช้า เขาเป็แมวขี้เซา ฝึกได้ไม่กี่ครั้งก็ยอมแพ้ แต่โม่โฉวมีวินัยและขยันมาก ไม่เคยขาดเรียนสักวัน
เถียนซีเพิ่งจะสังเกตว่าเร็วๆ นี้โม่โฉวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาเริ่มพูดมากขึ้น สนใจใคร่รู้ทุกอย่าง ขนาดเขาต้องเรียนหนังสือท่องตำราก็คอยตามไปนั่งฟังข้างๆ จนภายหลังท่านพ่อก็เตรียมโต๊ะและเครื่องเขียนมาให้เขานั่งเรียนข้างๆ กันด้วย
หลังจากฝังเข็มได้ไม่กี่วันเถียนซีก็รู้สึกว่า สมองโม่โฉวจดจำเื่ที่ผ่านตาเพียงครั้งเดียวได้ แถมยังเรียนรู้เร็วอีกด้วย
พอเห็นพัฒนาการของโม่โฉวดีขึ้นเรื่อยๆ เถียนซีก็ได้แต่ปลื้มใจ ขณะที่เดินตามจื่อรั่วไปพบหลี่ไป๋ที่รออยู่ที่เรือนด้านข้างก็เห็นเขานั่งตัวลีบ แม้แต่น้ำชาตรงหน้าก็ไม่กล้าแตะ
“หลี่ไป๋” เถียนซีทันอีกฝ่าย
แต่พอหลี่ไป๋หันหน้ามา เถียนซีก็ย่นคิ้ว เพราะหลี่ไป๋ถูกซ้อม มุมปากแตกยังมีเืแห้งๆ ติดอยู่ ตาซ้ายเขียวช้ำจนเปลือกตาบนแทบจะปิดลงมาอยู่แล้ว
“ขะ..ข้าน้อยคารวะฝ่าา” หลี่ไป๋หันมาเห็นเขาก็ทรุดลงไปกองที่พื้นแล้วโขกหัวให้ เพราะคาดไม่ถึงว่าคนที่ยื่นมือเข้าช่วยจะอยู่ในวังหลวงใหญ่โตเช่นนี้
“ฝ่าาอะไรกันเล่า ข้าก็แค่บุตรชายจิ้นอ๋อง เชื้อพระวงศ์ปลายแถวเท่านั้น พูดธรรมดากับข้าก็พอ ว่าแต่...เ้านายคนนั้นตีเ้าหรือ?” หลี่ไป๋เม้มปากก้มหน้า
“เขาจะขายข้าให้กับพ่อค้าเขียงหมูที่เมียตาย...ข้าจึงได้หนีมา”
“เ้าเป็ิหรือ?” เถียนซีถอยออกมามองอีกฝ่ายหลายก้าว ก่อนหน้านี้ไม่เห็นรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็ิแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่แน่ หากขัดสีฉวีวรรณหน่อยหลี่ไป๋ก็นับได้ว่าผิวพรรณขาวละออคนหนึ่ง
“เ้าเองก็เป็ิเหมือนกันไม่ใช่หรือ?” หลี่ไป๋เถียง แต่คราวนี้พี่จื่อ รั่วกลับตบหัวหลี่ไป๋ทันควัน
“ยังจะขึ้นเสียงอีก! เถียนซีเป็บุตรจิ้นอ๋อง แถมยังอุตส่าห์ช่วยเ้า ไว้ ท่านชายใช่คนที่เ้ากล่าวจาบจ้วงได้หรือ?” จื่อรั่วไม่ลืมแย่งป้ายหยกจากมืออีกฝ่ายมาส่งคืนเถียนซี เถียนซีเบิกตานางปรับตัวได้เร็วดีจริงๆ
