เมื่อเจอหลินหงเหมยเข้ามาหาเรื่อง ฉินหยวนเฟิงก็ทำหูทวนลม แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เขาขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับคนพาล จึงก้มหน้าก้มตากินบะหมี่เย็นในชามของตัวเองต่อไป
โดยไม่ต้องรอคำเชิญ หลินหงเหมยและหลินหงจวินก็ถือวิสาสะนั่งลงที่โต๊ะทันที คนพี่คว้าซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตไป ส่วนคนน้องก็ไม่น้อยหน้า หยิบชามเปล่ามาตักบะหมี่เย็นใส่เองเสร็จสรรพ หนำซ้ำหลินหงจวินยังใช้มือเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนคราบดินหยิบจักจั่นทอดในจานกลางเข้าปากหน้าตาเฉย
แม้หลินหงจวินจะอายุหกขวบแล้ว แต่เขายังใช้ตะเกียบไม่คล่อง เวลาจะกินอะไรถ้าไม่ใช้ช้อนตักก็มักจะใช้มือเปิบเอาดื้อๆ
หวังหย่าจิ้งซึ่งเป็นคุณหนูรักสะอาด พอเห็นมือดำๆ ล้วงลงไปในจานอาหาร เธอก็แทบจะขย้อนของเก่าออกมาด้วยความคลื่นไส้
“นี่! ไม่มีมารยาทเลย ทำไมใช้มือสกปรกหยิบแบบนั้นล่ะ? แล้วคนอื่นเขาจะกินต่อได้ยังไง?”
หลินหงเหมยปรายตามองอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่อยากกินก็เรื่องของเธอสิ ใครใช้ให้กินล่ะ”
“...” หวังหย่าจิ้งถึงกับพูดไม่ออก
ทิงเสวี่ยเองก็รู้สึกขยะแขยงไม่ต่างกัน “หลินหงจวิน! โตป่านนี้แล้วยังใช้มือเปิบข้าวอีก ไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง?”
หลินฉางจื้อที่นั่งเงียบอยู่ก็ไม่ชอบใจพฤติกรรมของหลินหงจวินเช่นกัน แต่ด้วยความที่เป็นผู้น้อย จึงไม่กล้าออกปากตำหนิตรงๆ เหมือนทิงเสวี่ย ได้แต่ส่งสายตาตำหนิไปเงียบๆ
“ทิงเสวี่ย... ฉันไม่อยากกินข้าวร่วมโต๊ะกับคนสกปรก” หวังหย่าจิ้งพูดพลางยกชามของตัวเองหนีไปนั่งที่อื่น
สำหรับเธอแล้ว การต้องมานั่งร่วมโต๊ะกับเด็กที่หน้าตามอมแมม เสื้อผ้าเลอะเทอะ แถมยังใช้มือสกปรกหยิบอาหารกินแบบนี้ มันเกินกว่าจะรับไหวจริงๆ
หลินหงจวินที่ถูกรังเกียจกลับไม่สะทกสะท้าน เขายังคงเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยตามประสาเด็กไม่รู้ความ แต่สำหรับหลินหงเหมยที่โตจนอายุสิบเอ็ดขวบแล้ว การถูกแสดงท่าทีรังเกียจอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ มันเหมือนการหักหน้ากันชัดๆ
หน้าของหลินหงเหมยบูดบึ้งลงทันตา “เธอหมายความว่ายังไงยะ? จะกินไม่กินก็เรื่องของเธอสิ ถ้าไม่อยากกินก็ไสหัวไปเลยไป!”
ฉินหยวนเฟิงที่พยายามสงบปากสงบคำมาตลอด พอเห็นเพื่อนถูกรังแกก็ทนไม่ไหว “หลินหงเหมย เธอควรจะรู้ตัวนะว่านี่บ้านทิงเสวี่ย ไม่ใช่บ้านเธอ หัดมีมารยาทกับแขกของเจ้าของบ้านบ้าง”
หลินหงเหมยหันขวับมาจ้องหน้าฉินหยวนเฟิงตาเขียว “ฉินหยวนเฟิง! นายเป็นใครมายุ่งอะไรด้วย? ฉันอยู่ที่บ้านอารองฉัน ก็เหมือนอยู่บ้านตัวเองนั่นแหละ! แล้วพวกนายสองคนเป็นใคร? ญาติก็ไม่ใช่! ฉันว่าพวกนายนั่นแหละที่ควรจะหัดเกรงใจเจ้าของบ้านบ้าง!”
