บทที่ 2 ท่านยาย พี่ใหญ่ พวกท่านจะต้องตาย
ใน่ปลายปีที่หนาวเหน็บ แม้ว่าในห้องจะมีเตาถ่านลุกไหม้อยู่ แต่หลิ่วตาอิ้งก็ยังรู้สึกหนาวเข้าไปถึงกระดูก
แม่นมหวังจงใจเปิดหน้าต่างในยามค่ำคืน?
ตอนนี้เป็เดือนสุดท้ายของปี ลมเหนือพัดแรงราวกับมีดบาด ความหนาวเย็นแทรกเข้าถึงหัวใจ
อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังทนลมหนาวไม่ได้
‘เฮ้อ ต่อมาหมอหลวงบอกว่าข้าเพิ่งครบเดือน ร่างกายยังไม่แข็งแรงดี ก็โดนไอเย็นเข้าสู่อวัยวะภายใน ยากที่จะรักษา สุดท้ายไม่ถึงปีก็ทนไม่ไหว…’
‘ท่านแม่รักข้า อุ้มข้านอนด้วย แต่วันนี้เพิ่งออกเดือนก็เป็ไข้หวัด หลังจากนั้นไอติดต่อกันสามเดือน ทำให้ท่านพ่อผู้เป็ฮ่องเต้ที่ตายก่อนวัยอันควรไม่ได้เรียกพบท่านแม่เลย ท่านแม่ป่วยแต่ยังต้องดูแลข้า ตัวเองก็ไม่ได้พักฟื้นให้ดี ช่างทรมานทั้งกายและใจ’
‘ไม่นานร่างกายก็ทรุดหนัก สามปีต่อมาถูกฮ่องเต้องค์ใหม่สั่งปะา ให้ไปเป็เครื่องบรรณาการพร้อมบิดา แม้แต่แรงต่อต้านนางก็ยังไม่มี!’
หลิ่วตาอิ้งเกือบเป็ลมล้มพับ แต่เพราะอุ้มเด็กอยู่ นางจึงต้องฝืนประคองตัว
ฮ่องเต้ตเร็วขนาดนี้ และนางยังต้องตายตามไปอีก?
แต่ตอนนี้นางยังไม่มีเวลามาคิดถึงเื่ในอีกสามปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของบุตรสาว
หลิ่วตาอิ้งเงยหน้าขึ้น จ้องมองแม่นมหวังที่มีใบหน้าซื่อ ๆ ตรงหน้า ก่อนหน้านี้คนผู้นี้ขยันและซื่อสัตย์ นางคิดว่าเป็คนที่ไว้ใจได้
แต่ตอนนี้ ภายใต้เสียงในใจที่น่าในี้ นางอดสงสัยไม่ได้
แม้ว่าเสียงในใจของบุตรสาวตัวน้อยจะแปลกประหลาดผิดธรรมดา แต่ทุกคำที่พูดล้วนเหมือนเป็การเตือนนางผู้เป็มารดา
หากเป็ความจริงเล่า?
นางไม่กล้าละเลย
หลิ่วตาอิ้งจ้องมองแม่นมหวังอย่างจริงจังทันที
คืนนี้นางจะไม่ยอมให้เื่เช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด!
นางจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกของนาง!
