หลังจากเปิดประตูเข้ามาภายในก็จะสามารถมองเห็นห้องรับแขกและห้องครัวส่วนตัวแสนสวยที่เชื่อมต่อกันของเธอ ถึงแม้ชั้นล่างจะมีห้องครัวขนาดใหญ่ แต่มู่หลันก็ยังอยากจะมีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับทำอาหารให้ตัวเองและคนใกล้ชิดและยังใช้สำหรับถ่ายคลิปสอนทำอาหารและไลฟ์สดทางอินเทอร์เน็ตของเธออีกด้วย
ครัวนี้จึงไม่ใช่เพียงห้องครัวเรียบๆ ธรรมดาเพียงเท่านั้น แต่มันดูดีและมีขนาดใหญ่สมศักดิ์ศรีเซเลบริตี้เชฟสาวชื่อดังอย่างมู่หลัน เพราะสร้างให้เป็นแบบครัวยุโรปที่มีอุปกรณ์ทำอาหารทั้งคาวและหวานครบครัน และมีเคาน์เตอร์ท็อปหินอ่อนราคาแพงระยับตั้งอยู่ตรงกลางอีกด้วย
มู่หลันเดินมานั่งที่ชุดโซฟาที่นั่งแสนสบายของเธอ “เอ๊ะ! นี่มันกระดาษอะไรเนี่ย? จำได้ว่าเราไม่เคยวางอะไรไว้บนโต๊ะกาแฟก่อนจะไปฮ่องกงนะ” มู่หลันพูดกับตัวเองด้วยความแปลกใจ จากนั้นจึงหยิบขึ้นมาอ่านข้อความที่อยู่บนกระดาษแผ่นนั้น
“อะไรเนี่ย นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกใช่ไหม ตายไปแล้ววิญญาณไปสิงร่างคนอื่นแล้วยังมีมิติแถมให้ติดตัวมาอีก แบบนี้มันมีแต่ในนิยายแนวทะลุมิติที่เธอเคยอ่านชัด ๆ ” มู่หลันอ่านแล้วก็ถึงกับโมโหหน้าดำหน้าแดง
เพราะเธอเพิ่งจะรู้ว่าเธอตายทั้งที่ชะตายังไม่ถึงฆาตและนี่ก็ไม่ใช่ความฝัน! แต่เป็นเพราะความผิดพลาดของใครบางคนและผิดพลาดยังไงก็ไม่มีเขียนอธิบายเอาไว้เลยสักนิด และคนที่รับเคราะห์อย่างเธอก็ไม่รู้จะไปถามความเอากับใครได้ นอกจากว่าจะลองจุดธูปเรียกใครบางคนที่น่าจะเป็นยมทูตมาถาม แต่ว่าจะยอมมาไหมล่ะนั่น ตัวเธอเองแม้จะเพิ่งผ่านความตายมาหยก ๆ แต่ก็ไม่อยากที่จะเจออะไรที่ไม่ใช่คนธรรมดาซะด้วยสิ
“เธอนี่มันช่างซวยเสียจริงนะมู่หลัน” มู่หลันพูดประชดใส่ตัวเองด้วยความละเหี่ยใจ เพราะนอกจากจะทำให้เธอตายไวก่อนหมดอายุขัยแล้วยังถือวิสาสะส่งวิญญาณเธอมาเข้าร่างของมู่เสี่ยวหลันผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในช่วงเวลาของยุค 1970 ที่หมดอายุขัยจากอาการหัวใจวายในขณะที่กำลังคลอดลูกฝาแฝดพอดี
แล้วทำไมไม่ถามความสมัครใจของเธอเสียก่อนล่ะว่าอยากจะมาอยู่ที่นี่หรือไปเกิดใหม่! มิน่าล่ะเธอถึงต้องมาช่วงเบ่งคลอดลูกให้คนอื่นแบบงง ๆ อย่างนี้ พอนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นมู่หลันก็ไม่รู้ว่าเธอควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับเรื่องพิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยให้สาวจากยุค 2021 ที่เคยชินกับความศิวิไลอย่างเธอ มาอยู่ในยุคที่ล้าหลังและกันดารแบบนี้แล้วยังมอบมิติแห่งนี้ติดตัวมาด้วย มู่หลันไม่ได้กลัวอดตายเพราะเธอมั่นใจในความสามารถของตนเอง แต่เธอก็ไม่ได้อยากกลับไปใช้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเหมือนกับชีวิตก่อนตอนที่ยังอายุน้อยอีกแล้ว