“เอาเถอะพี่จื่อรั่ว ก่อนอื่นเ้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วไปพบท่านพ่อกับข้า ที่เหลือข้าจัดการเอง” หลี่ไป๋น้ำตาไหลแล้วกล่าวขอบคุณ ขณะที่จื่อรั่วส่งสายตาตำหนิมาทางเขา
“อะไรหรือ?” เขาถาม
“ต่อไปเ้าจะเที่ยวเก็บอะไรมาสุ่มสี่สุ่มห้าอีกไม่ได้นะเถียนซี เ้าซื่อบื้อไม่ทันคน เกิดไปเก็บเอาคนไม่ดีมาจะทำอย่างไร?” เถียนซียิ้มแล้วตรงเข้าไปกอดแขนนางอย่างออดอ้อน
“มีพี่จื่อรั่วอยู่ข้าต้องกลัวใครไม่ดีต่อข้าด้วยหรือ? ใครไม่ดีท่านก็วางยาพิษจัดการมันได้เลย”
“ชิ!” จื่อรั่วจิ้มหน้าผากเขาก่อนจะหัวเราะ
เถียนซีพาหลี่ไป๋ไปพบท่านพ่อ ขอร้องให้ท่านพ่อช่วยรับหลี่ไป๋มาดูแลด้วยอีกคน ท่านพ่อโมโหจนหนวดที่เริ่มไว้ยาวกระดิก แถมยังมาบิดหูเขาหาว่าเอาแต่สร้างเื่ เที่ยวรับคนโน้นคนนี้เข้าบ้าน
หลี่ไป๋รีบยืนยันว่าตัวเองเป็ผู้บริสุทธิ์ที่หนีไฟามาพึ่งใบบุญจิ้นอ๋อง หวังเพียงถวายงานรับใช้คนตระกูลจิ้นอ๋องเท่านั้น แถมยังบอกว่าตัวเองเป็ช่างไม้นักประดิษฐ์ ไม่ว่าอะไรก็ประดิษฐ์ออกมาได้ทั้งนั้น
ท่านพ่อใช้ให้หลี่ไป๋ทำม้าโยกตัวหนึ่ง ไว้ให้น้องชายที่อยู่ในท้องขี่เล่น หลี่ไป๋ใช้เวลาทำม้าไม้โยกเพียง 10 วัน เท่านั้นก็ได้ม้าไม้สวยงามมาหนึ่งตัว ทว่าใครจะรู้ว่า 9 เดือนต่อมาม้าไม้ก็ยังคงถูกทิ้งให้ฝุ่นเกาะ เพราะคนที่ท่านแม่เหมยคลอดหาใช่น้องชายไม่
.......................................
่บ่ายของวันหนึ่งปลายฤดูหนาว เสียงโหวกเหวกของเด็ก 3-4 คนดังลั่นออกมาจากเรือนด้านหลัง จิ้นเหวินกงนั่งอ่านหนังสืออยู่ในเรือนด้านหน้าไม่มีสมาธิเพราะเสียงของเด็กๆ จึงชะโงกหน้าออกมาจากห้อง เห็นอาเหมยเมียรักกำลังเดินนำนางกำนัลถือถาดผักและเนื้อสัตว์เดินผ่านหน้า จึงได้คว้าแขนภรรยาที่กำลังท้องอ่อนๆ ไว้
“เ้าเด็กหน้าเหม็นพวกนั้นกำลังทำอะไรกัน? เสียงดังลั่นมาถึงข้างนอก” ภรรยารักพยักหน้าในนางกำนัลไปส่งของแล้วหันไปตอบสามี
“ได้ยินว่าเสี่ยวเถียนเถียนอยากกินหมาล่า เด็กๆ เลยช่วยกันทำเตากินกันเองที่สวนด้านหลัง ข้าเห็นว่าอากาศยังหนาวเลยให้ตั้งหม้อซุปอีกเตากะว่าจะนวดเส้นหมี่มาต้มให้อีกหม้อ เห็นเด็กๆ กินแต่เนื้อจะย่อยยากเลยเพิ่มผักสดมาด้วย” หร่านเหมยเดินจูงมือจิ้นเหวินกงพลางอธิบาย พร้อมกับนำไปยังเรือนด้านหลัง จิ้นเหวินกงย่นคิ้วอดบ่นไม่ได้
