เมื่อเห็นว่าน้องสาวตนเอาแต่จ้องสหายสูงศักดิ์ทั้งสองลี่หยางจึงรีบพูดขึ้นอีกครั้ง
“หงเอ๋อร์อย่าเสียมารยาทสิ”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ละสายตาจากทั้งสอง
“เ้าค่ะท่านพี่ว่าแต่องค์ชายสี่ท่านดูหน้าตาคุ้นๆนะเ้าคะ เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่าเ้าคะ” ได้ยินดังนั้นองค์ชายสี่ก็อดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมาด้วยความขัดเคืองใจ
“เฮ๊อะ!! นี่เ้าคงลืมข้าไปแล้วสินะ! น่าน้อยใจจริงๆ ตอนเด็กข้าก็ไปเยี่ยมเยือนเ้าตั้งหลายครั้งเ้านี่ไม่เคยเปลี่ยนเลย ทุกครั้งที่ข้าไปเยี่ยมเ้า เ้าก็ไม่เคยจะจำข้าได้มันน่าน้อยใจยิ่งนัก” เมื่อพูดจบองค์ชายสี่ก็สะบัดหันไปอีกทางเมื่อเห็นท่าทางแง่งอนของคนตรงหน้าลี่หงก็ได้เพียงแต่ยิ้มออกมาเท่านั้น
จากนั้นก็เพ่งพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งพลางคิดทบทวนความทรงจำไปด้วยไม่นานก็พบกับความทรงจำตอนหลิวลี่หงยังเด็ก พบกับเด็กชายขี้แยคนหนึ่งที่คอยมาเยี่ยมเยือนหลิวลี่หงคนก่อนตอนป่วยอยู่บ่อยครั้ง
“อ้อ! เ้าเด็กน้อยขี้แยคนนั้น อุ๊บ! แอ้ม! ขออภัยเพคะ หม่อมฉันจำได้แล้ว พระองค์ก็คือองค์ชายสี่หวงหลิวหลงนั่นเอง”ลี่หงเมื่อเผลอพูดสิ่งที่คิดออกไปก็รีบเอามือปิดปากทันที ทางด้านองค์ชายสี่ที่ถูกลี่หงเรียกว่าเด็กน้อยขี้แยก็หางคิ้วกระตุกก่อนจะก่นดาคนตรงหน้าที่เผลอพูดอะไรที่น่าอายออกมา ‘นี่เ้ายังจะพูดถึงมันอีกทำไม’
“ข้าบอกให้เ้าเรียกข้าหลิวหลงไงห้ามเรียกองค์ชายสี่ แล้วใครบอกให้เ้าพูดเื่นั้นขึ้นมา อุ๊บ! แอ้ม!!!”องค์ชายสี่หรือองค์ชายหวงหลิวหลงพูดขึ้นด้วยความยินดีที่คนตรงหน้าจำตนได้แต่เมื่อรู้ตัวว่าเผลอหลุดมาดสงบนิ่งสุขุม จึงรีบปรับเปลี่ยนท่าทางกลับมาเป็แบบเดิมทันที
ทางด้านรัชทายาทหนุ่มและหลิวลี่หยางต่างก็แปลกใจไม่น้อยที่องค์ชายสี่ผู้สงบนิ่ง สุขุม เยือกเย็น จะเผลอหลุดมาดที่ตนเองวางไว้
“เห๋!!! ไม่ยักรู้ว่าน้องสี่จะมีมุมนี้กับเขาด้วยวันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” รัชทายาทหนุ่มะเิเสียงหัวเราะออกมาด้วยความขบขันพลางล้อเลียนน้องชายต่างมารดาของตนไปด้วย
ในระหว่างที่ทั้งสี่คุยกันอยู่จู่ๆก็มีเสียงพูดดังมาจากอีกด้านของประตู
“ขออภัยขอรับ”สิ้นเสียงประตูห้องก็เปิดขึ้น จากนั้นก็มีบุรุษหนุ่มหน้าสวยสวมใส่อาภรณ์สีแดงชาด เดินนำเสี่ยวเอ้อที่ยกอาหารเข้ามาจัดวางไว้บนโต๊ะเมื่อเข้ามาในห้องบุรุษหนุ่มรูปงามหน้าสวยก็ใกับแขกพิเศษของโรงเตี๊ยมไม่น้อย