“พอได้แล้วหลินหงเหมย!” ทิงเสวี่ยตวาดลั่น “ที่นี่บ้านฉัน ไม่ใช่บ้านเธอ! ฉินหยวนเฟิงกับหวังหย่าจิ้งเป็นเพื่อนฉัน เป็นแขกที่ฉันเชิญมา! แต่เธอกับหลินหงจวินน่ะ ฉันไม่ได้เชิญ! หน้าด้านมาขอกินฟรีไม่พอ ยังกล้ามาปากดีใส่แขกของฉันอีก น่ารำคาญที่สุด!”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและไม่ไว้หน้าของทิงเสวี่ย เปรียบเสมือนการตบหน้าสองพี่น้องฉาดใหญ่กลางวง
เธอกับเพื่อนๆ กำลังกินข้าวกันอย่างมีความสุข บรรยากาศกำลังดี จู่ๆ สองมารผจญนี่ก็โผล่มาทำลายความสุขจนพังพินาศ ใครจะไปทนไหว?
หลินหงเหมยโกรธจนตัวสั่น ทุบโต๊ะดังปัง! “นังทิงเสวี่ย! แกจะเอาแบบนี้ใช่ไหม? ตกลงแกนามสกุลหลินหรือนามสกุลฉินกันแน่? เข้าข้างคนนอกจนไม่เห็นหัวญาติพี่น้องแบบนี้ แกคอยดูเถอะ!”
พูดจบ หลินหงเหมยก็กระชากแขนหลินหงจวินลากถูลู่ถูกังเดินออกไปอย่างหัวเสีย แต่มืออีกข้างก็ไม่วายคว้าซาลาเปาติดมือไปอีกสองลูก ส่วนหลินหงจวินเองก็กำซาลาเปาที่กัดค้างไว้กับจักจั่นทอดอีกกำมือแน่นไม่ยอมปล่อย
“ทิงเสวี่ย... ญาติเธอนี่ร้ายกาจไม่ใช่เล่นเลยนะ” หวังหย่าจิ้งส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “เทียบกับหวังเถียนเถียนกับหวังเหว่ยไฉที่บ้านฉันแล้วก็พอๆ กันเลย แต่อย่างน้อยสองคนนั้นก็ยังรู้จักล้างมือล้างหน้ากว่านี้นะ”
“หลินหงเหมยไม่ค่อยมีเพื่อนคบที่โรงเรียนหรอก” ฉินหยวนเฟิงเปรยเบาๆ เขาไม่ใช่คนชอบนินทา แต่สิ่งที่เห็นมันฟ้องตัวมันเองอยู่แล้ว
หลินฉางจื้อถอนหายใจ “แม่ผมบอกว่าหลินหงเหมยกับหลินหงจวินเสียนิสัยเพราะย่าสะใภ้ใหญ่ตามใจจนเคยตัว”
“แม่เธอพูดถูกที่สุด” ทิงเสวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “ถูกตามใจจนเสียคนกู่ไม่กลับแล้วจริงๆ”
เมื่อตัวป่วนจากไป บรรยากาศความสนุกสนานก็ค่อยๆ กลับคืนมา
หลังจากอิ่มหนำสำราญ เด็กทั้งสี่คนก็พากันไปเล่นสาดน้ำ จับปลาจับกุ้งที่ริมแม่น้ำอย่างสนุกสนานจนตะวันบ่ายคล้อย
......