“เ้าเด็กตัวเหม็นนั่นไม่เห็นใจท่านแม่บ้าง...เ้าก็อย่าทำอะไรเกินตัว ยืนนวดแป้งนานๆ ลูกจะเหนื่อยนะอาเหมย” จิ้นเหวินกงว่างพลางสวมกอดภรรยารักจากทางด้านหลัง เขาวางคางที่ไหล่บางและลูบท้องของภรรยารักจนหร่านเหมยหัวเราะออกมา
“ท่านว่าพวกเด็กๆ ส่งเสียงหนวกหู แต่ข้ากลับชอบบรรยากาศในตอนนี้มากๆ เลย...ท่านดูสิ” อาเหมยชี้มือออกไปที่ลานบ้าน
พวกเด็กๆ กำลังวุ่ยวายก่อเตาไฟจนหน้าเปื้อนเขม่าดำ มีจื่อรั่วที่เป็พี่สาวคอยยืนชี้นิ้วสั่งการพวกน้องๆ เป็การใหญ่ เถียนซีก็ชี้นิ้วสั่งโม่โฉวต่ออีกทอด ส่วนหลี่ไป๋พอถูกใช้ทำงานก็โวยวายบ้าง กลับถูกโม่โฉวใช้สันมือสับลงบนหัวจนอีกฝ่ายวิ่งหนีร้องโวยวาย
“ครอบครัวต้องเป็แบบนี้...อบอุ่นรักใคร่” จิ้นเหวินกงก้มลงจูบแก้มภรรยาแล้วยิ้ม
“ข้านึกว่าเ้าอยากได้ครอบครัวใหญ่ๆ ที่มีเด็กวุ่นวายวิ่งเล่นอยู่เต็มบ้านเสียอีก”
“นั่นสิ จื่อรั่วแม้จะเป็พี่ใหญ่สุดแต่ก็เป็หญิงสาว อีกไม่กี่ปีก็ถึงวัยปักปิ่นและออกเรือน ส่วนเถียนเถียนกับหลี่ไป๋อายุรุ่นราวใกล้ๆ กัน ทั้งยังเป็ิด้วยกันทั้งคู่ หากออกเรือนไปพร้อมกันที่บ้านคงเหลือแค่ โม่โฉว...เฮ้อ...แต่เด็กคนนี้มีปณิธานแรงกล้า ต่อไปอาจได้เข้ากองทัพ ที่บ้านคงจะเหลือแค่พวกเราสามคน คงจะเหงาน่าดู” จิ้นเหวินกงมองภรรยาที่ก้มหน้าลูบท้องตัวเองแล้วอดจูบขมับอีกฝ่ายไม่ได้
“อาเหมยอย่าห่วง...ต่อไปข้าจะขยันให้มาก พอคลอดคนนี้เราก็มีลูกอีกสักสองสามคนก็ได้ เ้ากับข้าจะได้ไม่เหงา ส่วนเื่เถียนเถียน...ข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะให้ลูกแต่งออกไปได้ยังไง ไม่สู้แต่งเขยเข้าบ้านดีกว่า หรือ...แต่เื่พวกนี้ยังมีเวลาคิดอีกนาน เ้าอย่าเพิ่งกังวลไปก่อนเลย” จิ้นเหวินกง กอดภรรยาแล้วโยกไปมา บรรเทาความกังวลของอีกฝ่าย
“ท่านพ่อ! เลิกจู๋จี๋แล้วออกมาช่วยพวกเราต้มซุปเร็วเข้า! พวกท่านพลอดรักกันไม่อายฟ้าดินอย่างน้อยก็ช่วยรักษาหน้าข้าหน่อยเถอะ!” จิ้นเหวินกงได้ยินลูกชายแสนรักพูดก็โกรธจนหนวดกระดิก