นางอยากดูซิว่า แม่นมหวังจะกล้าขนาดนั้นหรือไม่
"ทูลพระสนม องค์ชายห้าและฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ บังเอิญพบกันที่ห้องโถงด้านหน้า"
ขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้น ขันทีน้อยคนหนึ่งก็มารายงานจากนอกห้อง
หลิ่วตาอิ้งดีใจเป็อย่างยิ่ง "เชิญพวกเขาเข้ามาเร็ว"
แต่เมื่อเห็นเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่มีสีหน้าเรียบเฉย เดินนำหน้าสตรีวัยกลางคนสามก้าว แววตาของนางก็หม่นลงอย่างรวดเร็ว
หลังจากนางเข้าวังไม่นาน ก็คลอดองค์ชายห้า และได้รับแต่งตั้งเป็สนมตำแหน่งตาอิ้ง
องค์ชายห้าก็ถูกส่งไปให้ลี่เฟย*[1] เลี้ยงดูตามธรรมเนียม
บิดาของลี่เฟยเป็ขุนนางชั้นหนึ่ง สามารถให้อนาคตที่ดีกว่าแก่องค์ชายห้าได้ดีกว่านางที่เป็มารดาแท้ ๆ ซึ่งบิดาเป็เพียงขุนนางชั้นห้าอยู่มาก
หลิ่วตาอิ้งรู้ดีว่า ลี่เฟยไม่้าให้องค์ชายห้าติดต่อกับนางผู้เป็มารดาแท้ ๆ มากนัก
มีเพียงการให้นางผู้เป็มารดาแท้ ๆ อยู่ห่างจากองค์ชายห้า ถึงจะทำให้ลี่เฟยวางใจและดูแลองค์ชายห้าด้วยความจริงใจได้
หลิ่วตาอิ้งคิดเช่นนั้น จึงพยายามระงับความยินดีบนใบหน้าที่ได้พบบุตรชายเอาไว้
"ลูกเฉิงเฉียนคารวะท่านแม่หลิ่ว"
เด็กชายวัยเจ็ดขวบในอาภรณ์สีเหลืองทอง ดวงตาเฉียบคม จมูกโด่งดั่งคมดาบ แม้ยังไม่โตเต็มวัย แต่ก็มีเค้าโครงความสง่างามของบุรุษหนุ่มแล้ว
เมื่อเขาเดินเข้ามา เห็นหลิ่วตาอิ้งทำหน้าเคร่ง สายตามองเพียงทารกในผ้าอ้อม ดวงตาของเขาก็หม่นลง
แต่ไม่นานเขาก็ก้มหน้าเยาะหยันตัวเอง ซ่อนความหม่นหมองในดวงตา แล้วทำหน้าเคร่งขึ้นมาใหม่
ท่านแม่หลิวไม่ชอบเขา ไม่ใช่เื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวันนี้
ั้แ่เขาจำความได้ นางก็ไม่เคยสนใจเขา
องค์ชายองค์อื่น แม้จะถูกส่งไปให้พระสนมอื่นเลี้ยงดู ก็ยังได้รับความเอาใจใส่จากมารดาผู้ให้กำเนิดอยู่เสมอ
ได้รับผ้าห่ม เสื้อผ้าฤดูหนาว หรืออาหารอุ่น ๆ ยามค่ำคืน ที่สำนักศึกษาหลวงมีเพียงเขาเท่านั้นในบรรดาพี่น้องที่เหมือนถูกมารดาแท้ ๆ ทอดทิ้ง
องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองต่างบอกว่ามารดาของเขาขี้ขลาด ไม่กล้าแย่งชิงเขากับลี่เฟย
ตอนนั้นเขาโกรธมาก จึงไม่คบหากับองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองที่ด่ามารดาของเขาอีกเลย!
องค์ชายห้าก้มมองพื้นกระเบื้อง
เขาเดาว่า มารดาไม่ได้กลัวลี่เฟย แต่ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับเขาเท่าไรนักต่างหาก
องค์ชายห้าหลับตาลงอย่างยากลำบาก
แต่ทันใดนั้น เขาก็ชะงัก
‘หล่อจังเลย พี่ชายของข้า~’
เฉิงเฉียนกำลังกดความเศร้าลง จะมอบของขวัญวันครบเดือนเป็หยกขาวรูปกิเลนให้น้องหญิงในผ้าอ้อมเล่น เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็แทบจะทำหยกหล่น
ใครกำลังพูด?
