ณ หอประชุมศิลาขาว สำนักเทพอัสนีย์ เทพอัสนีย์ได้เรียกประชุมเหล่าเทพีทั้งห้าเพื่อหารือเื่การค้นหาที่ซ่อนของอุโมงค์ทางเข้าเมืองเมฆอัคคี ที่เขานารีนิทรา
การประชุมในหอประชุมศิลาขาว ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เทพอัสนีย์นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะใหญ่ นั่งรอบข้างโดยเหล่าเทพีทั้งห้าซึ่งมีตำแหน่งเป็พระสนมและพระชายาของเทพอัสนีย์
เทพอัสนีย์เสียงเข้มและเด็ดขาด "วันนี้เรารวมตัวกันที่นี่เพื่อหาทางค้นหาที่ซ่อนของอุโมงค์เมืองเมฆอัคคี อุโมงค์นี้เป็ทางลับที่นำไปสู่เมืองแห่งความวุ่นวายและอันตราย หากเราไม่หามันให้พบ มันอาจจะเป็ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่
องค์หญิงภูติยกมือและกล่าวขึ้นว่า "ข้าขอเสนอให้แต่ละตำหนักของเราแบ่งหน้าที่ค้นหาตามแต่ละทิศของเขานารีนิทรา เราจะมีโอกาสพบทางเข้าที่ซ่อนอยู่ได้มากขึ้น"
เทพอัสนีย์พยักหน้าเห็นด้วย "เป็ความคิดที่ดี เ้าทุกคนคิดว่าอย่างไร?"
เทพวารีกล่าว "ข้าคิดว่าเราควรปูพรหมค้นหาโดยละเอียดตามที่องค์หญิงภูติเสนอ ข้าจะนำศิษย์ของตำหนักน้ำค้นทางด้านทิศใต้"
ปราชญ์ดรุณีพยักหน้า "ข้าจะนำศิษย์ตำหนักดินปูพรหมค้นทางด้านทิศเหนือ"
เทวีอัคนีกล่าวอย่างมั่นใจ "ข้าจะรับผิดชอบทางด้านทิศตะวันตก ศิษย์ของข้าล้วนเป็ผู้เชี่ยวชาญในด้านการต่อสู้และป้องกัน ข้าคิดว่าเราจะสามารถรับมือกับสิ่งที่อาจพบเจอได้"
องค์หญิงภูติยิ้มเล็กน้อย “ส่วนทิศตะวันออกเป็หน้าที่ของข้าเอง”
เทพเหมันต์กล่าวด้วยใบหน้านิ่งเฉยเปล่งเสียงนุ่มนวลและทรงพลัง "ข้าสำรวจพื้นที่บนอากาศให้เอง"
เทพอัสนีย์ "ดีมาก เมื่อตกลงกันได้แล้ว จงไปทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย และพากันหายตัวไปยังตำแหน่งที่ตกลงกันไว้ โดยมีภัทราไปในฐานะที่ปรึกษาของเทพเหมันต์
เขานารีนิทรา ณ ตำแหน่งที่ตกลงกันไว้ ทั้งห้าตำหนักพร้อมศิษย์ในสังกัดได้เริ่มปูพรหมค้นหาทางเข้าอุโมงค์ทางลับ เมฆบนท้องฟ้ามืดครึ้มเหมือนมีพลังบางอย่างสะสมอยู่ เหล่าอสูรเพลิงจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นและเข้าล้อมพื้นที่อย่างรวดเร็ว
อสูรเพลิง มีร่างกายสีดำ มีเขาคล้ายแพะ และมีไฟลุกท่วมตัว อาวุธคือการขว้างลูกไฟออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีพลังเทียบเท่าจอมเทพระดับ 4
ปราชญ์ดรุณีะโสั่งศิษย์ “ระวัง! อสูรเพลิงมาแล้ว เตรียมตัวสู้!”
