TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 32 ถ้ำกระบี่

    ตอนที่ 32 ถ้ำกระบี่


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****




    หลังจากตอบคำถามทุกอย่างจากวอชเชอร์สาวแล้ว เฟิร์สก็พักผ่อนและรอให้พ่อของเขามารับ


    อย่างไรก็ตามเขาในตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ทุกอย่างจึงต้องเป็นไปตามผู้ปกครอง


    สำหรับสมคิดเมื่อได้ยินว่าเฟิร์สยังไม่ตาย เขาก็ดีใจเป็นอย่างมากและรีบเดินทางไปรับเฟิร์สที่อยู่สำนักงานนิวโฮปเขตภาคเหนือที่อยู่อีกจังหวัดทันที


    วันรุ่งเช้าสมคิดก็ได้มาถึงและรับเฟิร์สกลับบ้าน


    ความจริงแล้วการมีอยู่หรือหายไปของเฟิร์สนั้นไม่ได้ทำให้นิวโฮปแตกตื่นมากนัก เพราะที่ผ่านมานั้นมีเวเนเตอร์หลายคนที่หายสาบสูญหรือตายไปในอบิส 


    สำหรับเหตุการณ์ที่หายตัวไปหลายวันแล้วกลับมา นี่ก็ไม่ใช่เคสแรก


    ดังนั้นพวกเขาจึงให้เฟิร์สกลับบ้านแต่โดยดี


    ซึ่งข่าวการกลับมาของเฟิร์สนอกจากแจ้งต่อสมคิดที่เป็นครอบครัวของเด็กหนุ่มแล้ว พวกเขายังแจ้งต่อเดวิดหรือเก่งกาจเพื่อให้อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกผิดอีกด้วย เนื่องจากเก่งกาจนั้นเป็นเวเนเตอร์ดาราแดง ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญของภูมิภาคนี้ การที่นิวโฮปจะใส่ใจตัวตนเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด


    ภายในรถยนต์ที่มีสมคิดเป็นคนขับ ชายวัยกลางคนมองถนนและหันมามองลูกชายด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม


    “พ่อดีใจนะที่ลูกกลับมาอย่างปลอดภัย”


    “ผมขอโทษที่ทำให้พ่อต้องเป็นห่วง” เฟิร์สเอ่ย


    “ลูกไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ตอนนี้ลูกดูผอมมาก จากผลตรวจร่างกายสภาพร่างกายของลูก นอกจากร่างกายที่ดูผอมแล้วภายในกลับเป็นปกติมาก ดีที่พวกเขาบอกว่าลูกสามารถกินอาหารธรรมดาได้แล้ว กลับไปถึงบ้านเราพ่อจะทำของโปรดให้ลูกกิน” สมคิดเอ่ยอย่างอารมณ์ดี วันนี้เขาถึงกับลางานทั้งวันเพื่อมารับลูกชายของเขา สภาพจิตใจของเขากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง


    “ขอบคุณครับพ่อ”


    ตอนนั้นเองเสียงของโทรศัพท์ก็ดังขึ้น


    “อืม ... ว่าไงไอ้ก้อง ... กูไม่เป็นไร มึงไม่ต้องขอโทษกู กูไม่เป็นอะไรจริงๆ เก่งกาจมันก็ไม่ผิดอะไรด้วย ... ใช่ กูสบายดี ... เฮ้ย กูบอกไปแล้วไงว่าสบายดีจริงๆ ...”


    เสียงของก้องเกียรติยังคงเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์ นั่นจึงทำให้สมคิดยิ้มอย่างสบายใจ


    ทันทีที่ก้องเกียรติรู้ว่าเฟิร์สยังมีชีวิตเขาก็รีบโทรหาเพื่อนของเขาในทันที นี่คือมิตรภาพอันยาวนาน


    หลังจากที่เฟิร์สกลับบ้านมาหลายวัน


    เขาก็กลับมาจดจ่อกับการบ่มเพาะอีกครั้ง แม้ว่าพลังรบของเขาในตอนนี้สามารถที่จะลงเทรดอบิสระดับสีขาวได้ตามใจชอบก็ตาม แต่เขาก็เป็นห่วงความรู้สึกพ่อของเขา


    เฟิร์สพึ่งกลับมาจากการหายตัวไปนานนับเดือน การที่จะลงเทรดอบิสอีกครั้งคงเป็นเรื่องที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นห่วงเกินไป เขาจึงใช้เวลานี้กับการบ่มเพาะของตนดีกว่า