เฉิงเฉียนต้องอดทนเป็อย่างมากที่จะไม่มองไปรอบ ๆ ห้องของมารดา
เซียวฉู่ฉู่มองหนุ่มน้อยตรงหน้าอย่างจริงจัง แม้จะหล่อเหลาแต่ก็ดูเคร่งขรึมจนแข็งทื่อไปหน่อย
‘นี่คือพี่ชายแท้ ๆ ของข้าจริง ๆ หรือ? ์ ใบหน้านี้เมื่อโตขึ้นต้องเป็ที่หมายปองของเหล่าสตรีเป็แน่ ทั้งยังเขียนบทความได้งดงามและขี่ม้ายิงธนูได้ด้วย ภายภาคหน้าต้องเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊แน่นอน’
เซียวฉู่ฉู่ยื่นมือจะลูบใบหน้าหล่อเกลี้ยงเกลาของพี่ชายที่ดูเคร่งขรึม
‘มีพี่ชายแบบนี้ ช่างดีจริง ๆ’
องค์ชายห้าเกือบจะรักษาสีหน้าเคร่งขรึมของตนเอาไว้ไม่ได้ เขามองดูเด็กหญิงตัวน้อยผิวขาวอมชมพูที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดาอย่างละเอียด
น้องหญิงของเขากำลังพูดอยู่หรือ?
แม้เขามีความเป็ผู้ใหญ่เกินวัย แต่ไม่แสดงออกทางสีหน้า เขาแอบสังเกตหลิ่วตาอิ้งและนางกำนัล พบว่าพวกนางล้วนมีสีหน้าปกติ ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
หรือว่ามีเพียงเขาที่ได้ยิน?
ริมฝีปากที่เม้มแน่นขององค์ชายห้ากลายเป็เส้นตรงมากขึ้น
แต่ที่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย
น้องหญิงกำลังชมเขาหรือ?
เป็เื่จริงที่เขาเรียนในสำนักศึกษาหลวงอย่างตั้งใจที่สุด
เพราะเขา้าเป็องค์ชายที่โดดเด่นที่สุด เพื่อให้มารดาที่ไม่ชอบเขาหันมามองเขาสักครั้ง
หวังว่านางจะส่งผ้าห่มฤดูหนาวมาให้เขาเหมือนมารดาขององค์ชายองค์อื่น และให้รางวัลเขาด้วยอาหารว่างยามค่ำคืนในฤดูหนาว
และหวังว่าเขาจะโตเร็ว ๆ ได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้ ทำให้มารดาได้รับความเคารพตามไปด้วย และมีชีวิตในวังที่ดีขึ้น
อย่างน้อยก็ให้นางได้เลื่อนจากตำแหน่งตาอิ้งเป็เฟย!
‘เฮ้อ น่าเสียดายที่พี่ชายเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ผิด คิดว่าตนเองถูกมารดาแท้ ๆ รังเกียจจนกลุ้มใจทั้งวัน’
‘ภายหลังพี่ชายทำหน้าบึ้งในสำนักศึกษาหลวง ถูกฮ่องเต้มองว่าเป็ 'ลูกอกตัญญู เกลียดชังบิดา' 'ไม่ปรองดองกับพี่น้อง' ถูกบันทึกไว้ในบันทึกราชสำนัก จึงไม่มีโอกาสได้ครองราชย์อีกต่อไป’
สีหน้าขององค์ชายห้าเปลี่ยนไปในทันที
หลิ่วตาอิ้งเกือบเซถลา
เซียวฉู่ฉู่เพิ่งครบเดือน ยังไม่สามารถชูคอเล็ก ๆ ของตัวเองได้
มิเช่นนั้นนางคงส่ายหน้าแล้ว
นางถอนหายใจในใจ ริมฝีปากอมชมพูพ่นฟองนมออกมา
‘พี่ชายเข้าใจผิดมหันต์แล้ว ที่ท่านแม่ทำหน้าเ็าใส่ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่้าปกป้องท่านต่างหาก มิเช่นนั้นด้วยความอิจฉาของลี่เฟย หากนางคิดว่าเลี้ยงท่านไม่เชื่อง ท่านจะมีชีวิตรอดถึงวันนี้ได้อย่างไร?’
‘ท่านแม่ ท่านช่างโง่เขลาเหลือเกิน ทำไมไม่ปิดประตูแล้วอธิบายให้พี่ชายเข้าใจเสียล่ะ? มิเช่นนั้นพี่ชายก็จะไม่กลายเป็คนหน้าบึ้ง จนฮ่องเต้ผู้เป็บิดาไม่โปรด’
หลิ่วตาอิ้งรู้สึกราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็น ดวงตาแดงก่ำ
นางเกือบทำร้ายบุตรชาย เกือบทำให้เขาหลงผิดไปแล้วหรือ?