ระหว่างทางกลับบ้าน หลินกั๋วผิงบังเอิญเจอพี่สะใภ้ใหญ่อย่างจางเสี่ยวเสียดักรออยู่
“เจ้ารอง! แกต้องหัดอบรมสั่งสอนนังเสียวเสวี่ยบ้างแล้วนะ เด็กคนนี้นับวันยิ่งเอาใหญ่ หวงของกินกับญาติพี่น้องตัวเองยังพอว่า แต่ดันไปใจดีต้อนรับขับสู้คนนอกที่ไม่ใช่ญาติอย่างกับราชา แถมยังเข้าข้างคนอื่นมารังแกพี่น้องตัวเองอีก มันเกินไปแล้วนะ! แกจะรักลูกยังไงก็ได้ แต่อย่าตามใจจนเสียผู้เสียคน ขืนปล่อยให้ติดนิสัยแบบนี้ไปจนโต ระวังจะเสียใจทีหลัง!”
หลินกั๋วผิงฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มรับหน้าเจื่อน “ครับพี่สะใภ้ใหญ่... เดี๋ยวกลับไปผมจะคุยกับแกเอง แต่เสียวเสวี่ยมีเพื่อนเล่นบ้างก็ดีเหมือนกันนะครับ”
แม้ในใจจะรำคาญที่พี่สะใภ้ใหญ่เข้ามายุ่มย่ามเรื่องในครอบครัว แต่ภายนอกเขาก็ยังคงแสร้งทำเป็น คล้อยตามไปเพื่อตัดรำคาญ
และแน่นอนว่าพอกลับถึงบ้าน เขาไม่ได้ดุลูกสาวแม้แต่คำเดียว กลับดีใจเสียอีกที่เห็นลูกมีความสุขและมีเพื่อนเล่น ส่วนเรื่องของกินในบ้านจะพร่องไปบ้าง... จะเป็นไรไปเล่า?
.....
หวังหย่าจิ้งพักอยู่ที่หมู่บ้านต้าเหอต่ออีกเป็นสัปดาห์กว่าจะยอมกลับเข้าเมือง เพราะมัวแต่เพลิดเพลินกับการวิ่งเล่นตากแดดตากลมกับเพื่อนใหม่อย่างทิงเสวี่ยและฉินหยวนเฟิง จนผิวขาวๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำผึ้ง
วันที่แม่ของเธอมารับ หานจื่อซูถึงกับตกใจเมื่อเห็นสภาพลูกสาว
“ตายจริงจิ้งจิ้ง! แค่ไม่กี่วัน ทำไมลูกดำคล้ำขนาดนี้ล่ะ?”
หวังหย่าจิ้งหัวเราะร่าอย่างไม่ยี่หระ “หนูออกไปตะลอนเล่นข้างนอกกับพี่หยวนเฟิงแล้วก็เพื่อนใหม่ทุกวันเลยค่ะแม่ สนุกสุดๆ ไปเลย! อีกไม่กี่วันหนูขอมาอีกได้ไหมคะ?”
จากนั้นเด็กหญิงก็เจื้อยแจ้วเล่าวีรกรรมความสนุกที่ได้พบเจอในช่วงที่ผ่านมาให้แม่ฟังอย่างออกรส
เห็นลูกสาวมีความสุขและร่าเริงขนาดนี้ หานจื่อซูก็อดพลอยยินดีไปด้วยไม่ได้ “เอาสิ... ในเมื่อลูกชอบอยู่ที่นี่ งั้นต่อไปทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แม่จะพามาส่งนะ”
แม้โดยส่วนตัวแล้วหานจื่อซูจะไม่ชอบชีวิตชนบท และการกลับมาเยี่ยมบ้านสามีก็เป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องทำ แต่เธอก็ไม่คิดจะปิดกั้นความสุขของลูก และลึกๆ เธอก็อยากให้ลูกสาวสนิทสนมกับปู่ย่าให้มากขึ้นด้วย
เย็นวันนั้น เมื่อถึงเวลาต้องกลับ หวังหย่าจิ้งรู้สึกอาลัยอาวรณ์เพื่อนใหม่เป็นอย่างมาก เธอล้วงหยิบสมุดบันทึกเล่มสวยลวดลายใหม่ออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้ฉินหยวนเฟิง
“พี่หยวนเฟิง... ฝากเอาสมุดเล่มนี้ไปให้ทิงเสวี่ยหน่อยนะ บอกเธอว่า... เอาไว้สำหรับเขียนระบายความในใจ หรือจดบันทึกอะไรก็ได้ที่เธออยากเขียน”