ก่อนหน้านี้เมื่อตนกลับมาที่โรงเตี๊ยมทางผู้ดูแลโจวผิงก็มาแจ้งว่าวันนี้มีลูกค้าที่ถือป้ายหยกมาทานอาหารที่โรงเตี๊ยมตนจึงรีบขึ้นมาต้อนรับ แต่ไม่คิดว่าแขกพิเศษที่ผู้ดูแลโจวผิงพูดถึง จะเป็เหล่าสหายและสตรีแปลกประหลาดที่พลอดรักกับสหายตนกลางหมู่บ้าน
เมื่อเห็นคนสตรีในชุดสีแดงชาดเดินเข้ามาลี่หงก็แปลกใจไม่น้อยแต่เมื่อมองดูดีๆแล้วคนตรงหน้ากลับดูคล้ายคลึงกับบุรุษมากกว่า แต่ก่อนที่จะมีใครได้พูดอะไรเสี่ยวเอ้อคนที่นำอาหารเข้ามาก็พูดขึ้นมา
“นายน้อยขอรับคุณหนูท่านนี้คือแขกพิเศษของเราในคืนนี้ขอรับ”เสี่ยวเอ้อแนะนำลี่หงให้บุรุษที่เข้ามาใหม่รู้จัก จากนั้นก็หันมาแนะนำลี่หง
“เรียนคุณหนูผู้ทรงเกียรติ ท่านนี้คือนายน้อยโจวเสี่ยวเว่ยว่าที่ผู้นำตระกูลโจวของเราขอรับ” พูดจบเสี่ยวเอ้อก็ผายมือมาทางลี่หง และแนะนำตัวบุรุษชุดแดงที่เข้ามาใหม่ก่อนจะขอตัวแล้วออกจากห้องไป
เมื่อได้ยินดังนั้นลี่หงก็ลุกขึ้นหันมาทางโจวเสี่ยวเว่ย
“เอ๋!! นายน้อยหรือ! จะ เ้า เ้าไม่ใช่สตรีงั้นรึ อุ๊บ!! ต้องขออภัยด้วยเ้าค่ะ คารวะคุณชายโจวเสี่ยวเว่ยข้าน้อยหลิวลี่หงยินดีที่ได้รู้จักเ้าค่ะ” เมื่อได้ยินชื่อของแขกพิเศษคิ้วของโจวเสี่ยวเว่ยก็ขมวดมุ่นกับสรรพนามที่สตรีตรงหน้าใช้เรียกตน ส่วนคนอื่นๆในห้องต่างก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินสรรพนามที่ลี่หงเรียกสหายเ้าสำราญตรงหน้า
“ฮ่า ฮ่า ฮ่านี่ไงเสี่ยวเว่ย ข้าว่าแล้วจะต้องมีคนทักเ้าว่าเป็สตรีเข้าสักวัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”องค์ชายสี่ะเิเสียงหัวเราะขึ้นมา พลางล้อเลียนนายน้อยโจวหรือโจวเสี่ยวเว่ยด้วยความขบขัน
เนื่องจากใบหน้าที่งดงามขนาดสตรียังต้องอับอายและรูปร่างที่ไม่ค่อยเหมือนบุรุษผู้องอาจอย่างสหายที่เป็ชายชาติทหารด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้คนส่วนมากนั้นมักจะเข้าใจผิดว่าโจวเสี่ยวเว่ยเป็สตรีแต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครกล้าทึกทักแม้แต่คนเดียว เนื่องจากอำนาจชื่อเสียงของโจวเสี่ยวเว่ยและตระกูลโจวนั่นเอง
เมื่อโจวเสี่ยวเว่ยได้ยินดังนั้นก็ทำเป็ไม่สนใจองค์ชายสี่ที่ยังคงเยาะเย้ยตนอยู่แต่หันมาให้ความสนใจกับสตรีตรงหน้าแทน
“หลิวลี่หง ตระกูลหลิวงั้นรึถ้าอย่างนั้นเ้าก็เป็น้องสาวเ้าบุรุษหน้าตายนี่งั้นรึ!”พูดจบโจวเสี่ยวเว่ยก็ชี้นิ้วไปที่หลิวลี่หยาง จนคนที่โดนพาดพิงหางคิ้วกระตุก