แต่….การชดใช้ด้วยการทำให้คำขอของเธอเป็นจริง ด้วยการแถมลูก ๆ กับสามีให้เธอ ตามที่เคยไปบนบานศาลกล่าวขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก่อนหน้านี้ มารดามันเถอะ! นี่ไม่คิดจะถามความสมัครใจของเจ้าตัวก่อนเลยสักนิดเลยรึไงกัน! ถึงเธอจะอยากมีครอบครัวเป็นของตัวเองแต่นั่นหมายความว่าเธอเลือกหามาด้วยตัวเองไม่ใช่ถูกยัดเยียดให้มาแบบนี้สักหน่อย
“แม้ว่าตามดวงชะตาในชีวิตเดิมฉันจะไม่มีคู่ชีวิตแต่ก็จะมีชีวิตที่ยืนยาว และคนที่ใจดีมีศีลธรรมแบบฉันรับรองว่าตายไปย่อมได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน ฮึ๊” มู่หลันพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างแรงด้วยความไม่พอใจ
“แล้วจะทำอย่างไรกับลูก ๆ และสามีที่ได้มาแบบไม่รู้ตัวนี่ดีนะ” มู่หลันรำพึงรำพันกับตัวเอง
แต่คิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาในเมื่อทุกอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้วเธอก็คงจะต้องยอมรับมันและใช้ชีวิตให้ดีต่อไปในอนาคต อย่างน้อยถึงเธอจะตายแบบกะทันหันไม่ทันได้สั่งเสียก่อนตาย แต่เธอก็ไม่มีห่วงจากโลกเดิม ทรัพย์สมบัติของเธอก็ทำพินัยกรรมมอบให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งหมดแล้วเพราะไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้วในเมื่อถูกทิ้งตั้งแต่เกิดให้เป็นเด็กกำพร้าแบบนั้น
‘อยู่ดี ๆ ก็มีลูกมีผัวแบบไม่ทันตั้งตัว เป็นไงล่ะยัยหลันหลันอยากปากดีไปขอดีนัก แล้วสามคนนี้ก็ยังเป็นสามีกับลูกของเจ้าของร่างที่วิญญาณของเธอเข้ามาครอบครองอยู่ในปัจจุบัน นี่เธอรับเซ้งมาทั้งร่างพร้อมกับลูกและสามีเลยนะเนี่ย เหอะ เหอะ เด็กสองคนยังพอว่าแต่ตัวพ่อจะหน้าตาเป็นแบบไหน นิสัยดีหรือไม่เธอก็ยังไม่รู้เลย ’
พอคิดมาถึงตรงนี้ มู่หลันก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดดดดดขึ้นมาทันที พร้อมกับภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ของเจ้าของร่างที่เธอครอบครองอยู่ในตอนนี้ปรากฎขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนกว่าจะรับข้อมูลทั้งหมดมู่หลันก็ปวดหัวจนแทบจะหมดสติไปอีกครั้ง
……….