ศิษย์ตำหนักดินเริ่มร่ายมนต์ป้องกัน ดึงพลังดินจากพื้นดินสร้างกำแพงป้องกันเพื่อรับการโจมตีของลูกไฟที่ขว้างออกมาไม่หยุด
เทพวารีสั่งศิษย์ตำหนักน้ำ “ใช้พลังน้ำเพื่อดับไฟและสร้างเกราะป้องกัน! เราต้องคุมจังหวะการต่อสู้ไว้ให้ดี”
ศิษย์ตำหนักน้ำร่วมมือกันสร้างกำแพงน้ำขึ้นมาเพื่อป้องกันลูกไฟของอสูร และพยายามดับไฟที่อยู่รอบตัวอสูรเพลิง แต่เนื่องจากอสูรเพลิงมีจำนวนมากและพลังที่สูงกว่าปกติ จึงทำให้ไม่ง่ายเลยในการควบคุมสถานการณ์
เทวีอัคนีกล่าวด้วยความมุ่งมั่น "ทหารศิษย์ของข้า! โจมตีด้วยพลังเพลิงที่ร้อนแรงกว่าและควบคุมไฟของพวกมันไว้!"
ศิษย์ตำหนักไฟเริ่มใช้พลังไฟโจมตีและทำลายอสูรเพลิงที่อยู่ใกล้ โดยใช้พลังไฟที่แรงกว่าในการทำลายพลังของฝ่ายตรงข้าม แต่จำนวนอสูรก็ยังมากมายและไม่หยุดที่จะเข้ามาเพิ่มอีก
องค์หญิงภูติสั่งศิษย์ตำหนักลม “ใช้พลังลมเพื่อดับไฟและสร้างกำแพงลมป้องกัน! เราต้องคุมจังหวะการต่อสู้ไว้”
ศิษย์ตำหนักลมร่วมมือกันสร้างกำแพงลมขึ้นมาเพื่อป้องกันลูกไฟของอสูร และพยายามดับไฟด้วยลมที่อยู่รอบตัวอสูรเพลิง แต่เนื่องจากอสูรเพลิงมีจำนวนมากและพลังที่สูงกว่าปกติ จึงทำให้ไม่ง่ายเลยในการควบคุมสถานการณ์
เทพเหมันต์พูดกับภัทรา "ดูเหมือนเราจะต้องระวังมากกว่านี้ ภัทรา เ้าจะดูแลศิษย์ของข้าได้หรือไม่?"
ภัทรายิ้มเล็กน้อยในขณะที่ยังคงคิดแผนในใจ "ข้ายินดีเป็อย่างยิ่ง"
เทพเหมันต์ใช้พลังอากาศธาตุและน้ำแข็งเพื่อโจมตีจากระยะไกล ฟ้าผ่าและกระแสลมเย็นปะทะกับอสูรเพลิงจำนวนมาก ขณะเดียวกันภัทราแสร้งทำเป็ช่วยเหลือศิษย์เทพเหมันต์ แต่ในใจกลับคอยดูจังหวะในการเล่นงานนางและแสดงศักยภาพของตัวเองในเวลาที่เหมาะสม
เทพเหมันต์คิดในใจ “ข้ารู้แล้วว่าเ้าคือใคร ภัทรา...เ้าเล่นเกมนี้ไปเถิด ข้าจะรอดูว่าเ้าจะทำอะไรข้าได้บ้าง”
บริเวณเขานารีนิทรา การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดระหว่างเหล่าเทพีและศิษย์ของพวกนางกับอสูรเพลิงที่เข้ามาล้อมพวกเขาในทิศต่างๆ ขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการต่อสู้ ภัทรา นางมารจิ้งจอกโลหิตที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะที่ปรึกษาของเทพเหมันต์ได้ตัดสินใจลงมือ
กลางเขานารีนิทรา เทพเหมันต์ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ศิษย์ของนาง กำลังปะทะกับอสูรเพลิงจำนวนมากที่เข้ามาโจมตีจากทุกทิศทาง การต่อสู้ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดและไร้จุดสิ้นสุด ฝุ่นและเถ้าถ่านฟุ้งกระจายอยู่รอบตัวพวกเขา
ภัทราส่งกระแสจิตถึงอสูรเพลิง "พวกเ้า! ปล่อยหมอกควันออกมา ปิดตาพวกมันซะ!"