“ใช่!นางเป็น้องสาวข้าเองหรือเ้าคิดว่านางเป็อะไร” หลิวลี่หยางพูดขึ้นพร้อมปลดปล่อยรังสีอำมหิตออกมาจนโจวเสี่ยวเว่ยสะดุ้งใ เมื่อเห็นว่าพี่ชายตนเริ่มมีน้ำโหลี่หงจึงพูดขึ้น
“ข้าว่าพวกเรามาทานอาหารกันดีกว่าเ้าค่ะเดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดไม่อร่อยกันพอดี” พูดจบก็ไม่รอให้ใครอนุญาตลี่หงปลดผ้าคลุมหน้าออกแล้วก็ลงมือทานอาหารทันที
จากนั้นจึงหันไปบอกให้หั่วหงและเฮยหลงลองชิมอาหารดูว่าถูกปากหรือไม่โดยไม่ได้ให้ความสนใจเหล่าบุรุษทั้งสี่ที่นั่งนิ่งตกตะลึงกับความงดงามของสตรีวัยแรกแย้มทั้งสองแม้แต่น้อย
แม้ใจในทั้งสี่คนจะคิดไว้แล้วว่าพวกนางทั้งสองนั้นคงงดงามไม่น้อยแต่ใครจะคาดคิดว่าพวกนางทั้งสองนั้นจะงดงามราวเทพธิดาได้อย่างนี้ อีกทั้งรอยยิ้มยามที่ทานอาหารและคุยกันนั้นช่างเป็ภาพที่น่ามองอย่างยิ่งราวกับมีมนต์สะกดทั้งสี่เอาไว้ให้มองดูเทพธิดาสองนางที่กำลังพูดคุยและทานอาหารอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้
ความสดใสและรอยยิ้มที่เจิดจ้าของทั้งสองทำเอาบุรุษที่อยู่ในห้องต่างก็ตกอยู่ในภวังค์ แม้แต่ลี่หยางที่เคยเห็นใบหน้าน้องสาวตนมาตลอดทั้งชีวิตก็ยังอดที่จะตกตะลึงไม่ได้จะมีก็แต่เฮยหลงเท่านั้นที่สนใจในอาหารตรงหน้ามากกว่าสิ่งอื่นใด
“เอ๋!! พวกท่านไม่ทานอาหารรึเ้าคะ”เมื่อได้ยินเสียงลี่หง ทั้งสี่ก็ละสายตาจากภาพตรงหน้าแล้วหันมาสนใจอาหารด้วยใบหน้าที่แดงซ่าน
เมื่อทุกคนทานอาหารเรียบร้อยทั้งหมดก็นั่งพูดคุยและทำความรู้จักกันเป็เวลากว่าชั่วยาม อาจเป็เพราะองค์ชายสี่โจวเสี่ยวเว่ยและลี่หงนั้นมีอายุใกล้เคียงกัน จึงทำให้ทั้งสามคนพูดคุยกันถูกคอและอย่างสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วส่วนองค์รัชทายาทและลี่หยางได้แต่นั่งฟังการสนทนาของทั้งสามด้วยรอยยิ้ม แต่ก็มีพูดคุยแทรกขึ้นมาบ้างบางครั้ง
แต่สำหรับเฮยหลงและหั่วหงนั้น ไม่ได้สนใจในการพูดคุยของมนุษย์ทั้งห้าแม้แต่น้อยเพราะทั้งสองมัวแต่สนใจในอาหารเลิศรสตรงหน้าที่สั่งมาเพิ่มเป็รอบที่สามแล้ว
เมื่อทานอาหารเสร็จลี่หงจึงเรียกเสี่ยวเอ่อมาคิดเงินแต่โจวเสี่ยวเว่ยกลับบอกว่าอาหารมื้อนี้ถือเป็การเลี้ยงต้อนรับสหายใหม่ และเพื่อแสดงความยินดีกับลี่หงที่สามารถบ่มเพาะได้สรุปแล้วมื้อนี้ลี่หงไม่ได้เสียเงินแม้แต่ทองแดงเดียว
จากนั้นไม่นานทุกคนก็แยกย้ายกันโดยลี่หง หั่วหงและเฮยหลงนั้นพักอยู่ด้วยกันในห้องพิเศษ ทางด้านองค์รัชทายาทองค์ชายสี่และลี่หยางก็ขอตัวกลับค่าย ระหว่างเดินทางกลับทั้งสามยังคงพูดคุยกันไปตลอดทาง