จากภาพความทรงจำที่ได้เห็นมาก่อนหน้านี้ ทำให้มู่หลันรู้ว่ามู่เสี่ยวหลันนั้นเป็นผู้หญิงที่ฉลาดเลือกเลยทีเดียว
เพราะเดิมทีมู่เสี่ยวหลันเป็นหนึ่งในยุวปัญญาชนหญิงจากเมืองใหญ่ที่ถูกส่งมาใช้แรงงานในชนบท ถึงแม้ครอบครัวมู่จะมีลูกชายอีกสองคนและมู่เสี่ยวหลันจะเป็นลูกสาวคนกลางที่เป็นลูกคนที่สองของครอบครัวมู่ แต่เธอกลับถูกส่งมาใช้แรงงานแทนลูกชายอีกสองคนด้วยเหตุผลว่า ลูกชายคนโตคืออนาคตของครอบครัวเขาต้องศึกษาเล่าเรียน ส่วนลูกคนสุดท้องอายุยังน้อยอีกทั้งยังต้องเรียนหนังสือต่อเช่นกัน
มู่เสี่ยวหลันในขณะนั้นอายุสิบหกปีกำลังเรียนชั้นมัธยมปลายปีหนึ่งและเรียนจบมัธยมต้นแล้ว เธอที่เป็นทั้งพี่สาวและน้องสาวควรจะเสียสละเพื่อครอบครัว แล้วเมื่อเธอกลับมาพี่ชายและน้องชายก็จะดูแลเธอที่ต้องเป็นตัวแทนถูกส่งตัวไปชนบทเช่นกัน แม้ว่าตอนนั้นพวกเขาจะไม่รู้เลยว่าอีกนานแค่ไหนเธอถึงจะได้กลับมา
เด็กสาวอายุเพียงสิบหกปีที่ไม่เคยทำงานหนักเลยในชีวิตนอกจากงานบ้านทั่วไป จู่ ๆ ก็ต้องมาทำนาที่ชนบทห่างไกลมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าหนึ่งใบกับเงินไม่ถึงห้าสิบหยวนติดตัวมาเท่านั้น เมื่อมาถึงเธอต้องมาอยู่ร่วมกับยุวปัญญาชนคนอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นคนแปลกหน้าในบ้านสภาพซอมซ่อ ต้องออกไปทำงานในนาแทบไม่มีวันหยุดเพื่อแลกกับอาหาร ต้องหาบน้ำใช้ ทำกับข้าวและผ่าฟืนอยู่หลายเดือน
โชคดีที่เธอเป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างหน้าตาดี มู่เสี่ยวหลันนั้นมีใบหน้าเรียวรูปไข่ ตาหวานกลมโต จมูกโด่งรับกับรูปหน้า ริมฝีปากอมชมพูเป็นกระจับ เรียกว่าเธอสวยเป็นอันดับต้น ๆ ในหมู่ผู้หญิงของหมู่บ้านละแวกนี้เลยทีเดียว
เพราะเป็นหญิงสาวหน้าตาดีจึงมีหนุ่ม ๆ มาให้ความสนใจและเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเธออยู่บ่อยครั้ง สร้างความอิจฉาและไม่พอใจให้กับสาว ๆ หลายคน แม้พวกเธอจะพูดจากระแทกแดกดันกลั่นแกล้งเธอบ้าง แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรรุนแรงเพราะกลัวโดนหน่วยงานลงโทษ และถึงมู่เสี่ยวหลันจะไม่พอใจอย่างไรแต่เธอก็ต้องอดทนและอยู่ร่วมกับคนเหล่านั้นต่อไป
จนกระทั่งเธอได้ยินชาวบ้านโดยเฉพาะผู้หญิงไม่ว่าจะสาวหรือแก่ แม้กระทั่งยุวปัญญาชนหญิงหลายคนต่างก็พูดถึงลูกชายคนโตของบ้านตระกูลเว่ยหรือเว่ยอี้หาน ที่ไม่เพียงจะตัวสูงและหน้าตาหล่อเหลาแต่เขายังเป็นทหารที่มีเงินเดือนอีกด้วย ทำให้ความเป็นอยู่ของบ้านเว่ยค่อนข้างดีกว่าหลาย ๆ ครอบครัว และถึงแม้ว่าเขาจะมีพ่อแม่น้องชายและน้องสาวอีกสามคนให้ต้องดูแล