"เฉิงเฉียน..."
หลิ่วตาอิ้งมองบุตรชาย น้ำตาของนางเอ่อคลอ ดวงตาเต็มไปด้วยความเ็ปและความรักที่พยายามกลั้นไว้แต่ก็ไม่อาจกลั้นได้
องค์ชายห้าเฉิงเฉียนในตอนนี้ราวกับถูกรดด้วยน้ำอมฤต
เมื่อได้ยินเสียงในใจอันประหลาดของน้องหญิง แล้วมองสีหน้าน้ำตานองของท่านแม่ เขาถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาเข้าใจผิดไปหรือ?
"ท่านแม่!" องค์ชายห้าข่มความรู้สึก ก่อนจะคุกเข่าคำนับหลิ่วตาอิ้งอย่างจริงจัง
"วันครบเดือนของน้องหญิง ท่านคงเหนื่อยมามาก วันนี้ข้านำหยกขาวรูปกิเลนมาให้น้องหญิงขอรับ"
ตอนที่เขาครบเดือน ท่านแม่ก็คงรักเขาเช่นนี้กระมัง?
หลิ่วตาอิ้งรีบให้คนพยุงเขาลุกขึ้น
ทั้งสองมองทารกในผ้าอ้อมที่คือเซียวฉู่ฉู่ ดวงตาเต็มไปด้วยความรักและความโล่งอก
แต่ไม่นาน พวกเขาก็ชะงักค้างพร้อมกัน
‘โอ้ พี่ชายข้าช่างน่าสงสารนัก หลังจากไม่เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ก็ไม่มีวาสนากับบัลลังก์ พอฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ กลับหวาดระแวงที่พี่ชายข้าที่เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น อีกทั้งมีชื่อเสียงดีเกินไป’
‘ไม่นานฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ส่งพี่ชายข้าไปรบ ปล่อยให้เขาตายในสนามรบ’
หัวใจที่เพิ่งผ่อนคลายของหลิ่วตาอิ้งกับองค์ชายห้าก็ถูกบีบรัดอีกครั้ง!
และเช่นเดียวกับพวกเขา ในห้องโถงยังมีอีกคนที่ตกตะลึงอยู่
นั่นก็คือฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วที่เดินตามองค์ชายห้าเข้ามาั้แ่เมื่อครู่!
ผู้เฒ่าหลิ่วสอบจิ้นซื่อ*[2] เมื่อสิบปีก่อน ปีนี้ได้ตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวงขั้นห้า
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วจึงถือโอกาสวันมงคลที่หลานสาวอายุครบเดือน ยื่นฎีกาเข้าวังมาเยี่ยมบุตรสาวและหลาน ๆ ดูว่าในวังเป็อย่างไรบ้าง
แต่ใครจะคิดว่า พอนางเพิ่งก้าวเข้าห้องบุตรสาว ก็ได้ยินคำพูดประหลาดเหล่านี้เสียแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วใจนแทบช็อก
และไม่นานเสียงนั้นก็สังเกตเห็นนาง
‘เอ๊ะ? นี่คือท่านยายของข้าหรือ? ดูอ่อนเยาว์จังเลย ท่านแม่คงได้ความงามมาจากนางกระมัง?’
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วดีใจยิ่งนัก
หลานสาวที่น่ารักของนางช่างมีสายตาดีจริง ๆ
‘แต่น่าเสียดาย ท่านยายที่งดงามเช่นนี้ ทั้งครอบครัวก็ไม่มีจุดจบที่ดี’
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที “!!!”
[1] เฟย คือ ชื่อเรียกยศ ตำแหน่งสนมระดับขั้นที่สอง
[2] จิ้นซื่อ คือการสอบขุนนางจีนโดยจะแบ่งเป็สามรอบ จิ้นซื่อคือรอบที่สาม ต้องสอบต่อหน้าพระพักตร์