“ข้าไม่คาดคิดจริงๆ ว่าน้องสาวของเ้าจะเป็ถึงแขกพิเศษของตระกูลโจวอีกทั้งยังไม้รับป้ายหยกพิเศษที่แม้แต่เสด็จพ่อก็ยังไม่ได้รับมาก่อน” เป็รัชทายาทหนุ่มที่พูดขึ้นมาตอนนี้ตนทั้งทึ่งและแปลกใจในตัวตนน้องสาวของสหายไม่น้อย
“กระหม่อมก็แปลกใจเหมือนกันพะยะค่ะไม่คิดว่าน้องสาวของกระหม่อมจะรู้จักกับคนใหญ่คนโตขนาดนั้น”ลี่หยางพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าอยากรู้จริงๆ หากลี่หงกลับเมืองหลวงไปพี่รองจะทำหน้ายังไง”องค์ชายสี่พูดขึ้น เมื่อนึกถึงพี่ชายคนรองของตน ได้ยินดังนั้นรัชทายาทหนุ่มก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ยกยิ้มขึ้นมาเท่านั้นต่างจากลี่หยางที่ปลดปล่อยรังสีอำมหิตออกมา จนทำให้ผู้สูงศักดิ์ทั้งสองคนต้องสะดุ้งใไม่น้อย
แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของสหายทั้งสองต่างก็ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรอีก จนทั้งสามและผู้ติดตามเดินทางมาถึงค่ายทหารในที่สุด
เช้าวันต่อมา ลี่หงก็เรียกหั่วหงและเฮยหลงออกมาจากมิติจากนั้นก็มีเสี่ยวเอ้อขึ้นมาเรียกทั้งสาม เพื่อให้ลงไปทานอาหารเช้าที่ทางโรงเตี๊ยมจัดเตรียมไว้ให้
เมื่อลงมาชั้นล่างก็พบกับโจวเสี่ยวเว่ยที่นั่งรอพวกตนอยู่ทันทีที่กลุ่มของลี่หงปรากฏตัวผู้คนในโรงเตี๊ยมก็จ้องมองด้วยความตกตะลึงแต่ก็ไม่มีใครเข้ามาขัดขวางทั้งสามแม้แต่คนเดียว เพราะผู้คนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมในตอนนี้ล้วนเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานตอนเย็นกับตาตนเอง
แต่ที่ทุกคนจ้องมองนั้นไม่ใช้หวาดกลัวหรือหวาดเกรงแต่เป็เพราะตกตะลึงในความงดงามของทั้งลี่หงและหั่วหง ทุกคนในโรงเตี๊ยมไม่ว่าหญิงหรือชายล้วนแล้วแต่หยุดการกระทำทุกอย่างบางคนก็กำลังคีบอาหารเข้าปาก บางคนก็กำลังดื่มน้ำชา แต่เมื่อทั้งสามปรากฏตัวต่างก็พากันหยุดชะงักเมื่อเห็นเทพธิดาทั้งสองเดินลงมาชั้นล่างของโรงเตี๊ยมส่วนบรรดาสาวๆต่างก็จดจ้องไปยังัหนุ่มด้วยสายตาลุ่มหลง
“ลี่หง หั่วหง เฮยหลงทางนี้” ได้ยินดังนั้นทั้งสามก็มุ่งหน้าไปหาโจวเสี่ยวเว่ยทันที
“อรุณสวัสดิ์เสี่ยวเว่ย เ้ามารอนานรึยัง”พูดจบลี่หงจังหันไปมองรอบตัว แต่เมื่อเห็นทุกคนในโรงเตี๊ยมจ้องมองมายังพวกตนลี่หงจึงเอ่ยถามโจวเสี่ยวเว่ยด้วยความแปลกใจ