อสูรเพลิงหลายร้อยตัวที่อยู่รอบเทพเหมันต์และศิษย์ของนางเริ่มพ่นควันดำออกมาจากปากอย่างพร้อมเพรียง หมอกควันนั้นหนาทึบและแพร่กระจายออกไปในรัศมี 500 เมตร ครอบคลุมทัศนวิสัยทั้งหมดจนมองไม่เห็นอะไรเลย
ศิษย์ของเทพเหมันต์ะโขึ้นด้วยความใ "หมอกนี้หนาทึบเหลือเกิน! ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย!"
เทพเหมันต์กวาดมือใช้พลังลมพยายามพัดหมอกควันออกไป แต่ไม่สำเร็จ เพราะหมอกหนาเกินไป "นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
อสูรเพลิงหลายพันตัวพุ่งเข้ามาล้อมรอบเทพเหมันต์อย่างรวดเร็ว นางพยายามรวบรวมสมาธิและใช้พลังในการป้องกันตัวเอง แต่ทัศนวิสัยที่มืดมิดทำให้นางเริ่มรู้สึกกังวลและหวาดกลัว จนยืนตัวแข็งไปชั่วขณะ
ภัทราแสยะยิ้มและคิดในใจ "นี่แหละโอกาสของข้า!"
ภัทรายืนอยู่ด้านหลังของเทพเหมันต์และอาศัยโอกาสนี้ ซัดเข็มมารแมงป่องเหมันต์เข้าใส่เทพเหมันต์โดยไม่มีใครสังเกตเห็น นางพยายามหลบแต่ไม่ทัน เข็มพิษเจาะเข้าที่ไหล่ซ้ายของเทพเหมันต์ และทันใดนั้นเอง พิษของเข็มมารก็เริ่มออกฤทธิ์ เทพเหมันต์ทรุดลงไปกับพื้นและสลบไปในทันที
ภัทราหัวเราะเบาๆ อย่างสะใจ "ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ!"
ภัทรารีบคว้าร่างของเทพเหมันต์ที่สลบไสลขึ้นมา แล้ววาร์ปหายตัวไปจากที่นั่นทันที จุดหมายปลายทางของนางคือเมืองเมฆอัคคี
ณ เมืองเมฆอัคคี ถ้ำแห่งความมืดมิดและอันตราย ภัทราปรากฏตัวพร้อมกับร่างของเทพเหมันต์ที่ยังคงหมดสติอยู่ นางยิ้มด้วยความสะใจที่ทำสำเร็จในสิ่งที่คิดไว้ในใจ
ภัทราพูดกับตัวเองอย่างภาคภูมิใจ "สวยแต่เย่อหยิ่งทะนงตนอย่างเ้าสมควรให้มารพยัคขาวขืนใจซะ... ยิ่งคิดข้ายิ่งสะใจนัก! วันนี้คงเป็วันของข้าเสียที"
การต่อสู้บนเขานารีนิทรายังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด เหล่าเทพีและศิษย์ของพวกนางไม่มีใครรู้ว่าเทพเหมันต์ได้ถูกลักพาตัวไปแล้วโดยภัทรา ผู้เป็มารจิ้งจอกโลหิต
ในเมืองเมฆอัคคี ภายในห้องฝึกยุทธของมารพยัคขาว ซึ่งเป็ห้องที่ล้อมรอบด้วยหินสีดำและมีอักษรมารโบราณสลักอยู่ตามผนัง มารพยัคขาวกำลังบำเพ็ญตบะอยู่ในห้องอันมืดมิดนั้น ทันใดนั้นเอง เสียงะโดังขึ้นมาจากภายนอกห้อง
หน้าประตูห้องฝึกยุทธของมารพยัคขาว นางมารจิ้งจอกโลหิตอุ้มร่างของเทพเหมันต์ที่หมดสติ มายืนะโเรียกมารพยัคขาวเสียงดังลั่น
นางมารจิ้งจอกโลหิต "มารพยัคขาว ออกมาเร็วๆ ข้ามีของดีมาให้ท่าน"
