“นั้นขบวนของฮ่องเต้แคว้นไหน? ถึงดูยิ่งใหญ่นัก”
กลุ่มผู้คนพากันเดินออกมามุงดูขบวนกองทัพขนาดย่อม ร่วมร้อยกว่าคน ทุกคนมีท่าทางขึงขังแผ่จิตสังหารออกมาเป็นระยะ ตลอดเวลาทหารทุกคนทั้งหมดใส่ชุดสีดำกับหน้ากากสีเงิน ชวนให้ขนหัวลุกบวกกับอากาศที่หนาวเย็นในฤดูหนาว หนาวเหน็บยิ่งขึ้นไปอีก
“นั้นหาใช่ขบวนฮ่องเต้อะไรที่ไหนกันเล่า พวกเจ้าไม่เห็นตราของพรรคพยัคฆ์ทมิฬที่อยู่ข้างรถม้าหรืออย่างไร แล้วนั้นพวกคนชุดดำนั้นคงจะใช่กองทัพปีศาจของจักรพรรดิปีศาจเป็นแน่”
เมื่อคนนึงเอ่ยคนที่เหลือก็พากันพยักหน้า ใครบ้างไม่รู้จักจักรพรรดิปีศาจที่ฆ่าคนได้เพียงฝ่ามือเดียว มีพลังมากมายถึงเพียงนั้นหากใครทำอะไรให้เขาไม่พอใจก็ได้ตายอย่างอเน็จอนาจแล้ว
“งั้นเจ้าว่าใครอยู่ในนั้น ข้าเคยได้ยินมาว่าจักรพรรดิปีศาจไปมาไร้ร่องรอย ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว ที่อยู่นั้นข้าว่าต้องไม่ใช่จักรพรรดิปีศาจแน่ๆ”
“นั้นสิข้าก็ได้ยินมาแบบนั้นเช่นกัน”
คนที่เคยได้ยินข่าวลือก็พากันพูดขึ้นมาเซ็งแซ่จนจับประโยคไม่ได้
“แล้วกองทัพปีศาจมาทำอะไรที่แคว้นหนานกันล่ะ?”
เมื่อคนนึงสงสัยคนอื่นๆ ก็พากันสงสัยไปด้วยเพราะพรรคอันดับหนึ่งอย่างพรรคพยัคฆ์ทมิฬปกติแล้วไม่วุ่นวายกับแคว้นไหนเป็นพิเศษ ถึงจะมีสาขาอยู่ทุกแคว้น แต่ก็ไม่เคยเห็นเคลื่อนไหวยิ่งใหญ่เอิกเกริกเช่นนี้ครั้งนี้
“ข้าจะไปรู้ได้ไง”
“หรือว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ได้! ข้าต้องกลับบ้านไปบอกเมียข้าแล้ว เก็บของ!หนีไปจากที่นี่กันเถอะ"
“เก็บของ! ข้าไม่อยู่แล้ว! กองทัพปีศาจบุกแล้วหนีเร็วพวกเรา!!”
“ข้าไปด้วย รอข้าด้วยสิ”
เมื่อไม่มีใครให้คำตอบได้ทุกคนก็รีบกลับบ้านเก็บของดูวุ่นวายไปหมด
“พี่หานฟงมันไม่สะดุดตาไปหรือเจ้าคะ ข้าว่าเราน่าจะมากันเงียบๆ นะเจ้าคะ”
หวังลี่เหยายืนจดๆ จ้องๆ อยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมสาขาหนึ่งที่เป็นสาขาของพรรคพยัคฆ์ทมิฬในแคว้นหนาน นางขัดเขินทำตัวไม่ถูก เกิดมา2ชาติก็ไม่เคยจะต้องอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆแบบนี้เลยสักครั้ง เท่านั้นยังไม่พอจำนวนองครักษ์มากมายที่อยู่รายล้อมยิ่งทำให้นางดูเด่นกว่าเดิมอีก
“ทำไมงัันหรือ?”