“นี่เสี่ยวเว่ยพวกเขาเป็อะไร” เมื่อโจวเสี่ยวเว่ยได้ยินคำถามของลี่หงก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าเ้าไม่ต้องไปสนใจหรอก มาทานอาหารกันดีกว่า เดี๋ยววันนี้ข้าจะพาพวกเ้าไปเดินเที่ยวในเมืองเอง”ได้ยินคำว่าเที่ยวดวงตาลี่หงก็วาวโรจทันที จากนั้นทั้งสี่ก็ทานอาหารกันท่ามกลางสายตาที่จ้องมองมามากมาย
หลังออกมาจากโรงเตี๊ยม โจวเสี่ยวเว่ยก็พาลี่หงเดินออกมาเยี่ยมชมตลาดกลางเมืองแม้จะเป็ครั้งที่สองที่ได้มาเดินชมเมืองหมอกม่วง แต่ลี่หงก็ยังอดตื่นตาตื่นใจไม่ได้อยู่ดี
เมืองหมอกม่วงแห่งนี้แม้จะไม่ใช่เมืองที่ใหญ่โตมากมายแต่ก็มีผู้คนเดินซื้อของกันขวักไขว่ ทั้งชาวบ้านธรรมดาและเหล่าจอมยุทธต่างก็ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันจนวุ่นวายไม่เพียงแต่ลี่หงเท่านั้นที่ตื่นตาตื่นใจ หั่วหงและเฮยหลงก็มีอาการไม่ต่างกัน
กลุ่มของลี่หงยังคงเป็ที่จับตามองของชาวบ้านและจอมยุทธทั้งหลายตลอดทางเพราะนอกจากชุดที่ทั้งสี่สวมใส่แล้ว แต่ละคนยังมีสง่าราศีอีกทั้งบรรยากาศรอบตัวก็น่าเกรงขามตลอดทางที่โจวเสี่ยวเว่ยพาทั้งสามเดินดูสินค้ามากมายแต่กลับไม่เห็นลี่หงและสหายจับจ่ายซื้อสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว
“ลี่หงเ้าไม่ซื้ออะไรเลยรึ!หรือไม่มีสิ่งที่เ้าสนใจ” โจวเสี่ยวเว่ยพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“สนใจสิ แต่ไม่มีของที่ข้าถูกใจเลย”เมื่อลี่หงหันไปพูดกับโจวเสี่ยวเว่ย พลันสายตาของลี่หงก็หันไปพบกับแผงขายของโทรมๆแผงหนึ่งคนขายแต่งตัวซอมซ่อทำให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาละแวกนั้นหลบเลี่ยงไม่มีใครเดินเข้าไปใกล้แม้แต่คนเดียว แต่ลี่หงกลับเดินตรงไปยังแผงขายสินค้าแผงนั้นทันทีที่มองเห็น
“พ่อค้า หินก้อนนี้ราคาเท่าไหร่” ทันทีที่มาถึงแผงดังกล่าวลี่หงก็รีบเอ่ยถามขึ้นมาทันทีแม้แผงนี้จะไม่มีผู้คนเข้าใกล้แม้แต่คนเดียว พ่อค้ายังแต่งตัวซอมซ่อไม่น่ามอง ทั้งสินค้าที่วางขายอยู่ก็เป็เพียงของทั่วไปไม่ได้น่ามองหรือล้ำค่าหนำซ้ำยังมีก้อนหินแปลกประหลาดวางขายอยู่ด้วยหลายคนจึงมองพ่อค้าหนุ่มว่าเป็คนบ้าที่ไม่ก็ชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่มีอันจะกินถึงได้นำหินไร้ค่ามาวางขาย
“คุณหนูท่านจะซื้อหินก้อนนี้จริงหรือขอรับ”พ่อค้าหนุ่มเอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่มั่นใจเพราะมันไม่คิดว่าจะมีคนสนใจหินแปลกประหลาดที่มันเก็บได้แม้หินจะดูธรรมดาสามัญแต่มันกลับรู้สึกว่าหินก้อนนี้ไม่ธรรมดาจึงเก็บมาและนำมาวางขายเผื่อจะมีคนที่รู้สึกได้เหมือนตนรับซื้อ
“ใช่! เ้าจะขายเท่าไหร่”ได้ยินดังนั้นพ่อค้าหนุ่มก็ยิ้มออกมา