ประตูห้องฝึกยุทธเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นมารพยัคขาวที่มีรูปลักษณ์สูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาคมคาย และดวงตาคมกริบ นางมารจิ้งจอกโลหิตยิ้มเ้าเล่ห์ พร้อมกับวางแผนในใจอย่างมีเลศนัย
มารพยัคขาวขมวดคิ้ว ตื่นตัว "เ้าพูดเื่อะไร? แล้วนางผู้นั้น” มารพยัคขาวชี้ไปที่เทพเหมันต์ที่นอนหมดสติในอ้อมแขนของนางมารจิ้งจอกโลหิต
“เ้าพานางมาที่นี่ทำไม? ข้าเข้าใกล้นางไม่ได้ ทัณฑ์อัสนีจะผ่าข้าร้อยครั้ง" มารพยัคขาวกล่าว
นางมารจิ้งจอกโลหิตยิ้มเ้าเล่ห์ "ไม่ต้องกลัว ข้ามีของวิเศษสำหรับท่าน” พูดพลางหยิบ "ตะไคร้เหล็กดำ" ออกมาจากกระเป๋ามิติของนาง
"ตะไคร้เหล็กดำจากป่าลึกลับในพิภพมาร ข้าแช่ตัวกับมันในน้ำอุ่นั้แ่เด็กๆ ทัณฑ์อัสนีไม่สามารถทำอะไรข้าได้อีกต่อไป" นางมารจิ้งจอกโลหิตกล่าว
นางยื่นตะไคร้เหล็กดำให้มารพยัคขาว ซึ่งเขาก็รับมาอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มอันชั่วร้าย นางมารจิ้งจอกโลหิตยักไหล่พร้อมกล่าวสนับสนุน "คราวนี้ท่านลองหอมแก้มนางดูสิ"
มารพยัคขาวไม่รอช้า เขาโน้มตัวลงไปหอมแก้มของเทพเหมันต์ด้วยความสนุกสนาน
มารพยัคขาวหัวเราะดัง "ฮ่าๆๆๆ แก้มเต่งนิ่มและหอมเหลือเกิน! ข้าเพิ่งเจอของดีเช่นนี้ ขอขอบใจเ้ามาก"
มารพยัคขาวอุ้มร่างของเทพเหมันต์ขึ้นมาและวางลงบนเตียงแก้วภายในห้องกระจกใสทรงลูกบาศก์คล้ายตู้ปลา นางยังคงหมดสติ นางมารจิ้งจอกโลหิตยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ มองดูมารพยัคขาวที่ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกของเทพเหมันต์ออกจนเหลือแต่ชุดชั้นในสีครีมนวลที่แสดงให้เห็นผิวเนียนนวลอย่างชัดเจน
มารพยัคขาวมองดูด้วยความหลงใหล "งามจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นใครงดงามเช่นนี้มาก่อนเลย"
ทันทีที่มารพยัคขาวพยายามจะถอดชุดชั้นในของเทพเหมันต์ ทันใดนั้นเอง ก็บังเกิดฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องดังสนั่นไปทั่ว เมฆมืดครึ้มปกคลุมทั่วห้องก่อนที่สายฟ้าอัสนีจะผ่าลงมาราวกับความโกรธเกรี้ยวของ์
มารพยัคขาวะโอย่างใ "ไม่!! ข้าไม่นึกเลยว่าทัณฑ์อัสนีจะยังมีผล"
สายฟ้าอัสนีผ่าลงมาถึงร้อยครั้งใส่มารพยัคขาว ทุกครั้งที่โดนผ่า ร่างของเขากระเด็นกระดอนไปทั่วห้องกระจกใส จนผนังกระจกสั่นะเือย่างรุนแรง ในที่สุดมารพยัคขาวก็ไม่สามารถทนทานได้ และล้มลงหมดสติไปต่อหน้าร่างของเทพเหมันต์ ที่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงแก้ว
นางมารจิ้งจอกโลหิตถอนหายใจยาว "ข้าอุตส่าห์หาวิธีป้องกันให้ แต่ก็ยังไม่สามารถต้านทัณฑ์อัสนีที่รุนแรงนั้นได้..."