    สวนหลังบ้านอันเงียบสงบ 


    เด็กหนุ่มร่างผอมบางกำลังยืนอยู่บนยอดไม้อย่างนิ่งสงบ


    “ฉันในตอนนี้มีพลังของผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าแล้ว มิหนำซ้ำยังสำเร็จวิถีกระบี่ที่หนึ่ง ทั้งการป้องกันและการโจมตีล้วนอยู่ในระดับแข็งแกร่งเหนือคนทั่วไป แต่นี่ก็ไม่ใช่ระดับที่ควรพึงพอใจ”


    เด็กหนุ่มสะบัดนิ้วมือออกไปข้างหน้าครั้งหนึ่ง ใบไม้ที่ใต้ฝ่าเท้าก็พุ่งออกไปข้างหน้าจำนวนหนึ่ง 


    เขาย่ำเท้าก้าวออกไปด้านหน้า ปลายเท้าแตะสัมผัสใบไม้อย่างแผ่วเบา ร่างของเขาลอยล่องดุจใบไม้ เมื่อใบไม้ใบหนึ่งหมดแรงลง เขาก็ก้าวไปแต่ใบไม้ใบถัดไป


    ภาพนี้ราวกับเด็กหนุ่มกำลังเหินฟ้าเหยียบย่ำอากาศดุจเทพเซียน


    “วิถีกระบี่ที่หนึ่ง ควบคุมกระบี่ดั่งใจ บังคับกระบี่เหมือนบังคับลมหายใจ แม้ไม่ตั้งใจแต่ก็ยังหายใจได้ดั่งธรรมชาติ ควบคุมกระบี่ดั่งธรรมชาติ คนกระบี่รวมเป็นหนึ่ง”


    หากเปรียบการฝึกฝนกระบี่เหมือนกับระบบในเกมส์ วิชากระบี่คงเหมือนสกิลแอคทีฟ ส่วนวิถีกระบี่คงเหมือนสกิลพาสซิฟ 


    วิชากระบี่สามารถใช้ได้โดยมีพลังเป็นค่าใช้จ่าย แต่วิถีกระบี่ต้องจ่ายด้วยเจตจำนงกระบี่ซึ่งเป็นพลังที่ไม่สามารถวัดค่าได้ มันเหมือนดังความคิดที่ไม่สามารถประเมินค่าหรือจำนวนที่มีได้


    น่าเสียดายที่ตอนนี้เฟิร์สยังฝึกฝนวิถีได้เพียงวิถีกระบี่ที่หนึ่งเท่านั้น เขาจึงไม่สามารถบังคับกระบี่ได้ระยะไกลและยาวนานมากนัก เพราะเจตจำนงกระบี่ของเขายังอยู่แค่ขั้นรวมเป็นหนึ่งเท่านั้น


    หากจะกล่าวไปแล้วสำหรับขั้นรวมเป็นหนึ่งสามารถฝึกฝนกระบี่ที่สองได้ เพียงแต่ร่างกายของผู้ฝึกฝนจะต้องมีความแข็งแกร่งที่สามารถรองรับพลังของวิถีกระบี่ได้


    การฝึกวิถีกระบี่นั้นต่างจากการใช้กระบี่ 


    ผู้ใช้กระบี่สามารถแสดงเคล็ดวิชากระบี่ออกมาได้แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ผู้ฝึกฝนกระบี่ต้องใช้ร่างกายเพื่อแสดงวิถีกระบี่ให้ออกมา


    ดังนั้นในตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของเฟิร์สในการฝึกฝนวิถีกระบี่ก็คือ “ร่างกาย”


    “เมื่อฉันสามารถฝึกฝนวิถีกระบี่ที่หนึ่งจนสำเร็จได้แล้ว การจะก้าวต่อไปได้ก็ต้องฝึกฝนกายากระบี่แล้ว”


    “แต่การฝึกฝนกายากระบี่นั้นจำเป็นต้องใช้พลังภายนอกหรือพลังบ่มเพาะภายใน เพราะเหตุนี้เซียนกระบี่จึงมีระดับการบ่มเพาะที่สูงส่ง พวกเขาต้องฝึกฝนควบคู่กันแต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องหาเคล็ดวิชากระบี่ที่ล้ำเลิศ ก็สามารถเป็นเซียนกระบี่ที่แข็งแกร่งได้”


    การฝึกฝนกระบี่มุ่งเน้นไปที่สุดยอดเต๋าแห่งกระบี่เท่านั้น นี่คือสิ่งที่เขาได้รับมอบมาจากมรดกเซียนกระบี่


    “สิ่งที่ฉันต้องการในตอนนี้หนึ่งคือพลังบ่มเพาะที่เพิ่มขึ้น และอีกหนึ่งคือสถานที่ฝึกฝนกายากระบี่”


    สายตาของเขาทอดมองไปยังเขาลูกหนึ่งที่อยู่เบื้องหน้า


    โชคดีที่เขาอาศัยอยู่ในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่นี่มีป่าเขาที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นภูเขาเหล่านั้นจึงพอจะมีหินผาและถ้ำอยู่บ้าง