“แม้มันจะดูเหมือนหินธรรมดาแต่ข้าก็ไม่รู้ว่ามันต่างจากหินทั่วไปยังไง เดิมทีข้าคิดว่าคงไม่มีใครสนใจมันถ้าท่าน้ามันจริงๆ ข้าขอแค่สิบเหรียญทองแดงก็พอแล้วขอรับ”เมื่อพ่อค้าหนุ่มเอ่ยราคาออกมา ผู้คนรอบข้างก็จับกลุ่มพูดคุยกันทันที
“แค่หินก้อนเดียวมันคิดราคาตั้งสิบเหรียญเหรียญทองแดงใครมันซื้อก็บ้าแล้ว” ชายคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมกับจ้องมองมายังพ่อค้าด้วยสายตาเหยียดหยาม
“เอ็งอย่าพูดเสียงดังสิวะดูเหมือนคุณหนูคนนั้นจะสนใจหินนั่นนะ ถ้าเกิดคุณหนูคนนั้นได้ยินเอ็งได้ซวยแน่”ชายอีกคนพูดขึ้นพลางชี้มาที่ลี่หงที่ถือหินก้อนนั้นไว้ในมือั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบแต่ที่ชายคนนี้ไม่รู้ก็คือลี่หงได้ยินที่มันพูดทุกคำ แต่ประโยคต่อไปของลี่หงกลับทำให้พวกมันตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“อีกสองวันถ้าเ้าหาหินแบบนี้ได้อีกไปหาข้าที่โรงเตี๊ยมตระกูลโจว ข้าจะรออยู่ที่นั่น” พูดจบลี่หงก็หยิบเหรียญทองหนึ่งเหรียญส่งให้พ่อค้าหนุ่มท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนละแวกนั้น
ทางด้านพ่อค้าหนุ่ม เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบเก็บแผงขายของและออกไปยังจุดที่ตนเจอหินประหลาดทันทีส่วนชาวบ้านและจอมยุทธต่างก็หูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำพูดของลี่หงแต่เมื่อมองหาพ่อค้าเพื่อจะสอบถามที่มาที่ไปของหินกลับพบแต่แผงขายของที่ว่างเปล่าจากนั้นผู้คนต่างก็ออกจากเมืองไปหาหินที่มีลักษณะเหมือนกันทันที
“ลี่หงเ้าซื้อหินแบบนี้มาทำไมข้าไม่เห็นมันจะมีประโยชน์อะไรเลย” เฮยหลงพูดขึ้นด้วยความสงสัย ส่วนโจวเสี่ยวเว่ยกับหั่วหงก็พยักหน้าเห็นด้วยได้ยินดังนั้นลี่หงไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่ส่งยิ้มให้ทั้งสามเท่านั้นเมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่พูดอะไรทั้งสามก็ไม่เซ้าซี้
“ลี่หงเ้าไปเที่ยวชมงานประมูลที่หอการค้าตระกูลข้าไหมวันนี้่สายจะมีการประมูลของล้ำค่าด้วยนะ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมา
“ไม่ล่ะข้าไม่ค่อยชอบคนเยอะเท่าไหร่ไว้รองานประมูลจบข้าค่อยเข้าไปรับเงินก็พอแล้ว”โจวเสี่ยวเว่ยได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้น
“หืม! เ้านำของเข้าประมูลด้วยงั้นรึ”