นางมารจิ้งจอกโลหิตหันไปมองเทพเหมันต์ที่ยังคงหลับอยู่และครุ่นคิดว่าแผนต่อไปของนางควรจะเป็อย่างไร นางรู้ดีว่าเทพอัสนีย์และเหล่าเทพีที่เหลือคงไม่อยู่เฉยแน่ เมื่อรู้ว่าพระมหาชายาของเทพอัสนีย์ถูกลักพาตัวไป
ภายในห้องกระจกใสทรงลูกบาศก์ที่ดูเหมือนตู้ปลา เทพเหมันต์นอนอยู่บนเตียงแก้วสวมเพียงชุดชั้นใน ขณะที่นางมารจิ้งจอกโลหิตยืนยิ้มเยาะเย้ยอยู่ด้านนอก มารพยัคขาวยังคงสลบอยู่ใกล้ๆ โดยมีรอยไหม้จากทัณฑ์อัสนีเต็มตัว
ภายในห้องกระจกใสทรงลูกบาศก์ เทพเหมันต์ลืมตาตื่นขึ้นมาและมองไปรอบๆ นางรู้สึกถึงความเย็นที่ตัวและเห็นว่าตัวเองเหลือเพียงบรากับกางเกงในตัวจิ๋ว มองไปที่พื้นเห็นมารพยัคขาวนอนสลบอยู่ข้างๆชุดของเธอที่ไหม้เกรียมจนแทบไม่เหลือซาก นางหันไปมองนางมารจิ้งจอกโลหิตที่ยืนอยู่นอกห้องกระจก พร้อมถามอย่างสงสัยและกังวล
เทพเหมันต์ "ที่นี่ที่ไหน? แล้วเหตุใดข้าถึงได้เปลือยเปล่าขนาดนี้?"
นางมารจิ้งจอกโลหิตยิ้มอย่างเยาะเย้ย "ท่านอยู่ในเมืองเมฆอัคคี ดีไหมที่ท่านได้พบเมืองนี้ก่อนใคร ส่วนเสื้อผ้าของท่าน... ไม่ต้องใส่หรอก มารพยัคขาวอยากจะดูท่านแบบนี้"
เทพเหมันต์ใบหน้าซีดเผือด "มารพยัคขาวทำอะไรข้าหรือเปล่า?"
นางมารจิ้งจอกโลหิตหัวเราะเบาๆ “เ้านั่นได้แต่กอดจูบท่านตอนมีเสื้อผ้าใส่เท่านั้น พอจะถอดชุดท่าน ฟ้าก็ผ่าลงมาจนสลบไปแล้ว”
เทพเหมันต์มองหน้าด้วยความโกรธ "เ้าทำอะไรกับข้า? ทำไมพลังของข้าถึงหมดไป?"
นางมารจิ้งจอกโลหิตยิ้มสะใจ "เ้าโดนเข็มมารแมงป่องเหมันต์ซัดเข้าใส่ เข็มชนิดนี้เมื่อซัดใส่ใคร ปลายที่ทำจากน้ำแข็งเหมันต์จะหักคาและสะกดพลังผู้นั้นไว้ไม่ให้สามารถใช้ได้ บัดนี้เ้ากลายเป็คนธรรมดาไปแล้ว! ฮ่าๆๆๆ"
เมื่อได้ยินคำว่า "น้ำแข็งเหมันต์" เทพเหมันต์ก็รู้ทันทีว่ามีวิธีที่จะกู้คืนพลังของตนเอง นางนั่งลงทำสมาธิ หลอมรวมปราณน้ำแข็งเหมันต์ของตนกับปลายเข็มที่เป็น้ำแข็งเหมันต์เข้าด้วยกัน
นางมารจิ้งจอกโลหิตมองดูด้วยสายตาดูถูก "ไม่มีผลอะไรหรอกนะ นั่งสมาธิแก้ไขอะไรไม่ได้ มีเพียงข้าผู้เดียวเท่านั้นที่จะดึงหัวเข็มที่หักคาออกมาได้"
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ความเงียบงันในห้องกระจกใสทรงลูกบาศก์ถูกทำลายด้วยแสงสว่างเจิดจ้าที่พุ่งออกมาจากตัวเทพเหมันต์ แสงนั้นค่อยๆ สว่างขึ้นจนกระทั่งเกิดการะเิที่รุนแรง ทำให้ห้องกระจกแตกกระจายออกเป็ฝุ่นผงในทันที นางมารจิ้งจอกโลหิตที่ยืนอยู่ใกล้ๆ โดนแรงะเิกระแทกจนกระเด็นและสลบไป