แต่น้องสาวสองคนและน้องชายคนเล็กต่างก็โตจนอายุสิบกว่าปีกันหมดแล้ว อีกไม่นานน้องสาวก็คงจะแต่งงานออกไป และน้องชายก็สามารถช่วยเหลือทำงานได้ เว่ยอี้หานจึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมของสาว ๆ และพ่อแม่ที่มองหาคู่ให้เด็กสาวบ้านตัวเอง ใคร ๆ ต่างก็ต้องการแต่งงานกับเว่ยอี้หานซึ่งขณะนั้นอายุสิบแปดปีและสามารถแต่งงานได้แล้ว
ปัญญาชนชายหญิงหลายคนถึงแม้จะดูแคลนคนชนบท แต่เมื่อต้องอยู่ในที่กันดารและห่างไกลเป็นเวลานาน และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หรือนานแค่ไหนพวกเขาจะได้ย้ายกลับเข้าไปในเมือง หรืออาจจะต้องอยู่ที่นี่จนตาย เมื่อพวกเขามีอายุมากขึ้น บางคนก็พบรักแต่งงานกันเอง บางคนก็แต่งงานกับลูกหลานชาวบ้านที่นี่
เพราะอย่างน้อยครอบครัวภรรยาหรือสามีก็จะช่วยดูแลพวกเขา และพวกเขาสามารถย้ายเข้าไปอยู่ร่วมบ้านกับคู่ครองของตนเองได้ ไม่ต้องอยู่แออัดที่บ้านที่ทางคอมมูนจัดสรรให้ เพราะบางหลังนั้นแม้จะเรียกว่าบ้านแต่สภาพกลับทรุดโทรมไม่ต่างจากเล้าหมูเลยด้วยซ้ำ หลาย ๆ คนจึงลงหลักปักฐานแต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นี่
มู่เสี่ยวหลันเมื่ออยู่ที่หมู่บ้านสุ่ยหนานมานานวัน ได้รู้ได้เห็นมากขึ้นประกอบกับเธอรู้สึกสิ้นหวังกับครอบครัวของตัวเอง พวกเขาใจร้ายกับเธอถึงขนาดส่งเธอที่เป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่อายุเพียงแค่สิบหกปีมาอยู่ในสถานที่ที่ลำบากจนเธอร้องไห้อยากจะฆ่าตัวตายก็หลายครั้ง พี่ชายที่อายุมากกว่าหนึ่งปีกลับได้อยู่ในเมืองกับครอบครัว ส่วนน้องชายคนเล็กก็อายุสิบสี่เกือบจะสิบห้าปีแล้ว แต่เธอกลับต้องเป็นคนเสียสละและถูกส่งมาที่หมู่บ้านสุ่ยหนานแห่งนี้
เมื่อได้ยินผู้หญิงหลายคนทั้งสาวและแก่ต่างก็ชอบพูดถึงและชื่นชมเว่ยอี้หาน แม้ว่าจะไม่เคยเจอหน้ามาก่อน เพราะเธอเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานยังไม่ถึงครึ่งปีเลยด้วยซ้ำ และเว่ยอี้หานก็ต้องประจำการอยู่ในกองทัพ ในหนึ่งปีเขาจะกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่หมู่บ้านสุ่ยหนานเพียงสองหรือสามครั้งเท่านั้น แต่มู่เสี่ยวหลันก็คิดว่าเขาคือตัวเลือกหลักและดีที่สุดแล้วในบรรดาชายหนุ่มที่มาชื่นชอบเธอ และเธอก็รู้จักอยู่ที่นี่ แม้จะเพียงแค่ชื่อก็ตาม