“เ้าเด็กตัวเหม็น! ข้าไม่เห็นเ้าทำอะไรนอกจากสั่งคนอื่นมาตั้งนานแล้ว!” จิ้นเหวินกงทำท่าถลกแขนเสื้อจะเอาเื่ลูกชายสักครั้ง
“ก็ข้าเป็ผู้บัญชาการไง คิดคำนวณวางแผนทำเนื้อย่าง โม่โฉวเพิ่งจะเรียนยิงธนูไปเมื่อวันก่อน ข้าเลยให้เขาออกไปล่าไก่ฟ้า แถมยังได้กระต่ายมาอีกหลายตัว ส่วนหลี่ไป๋ให้สร้างเตาย่างเนื้อ ท่านดูเตาแบนอันนี้สิ วางเนื้อได้หลายๆ ชิ้นด้วย ส่วนพี่จื่อรั่วรู้เื่สมุนไพรดี แถมยังเลือกเครื่องเทศเป็ ข้าให้นางหมักเนื้อไว้รอย่างเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ท่านพ่อท่านแม่มาช่วยต้มน้ำซุปไว้ดื่มคู่กับเนื้อย่างจะยิ่งวิเศษ”
“แหม๋ท่านผู้บัญชาการตัวน้อย” จิ้นเหวินกงตรงเข้าไปบิดหูเ้าลูกชาย ก่อนจะถูกอาเหมยร้องห้ามแล้วลากไปต้มซุปอีกทาง
บ่ายวันนั้นตำหนักจงเหรินกง ตำหนักที่ประทับเก่าของจิ้นอ๋องจึงวุ่นวายด้วยประการฉะนี้
ไกลออกไปยังตำหนักเฉียนชิงกง โจวผิงหวางจักรพรรดิแห่งแคว้นโจวก้าวเท้ายาวๆ กลับมานั่งที่ห้องทรงงาน เมื่อครู่เขาเดินเล่นอยู่ในสวนเหมยที่ใกล้กับตำหนักเฉียนชิงกงของน้องชาย เขาตั้งใจจะเข้าไปเยี่ยมเยียน แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงโวยวายดังลั่นออกมาก็หยุดชะงัก และสั่งให้หลิวกงกงไม่ต้องกล่าวรายงานการมาถึง
โจวผิงหวางทำเพียงแอบมองอยู่หลังูเาจำลอง เห็นครอบครัวของน้องชายกำลังวุ่นวายเตรียมเนื้อย่างและหม้อไฟ กลิ่นเนื้อหอมฟุ้งไปทั่วตำหนัก ใกล้ๆ กันนั้นแทบไม่มีองครักษ์หรือข้ารับใช้อยู่เลย ราวกับว่าเขากำลังมองดูครอบครัวเล็กๆ หาใช่จิ้นอ๋องแห่งแคว้นจิ้น
จิ้นเหวินกงมือหนึ่งดื่มเหล้า อีกมือกอดเอวเมียรัก หัวเราะเสียงดังสนั่น ใกล้ๆ กันนั้นนอกจากเถียนซียังมีเด็กวัยไล่เลี่ยกันอีกสามคนและชายชราผมขาวที่ได้ยินว่าเป็หมอประจำตระกูลจิ้น
“หลายปีมานี้จิ้นอ๋องรับเด็กชายหญิงเข้าตำหนักหลายคน กระหม่อมตรวจสอบดูแล้วพื้นเพของเด็กแต่ละคนไม่มีปัญหา นอกจาก...เด็กที่ชื่อหลี่ไป๋คนนั้น เป็เด็กจากชนเผ่าเซียนเป่ยพ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกงที่อยู่ด้านข้างอธิบาย