บัดนี้เทพเหมันต์ได้ทะลวงพลังผ่านขั้นมหาเทพระดับ 18 แล้ว นางลุกขึ้นยืนเหนือซากกระจกที่แตกกระจาย มองดูร่างของมารพยัคขาวที่นอนสลบอยู่แทบเท้านางในตอนนี้ทำให้อดไม่ได้ที่จะเกิดโทสะขึ้นมาในทันที
นางนั่งลงจิกผมมารพยัคขาวขึ้นมาแล้วกล่าวเบาๆทั้งน้ำตาด้วยความขมขื่นใจกับร่างที่สลบไสลอยู่นั้นว่า “ข้าเกลียดท่านเหลือทน ท่านนี่มันไม่ใช่ลูกผู้ชายรังแกสตรีผู้ไม่มีทางสู้ ความแค้นนี้ข้าจะฆ่าท่านในวันนี้เสียก็ย่อมได้ แต่ถ้าข้าทำคนไม่มีทางสู้ก็คงไม่ต่างจากท่าน”
นางคิดตรึกตรองในใจว่า “ถ้าจะจับมารพยัคขาวไปพร้อมกับนางมารจิ้งจอกจะดีไหม แต่ถ้าทั้งสองฟื้นขึ้นมาพร้อมกันคงยากที่จะรับมือ งั้นถ้าจับมารพยัคขาวไป มารจิ้งจอกก็คงจะหนีไปทำให้ไม่สามารถจับนางมาลงโทษตามกฏของวังได้ เอาเป็ว่าจับนางมารจิ้งจอกไปน่าจะดีกว่าถึงฟื้นมาก็สู้ได้สบาย แต่ถ้าเป็มารพยัคขาวคงยากที่จะชนะเพราะพลังตอนนี้ฟื้นตัวได้เพียง 1 ส่วนเท่านั้น” เทพเหมันต์มองดูร่างของนางมารจิ้งจอกโลหิตที่นอนสลบอยู่ ในใจกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่างแล้วยิ้มเล็กน้อย นางเดินไปที่ร่างของนางมารจิ้งจอกโลหิตและค่อยๆ เปลื้องเสื้อผ้าของนางมารออกมา
เทพเหมันต์ยิ้มอย่างมีเลศนัย "ข้าไม่ได้อยากจะแก้แค้นเ้าหรอกนะ ข้าแค่้าเสื้อผ้าของเ้ามาใส่เท่านั้น"
นางสวมใส่ชุดของนางมารจิ้งจอกโลหิตซึ่งมีขนาดพอดีกับร่างกายของนาง โชคดีที่ทั้งสองคนมีรูปร่างที่ใกล้เคียงกัน "นางมารจิ้งจอกโลหิตแม้จะเป็มาร แต่ก็เป็ผู้หญิงที่สวยและรูปร่างดีทีเดียว" เทพเหมันต์พึมพำเบาๆ พร้อมหัวเราะเล็กน้อย
"เ้าก็สวยไม่เบานะ... น่าเสียดายที่เป็มาร" เทพเหมันต์กล่าว
หลังจากที่เทพเหมันต์สวมชุดเสร็จแล้ว นางยื่นมือออกไปสร้างมิติพลังอัสนีดาราเพื่อเคลื่อนย้าย นางอุ้มร่างของนางมารจิ้งจอกโลหิตที่สลบอยู่ขึ้นมาแล้วก้าวเข้ามิติที่สร้างขึ้นนั้น ก่อนที่มิติจะปิดลง นางหันไปมองเมืองเมฆอัคคีอีกครั้ง
"ข้าจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับความยุติธรรมที่แท้จริง" เทพเหมันต์กล่าว
มิติพลังอัสนีดาราปิดลง นำร่างของเทพเหมันต์และนางมารจิ้งจอกโลหิตกลับไปยังพระราชวังอัสนีดารา เพื่อเริ่มต้นการไต่สวนและการตัดสินของผู้ที่ทำผิดในครั้งนี้...