    ผู้ฝึกฝนระบบเซียนทุกคนล้วนนิยมอาศัยอยู่ในถ้ำฝึกฝน ต่อให้ไม่มีถ้ำพวกเขาก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้


    “ฉันสามารถสร้างถ้ำกระบี่ขึ้นที่นั่นได้” ดวงตาของเฟิร์สสว่างขึ้น


    ถ้ำกระบี่ที่ว่านั้นคือถ้ำที่มีเจตจำนงของกระบี่ โดยปกติแล้วเซียนกระบี่อาวุโสมักจะทิ้งเจตจำนงกระบี่ของตนเองไว้ให้ชนรุ่นหลังศึกษา 


    แต่สถานการณ์ของเฟิร์สในตอนนี้ตั้งต่างออกไป เพราะในโลกปัจจุบันนี้คงไม่มีสถานที่ที่ว่านั้นเหลืออยู่ หรือต่อให้มีเด็กหนุ่มก็ไม่สามารถดั้นด้นไปที่นั่นได้ในเวลานี้


    ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างถ้ำกระบี่ขึ้นมาเอง โดยการฝังเจตจำนงกระบี่ของตนเองเอาไว้


    แม้ว่าเจตจำนงกระบี่ของเขาจะไม่ได้ลึกล้ำ แต่หากฝังลงไปในจำนวนมากก็สามารถสร้างแรงกดดันเจตจำนงกระบี่เพื่อฝึกฝนกายากระบี่ได้เช่นกัน


    เฟิร์สทำการเหินกระบี่ด้วยใบไม่ได้ไม่นาน ร่างของเขาก็ไปถึงเขาลูกนั้น


    ภาคเหนือของประเทศไทยเต็มไปด้วยป่าเบญจพรรณ ซึ่งเป็นป่าผสมผลัดใบ สภาพเป็นดินตื้นกรวดทราย 


    ร่างผอมบางร่อนลงสู่พื้นดินอย่างแผ่วเบา ตอนนี้ดูเหมือนว่าวิชาตัวเบาของเขาจะล้ำเลิศขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว


    สถานที่ที่เขาร่อนลงมาส่วนลึกของป่าและอยู่ใต้หินผาสูง 


    ที่นั่นมีรูถ้ำเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากหินผาแทรกกระทบกัน รูนี้มนุษย์ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ แต่มันกลับเป็นที่อยู่ของสัตว์ตัวเล็กๆ เช่นงูหรือแมงมุม


    เฟิร์สนำกระบี่ร้อยอสูรของเขาออกมาจากแหวนมิติเก็บของ


    ร่างผอมบางสะบัดกระบี่ไปที่รูนั้น เส้นสายกระบี่ทะลวงออกไปด้านหน้า


    ตูม! ตูม! ตูม!


    เพียงการสะบัดกระบี่แค่ครั้งเดียว การโจมตีที่เหมือนอสูรนับร้อยลงมือก็ปรากฏออกมา


    ช่องรูนั้นขยายกว้างขึ้น ทว่าหินที่ระเบิดออกมานั้นกลับไม่ส่งแรงสั่นสะเทือนกระทบกับหินผาตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย


    เฟิร์สสามารถควบคุมพลังการโจมตีไว้ที่จุดเดียว และนี่เป็นการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ยากนักที่ผู้เชี่ยวชาญกระบี่ในยุคปัจจุบันจะทำเช่นเขาได้


    เมื่อทางเข้าถูกเปิดกว้างก็เผยให้เห็นถึงด้านในที่เป็นทางยาวและมีห้องด้านในขนาดเล็กแห่งหนึ่ง


    เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปด้านใน 


    ตอนนั้นเองสัตว์ร้ายมีพิษที่เป็นเจ้าถิ่นนับสิบก็พุ่งเข้ามาโจมตีเขาทันที


    ทว่าริ้วกระบี่สีแดงกลับรวดเร็วยิ่งกว่า


    สัตว์ร้ายมีพิษเหล่านั้นพลันถูกสับเป็นชิ้นๆ จนเลือดสาดกระเด็นไปทุกทิศทาง แต่บนร่างของเด็กหนุ่มกลับไม่มีรอยเปื้อนเลือดเลยแม้แต่น้อย


    อารมณ์ของเขายังคงสงบราบเรียบ


    แม้ภายในนี้จะค่อนข้างมืดแต่เด็กหนุ่มกลับสามารถมองเห็นได้ชัดเจนเพราะการใช้งานพลังสปีริตในร่างของเขา


    “ที่นี่เหมาะสมที่จะสร้างเป็นถ้ำกระบี่ฝึกฝนกายากระบี่ของฉัน”