เว่ยหานฟงถามนางด้วยคำงุนงงมองร่างเล็กที่มองตาเขียวใส่เขา
“ข้าไม่ชอบให้คนจับจ้องมากมายข้าอึดอัดเจ้าคะ”
นางมองไปที่เว่ยหานฟงที่ตอนนี้ใส่หน้ากากสีทองเสื้อคลุมสีดำดูแปลกตาหากแต่ดูสง่างาม สูงส่งชวนมอง แต่งตัวขนาดนี้ใครบ้างจะไม่มอง
“หากเหยาเอ๋อร์ไม่ชอบพี่ให้คนไปไล่พวกเขาไปดีหรือไม่?”
เขามองไปรอบๆ บริเวณด้านหน้าส่งสายตาประกายคมกล้าสะท้อนวูบนึง
“จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรกัน ท่านจะมาวางอำนาจแบบนี้ไม่ถูกต้องนะเจ้าคะ นี่เป็นที่ของพวกเขามาก่อน และที่นี่มันคือโรงเตี๊ยมของท่านไม่ใช่หรือ ในเมื่อพวกเขามาก่อน เรามาทีหลังก็ต้องรอ รู้จักคำว่ารอคอยไหมเจ้าคะ เอาเถอะไม่องไม่อายแล้ว เราเข้าไปข้างในเถอะเจ้าค่ะ คุณมองกันใหญ่แล้ว”
หวังลี่เหยาตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในโรงเตี๊ยม ระหว่างที่โต้เถียงเล็กน้อยกับเว่ยหานฟงนางหันหน้าไปอีกที กลุ่มคนที่มุงอยู่เมื่อกี้ไม่รู้หายไปไหนกันหมด ทั้งโรงเตี๊ยมก็เลยมีแต่นางกับกลุ่ม องครักษ์ของนางก่อนเดินทางเว่ยหานฟงมอบหมายงานบางส่วนให้องครักษ์ของนางซึ่งนางก็เห็นด้วย หากเดินทางมาทั้งหมดพร้อมกันคงดูไม่ดีนัก
กลุ่มแรกกลับไปประจำสาขาต่างทำหน้าที่ส่งข่าวหากมีอะไรเกิดขึ้นกลุ่มนี้จะรู้เป็นคนแรก
กลุ่มที่2ทำหน้าที่สืบหาที่ฝังศพและลำเลี่ยงศพของครอบครัวนางรอนางไปทำพิธีก่อนนำไปฝังที่หุบเขาพิษ
กลุ่มที่3ทำหน้าที่เหมือนองครักษ์เงาคอยแทรกซึมอยู่รอบๆ ตัวนาง
กลุ่มที่4ก็คือกลุ่มที่เดินทางมาพร้อมกันกับนาง
ส่วนที่เหลืออยู่ประจำสาขาใหญ่ที่อยู่ระหว่างเขตชายแดนทั้งสามแคว้น
ส่วนเรื่องระบบจัดการภายในพรรคพยัคฆ์ทมิฬ นางมอบให้เป็นหน้าที่ของเว่ยหานฟงเหมือนเดิม เพราะนางความสามารถไม่ถึง บอกเลยตามตรง ชีวิตก่อนเคยเป็นแต่ลูกจ้างรอรับฟังคำสั่ง มาตอนนี้จะให้มาสั่งคนอื่น แถมไม่ใช่น้อยๆอีก นางขอบายดีกว่า นางมีเรื่องสำคัญที่นางทำได้ และต้องทำเร่งด่วนที่สุดก็คือเรื่องของเว่ยหานฟงก็คือเรื่องของนางที่ต้องจัดการ
หลายวันที่ผ่านมาระหว่างการเดินทางมันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ในการรักษาพิษในร่างกายของเขา เพราะนางรู้แล้วว่าต้องให้เขาแช่สมุนไพรถึงจะได้ผลรวดเร็วที่สุด หวังว่าคราวนี้นางจะสามารถรักษาเขาได้เหมือนกับตอนรักษากระต่าย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น เพราะเป็นครั้งแรกที่นางใช้พลังเวทย์รักษาคน
เมื่อคิดว่าจะได้เขาเป็นคนแรกที่ได้ลองพลังเวทย์ของตัวเองในคืนนี้ หวังลี่เหยาแอบมองไปที่เว่ยหานฟงด้วยสายตาลุ่มลึกโดยที่เขาไม่รู้ตัว
‘คืนนี้ท่านต้องโดนข้าจัดการแน่!’