“แอบดูหรือ?” อยู่ๆ เด็กชายวัย 5 ขวบก็โผล่ออกมาจาก้าของูเาจำลอง หลิวกงกงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ใจนหัวใจจะวาย ตั้งท่าจะะโเรียกองครักษ์เงาให้มาจับ แต่ถูกฝ่าายกมือห้าม
“เ้าเป็หลวงจีนหรือ?” โจวผิงหวางพิสมองเด็กตรงหน้า อีกฝ่ายดวงตาสีอ่อนแต่ั์ตาวาวโรจน์สุกใส เด็กตัวเท่านั้น แต่ปรากฏตัวไม่ให้สุ้มให้เสียง แถมองครักษ์เงาที่เก่งกาจของเขายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเด็กคนหนึ่งโผล่เข้ามาใกล้ขนาดนั้น
อีกฝ่ายส่ายหน้าแล้วชี้มือที่อกตัวเอง
“โม่โฉว”
“ชื่อโม่โฉวหรือ?” อีกฝ่ายพยักหน้า
“เ้าความรู้สึกไวมาก หากต่อไปอยากเป็องครักษ์รับใช้ให้ยื่นสิ่งนี้ให้คนในวังได้” โจวผิงหวางหยิบหยกเหอเถียนที่สีเข้มจนแทบจะกลายเป็สีดำส่งให้เด็กชาย เด็กชายรับไปแล้วพลิกดูอยู่สองทีก็ยื่นหยกคืนให้
“โม่โฉวไม่เอา” จากนั้นก็ะโหายไปทันที
“จิ้นอ๋องถึงกับเลี้ยงเด็กประหลาดไว้” หลิวกงกงอดบ่นไม่ได้
“ไปกันเถอะ” โจวผิงหวางตั้งใจจะเดินกลับ แต่อยู่ๆ เ้าหลวงจีนน้อยก็โผล่มาสะกิดขาเขาอีกครั้งพร้อมยื่นชามบะหมี่น้ำส่งให้
“อาเถียนบอกว่าหน้าหนาวให้กินบะหมี่และดื่มซุปมากๆ ท้องจะได้อุ่นและหายหนาว” พูดจบเด็กคนนั้นก็เดินหายไปทันที
“รีบเสด็จกลับเถอะพ่ะย่ะค่ะฝ่าา ประเดี๋ยวก็โผล่มาอีก เด็กอะไรอย่างกับผี” หลิวกงกงรีบแย่งชามบะหมี่น้ำที่ต้มพร้อมน้ำซุปกระดูดวัวจนน้ำเป็สีขาว มีพริกแดงมันๆ ลอยอยู่้าดูน่ากิน
โจวผิงหวางเดินกลับมายังตำหนักทรงงานได้ก็เรียกหลิวกงกงให้ยกบะหมี่มา แม้หลิวกงกงจะคัดค้านไม่ให้ฝ่าากินดื่มอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ก็ห้ามไม่ได้ สุดท้ายจึงตัดใจชิมทดสอบพิษก่อนจะส่งให้ฝ่าาเสวย ฝ่าาเสวยบะหมี่ไปก็อมยิ้มอย่างเศร้าสร้อย
“จิ้นเหวินกงวาสนาดีกว่าเราจริงๆ” หลิวกงกงได้ฟังฝ่าาก็ก้มหน้าถอนใจช้าๆ
คนใกล้ชิดเช่นเขาทราบดีว่าฝ่าานั้นหมายถึงอะไร ชีวิตหรูหราในวังหลวงขององค์จักรพรรดิ เทียบไม่ได้แม้กระทั่งชีวิตที่เรียบง่ายของจิ้นอ๋องผู้ที่แทบจะไม่มีบรรดาศักดิ์ได้เลย
ฝ่าามีทุกสิ่งทุกอย่าง...แต่ไม่อาจอะไรได้เลยสักอย่าง
--------------------------------
To Be Con
นามิ