“ใช่! ว่าแต่เสี่ยวเว่ยเ้าพอรู้จักร้านขายเครื่องปรุงรสเครื่องเทศ จาน ชาม เครื่องครัวและขายเมล็ดพืชผักบ้างไหม” ได้ยินดังนั้นโจวเสี่ยวเว่ยก็แปลกใจไม่น้อยว่าคนตรงหน้า้าอะไรจากร้านรวงเ่าั้แต่ก็ยอมพาลี่หงมุ่งหน้าไปยังร้านที่คนตรงหน้ากล่าวมาทันที
เมื่อมาถึงร้านขายเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสลี่หงก็มองหาเครื่องปรุงและเครื่องเทศที่คุ้นเคยจากโลกเดิม เมื่อมองดูจนรอบร้านแล้วลี่หงจึงหันไปสั่งสินค้ากับเสี่ยวเอ้อในร้าน
“เสี่ยวเอ้อ ข้าเอาเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสทุกอย่างในร้านอย่างละหนึ่งกระสอบส่วนเกลือกับพริกไทยข้าเอาอย่างละสองกระสอบ” ได้ยินดังนั้นทุกคนในร้านก็เบิกตากว้างด้วยความใโดยเฉพาะโจวเสี่ยวเว่ยกับเสี่ยวเอ้อที่คอยแนะนำเครื่องเทศชนิดต่างๆให้ลูกค้า
สาเหตุที่ลี่หงสั่งซื้อเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสจำนวนมากเช่นนี้เพราะหากตนไปซื้อในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่สินค้าพวกนี้ย่อมมีราคาค่างวดที่มากขึ้นดังนั้นจึงหาซื้อสินค้าจากเมืองเล็กๆอย่างเมืองหมอกม่วงไว้ย่อมดีกว่าที่สำคัญกว่าจะเดินทางถึงเมืองหลวงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน ทำให้ลี่หงตัดสินใจซื้อเครื่องเทศเครื่องปรุงรสและอุปกรณ์ทำครัวเตรียมไว้
อีกอย่างเมืองหมอกม่วงแห่งนี้อยู่ใกล้กับป่าหมอกทำให้พื้นที่โดยรวมมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าเมืองหลวง จึงสามารถเพาะปลูกพืชผักได้มากกว่าและมีราคาถูกกว่าทางด้านโจวเสี่ยวเว่ย เมื่อได้ยินจำนวนของที่ลี่หง้าก็ใไม่น้อย
“นี่ลี่หง เ้าจะซื้อไปทำไมเยอะแยะตระกูลเ้าไม่มีของพวกนี้ให้กินรึไง” ได้ยินดังนั้นหางคิ้วลี่หงก็กระตุกถี่รัว
“ฮึ่ม! ข้าต้องออกเดินทางฝึกฝนบางครั้งก็ต้องนอนในป่าในดงอาหารการกินก็ไม่ได้สมบูรณ์เหมือนในเมืองหรอกนะข้าต้องเตรียมตัวไวให้พร้อมสิ” จากนั้นพ่อค้าก็เชิญลี่หงไปหลังร้านเพื่อดูสินค้าชำระเงิน
เมื่อออกจากร้านเครื่องปรุงเครื่องเทศลี่หงก็เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ซื้อเครื่องครัว หม้อ ไห จาน ชาม ถังไม้รวมไปถึงเมล็ดพืชผักอีกมากมาย สรุปแล้วเช้านี้ลี่หงใช้เงินไปมากกว่าห้าสิบเหรียญทองในการจับจ่ายใช้สอย
บรรดาชาวบ้านและจอมยุทธที่เห็นการซื้อขายของลี่หงต่างก็จ้องมองด้วยความตกตะลึงต่างจากเหล่าพ่อค้าที่ยิ้มหน้าบานไปทั้งวัน เมื่อมีลูกค้ารายใหญ่มาซื้อสินค้ำจำนวนมากหลังจากลี่หงซื้อของเสร็จก็มุ่งหน้ากลับไปยังหอการค้าตระกูลโจว