มู่เสี่ยวหลันคิดว่าการแต่งงานกับผู้ชายคนนี้น่าจะช่วยให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้นขณะที่อยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ได้ และเธอก็อาจจะไม่ต้องทำนาอีกต่อไป หรือเธออาจจะย้ายตามเขาไปอยู่ที่ค่ายทหาร แม้ว่าจะไม่สะดวกสบายแต่ก็คงจะดีกว่าต้องทำนาที่นี่
เมื่อตัดสินใจได้อย่างนั้นแล้ว ระหว่างที่รอเจอตัวจริงของเว่ยอี้หาน มู่เสี่ยวหลันจึงเริ่มสืบเรื่องครอบครัวของเขา โดยการเข้าไปทำความรู้จักกับนางหลิวซื่อหรือหลิวฟาง ทำให้เธอรู้ว่าครอบครัวตระกูลเว่ยนั้นมีสมาชิกทั้งหมดหกคน
หัวหน้าครอบครัวคือพ่อเว่ยหรือเว่ยชิงเทียนอายุสามสิบหกปี(ปัจจุบัน38)เท่ากันกับนางหลิวซื่อผู้เป็นภรรยา ส่วนเป้าหมายของเธอ เว่ยอี้หานลูกชายคนโตอายุสิบแปดปี ลูกคนที่สองและเป็นลูกสาวคนโตเว่ยชิงชิงอายุสิบสี่ปี คนที่สามเว่ยอิงอิงอายุสิบสามปี ส่วนลูกชายคนเล็กเว่ยอี้หยางอายุเพียงสิบปีเท่านั้น นั่นคือเมื่อสองปีที่แล้ว
เมื่อทำความรู้จักกับนางหลิวซื่อแล้วเธอก็ค่อย ๆ มีโอกาสได้เจอกับสมาชิกในครอบครัวเว่ยคนอื่น ๆ ทำให้มู่เสี่ยวหลันได้รู้ว่าแม้พวกเขาจะจนและเป็นครอบครัวชาวนาแต่พวกเขานี้ก็ส่งลูกเรียนหนังสือทุกคน แม้แต่พ่อเว่ยเองก็เรียนจบชั้นประถม
ทำให้มู่เสี่ยวหลันพอใจมากยิ่งขึ้นเพราะเธอไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วมกับคนไร้การศึกษาหรือไม่รู้เรื่องอะไรเลย มีแค่เพียงแม่เว่ยที่ไม่ได้เรียนหนังสือแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะหลังจากที่คุยกันมาหลายครั้งนางหลิวฟางค่อนข้างเป็นหญิงชาวบ้านที่มีเหตุผลพอสมควร หากต้องแต่งไปแล้วมีแม่สามีไร้เหตุผลหรือชอบบงการ เธอคงจะทนไม่ได้ เพราะแค่ต้องแต่งเข้าตระกูลชาวนาเธอก็ฝืนใจจะแย่อยู่แล้ว
หากมู่เสี่ยวหลันไม่ถูกส่งมาอยู่ที่หมู่บ้านสุ่ยหนานแห่งนี้ หญิงสาวจากในเมืองใหญ่ที่มีการศึกษาอย่างเธอไม่มีทางลดตัวลงมาแต่งงานกับคนชนบทแน่นอน ด้วยคุณสมบัติที่มีประกอบกับรูปร่างหน้าตาของเธอ มู่เสี่ยวหลันมั่นใจว่าเธอสามารถหาคู่ครองที่เหมาะสมได้ไม่ยากหากเธอยังอยู่ที่ในเมืองตอนนี้
แต่ความจริงกับความหวังนั้นต่างกัน สภาพชีวิตและความลำบากในตอนนี้ทำให้มู่เสี่ยวหลันไม่มีทางเลือกมากนัก หากไม่เลือกแต่งงานแล้ว เธอก็ต้องทำงานหนักแบบนี้ทุกวัน แม้จะมีบางครั้งที่มีชายหนุ่มมาเสนอตัวช่วยเหลือ และเธอก็ไม่เคยขอร้องให้ผู้ชายเหล่านั้นมาช่วยเธอ แต่ใครจะโง่ปฏิเสธหากมีคนมาเสนอตัวช่วยเหลือตนเองทำงานล่ะ
เพราะเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง งานขุดและแบกหามในไร่นาแบบนี้มันหนักมาก แม้ว่าต้องทำอยู่เป็นประจำแต่หากเลือกได้เธอก็ไม่อยากทำมันเลยสักนิด
เมื่อเห็นว่ามีคนให้ความช่วยเหลือมู่เสี่ยวหลันบ่อย ๆ พวกผู้หญิงที่ต้องทำงานเหมือนกันต่างก็พากันอิจฉามู่เสี่ยวหลัน และมีบางคนที่เดิมทีก็ไม่พอใจที่เธอหน้าตาสวยและดูดีกว่าตนเองอยู่แล้ว ผู้ชายบางคนที่พวกหล่อนหมายตาไว้กลับคอยมาอาสาให้ความช่วยเหลือมู่เสี่ยวหลันตอนทำงานทั้งงานในไร่นาและงานส่วนตัวที่บ้านพักเพราะต้องการทำคะแนนกับสาวสวยอย่างมู่เสี่ยวหลัน จึงยิ่งทำให้พวกหล่อนไม่พอใจเธอมากขึ้นไปอีก
แม้เพื่อนปัญญาชนหลายคนจะเป็นคนดีจริง ๆ แต่มู่เสี่ยวหลันก็เพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งปีเธอจึงไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก คนที่ไม่ชอบเธอจึงคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งหรือพูดจากระทบกระเทียบเธออยู่บ่อย ๆ แม้ว่ามู่เสี่ยวหลันจะพยายามอดทนและไม่ตอบโต้ แต่ความอดทนมันก็มีขีดจำกัด การที่ต้องอยู่ร่วมกันกับคนพวกนั้นในบ้านหลังเดียวกันทุกวัน มันจึงเป็นสิ่งที่เกินจะทนจริง ๆ เธอไม่มีเงินและไม่มีบ้านทางออกก็คือการแต่งงาน!
เมื่อตัดสินใจแน่นอนแล้วก็เพียงรอให้เว่ยอี้หานกลับมาเยี่ยมบ้านเท่านั้น ระหว่างนี้เธอก็คอยตีสนิทกับครอบครัวเว่ยทีละนิด เพื่อไม่ให้ดูเป็นการเข้าหาแบบจงใจเกินไปซึ่งจะทำให้เธอดูไม่มีคุณค่า
แผนการตีสนิทครอบครัวเว่ย มู่เสี่ยวหลันจึงแค่พยายามเข้าหานางหลิงฟางและลูกสาวทั้งสองคน โดยเฉพาะเว่ยชิงชิงที่มีอายุใกล้เคียงกับเธอและเริ่มที่จะเป็นสาวแล้วจึงมีหัวข้อสนทนากันได้มากเป็นพิเศษโดยเฉพาะเรื่องการเรียนและความงามจนสร้างความประทับใจให้กับทั้งสามคนเป็นอย่างมาก
เมื่อมีโอกาสคุยกับสามแม่ลูกจนค่อย ๆ สนิทสนมกันมากขึ้น โดยเฉพาะเว่ยชิงชิงที่ไปมาหาสู่กับมู่เสี่ยวหลันบ่อย ๆ มู่เสี่ยวหลันกลับไม่เคยเอ่ยถึงเว่ยอี้หานเลยสักครั้งเพราะเธอต้องการสร้างภาพลักษณ์ผู้หญิงที่ดี เพียบพร้อมทั้งหน้าตาและความรู้ เมื่อเธอสานสัมพันธ์หรือทำให้เว่ยอี้หานต้องรับผิดชอบตัวเธอหรือชื่อเสียงของเธอด้วยการแต่งงานกัน ครอบครัวเว่ยย่อมจะสนับสนุนมู่เสี่ยวหลันอย่างแน่นอน
และความพยายามของมู่เสี่ยวหลันก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อเว่ยอี้หานกลับมาเยี่ยมครอบครัวในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงนั่นเอง