ท่ามกลางทะเลเพลิงและเสียงโห่ร้องที่อื้ออึง ร่างของสองยอดฝีมือบนหลังม้าก็พุ่งเข้าปะทะกันราวกับดาวตกสองดวง
"เคร้ง"
เสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้องสะท้านไปทั่วสมรภูมิ ปลายทวนสีเงินของเถี่ยหยางปะทะเข้ากับดาบโค้งที่บ้าคลั่งของแม่ทัพลาคาอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ แรงปะทะมหาศาลทำให้ม้าศึกชั้นดีของทั้งสองฝ่ายร้องระงมและถอยหลังไปหลายก้าว
บนหอสังเกตการณ์กลาง หลี่เทียนอี้ยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวอย่างเนิบนาบ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่การปะทะเบื้องล่างอย่างไม่วางตา
ลาคาส่งเสียงคำรามในลำคอราวกับพยัคฆ์คลั่ง เขากระชับบังเหียน บังคับม้าศึกทะยานเข้าใส่อีกครั้ง ดาบของเขาเน้นพละกำลังดิบเถื่อน ทุกครั้งที่ฟาดฟันจะแฝงไว้ด้วยน้ำหนักที่พร้อมจะบดขยี้เกราะของศัตรูให้แหลกเป็ชิ้นๆ
แต่เถี่ยหยางกลับรับมือได้อย่างน่าทึ่ง เขาบังคับม้าขาวของตนให้ก้าวเยื้องอย่างพลิ้วไหว หลบหลีกวิถีดาบที่หนักหน่วงได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกับตวัดทวนสวนกลับไปยังช่องว่างของศัตรูอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
"ฝีมือไม่เลว" ลาคาะโท้าทายอย่างดุดัน "แต่เพลงทวนที่เอาแต่หลบหลีกเช่นนี้จะต้านทานดาบของข้าได้สักกี่เพลง"
เถี่ยหยางยังคงนิ่งเงียบ ใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายของเขาสงบนิ่งราวกับผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของศัตรู ปลายทวนในมือสงบนิ่งแต่พร้อมตอบสนอง
าตะลุมบอนยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด แต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น กลับมีวงล้อมเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้นโดยธรรมชาติ ทหารทั้งสองฝ่ายที่อยู่ใกล้ที่สุดต่างหลีกทางให้กับการสัประยุทธ์ระหว่างสองยอดฝีมืออย่างไม่รู้ตัว
ลาคาเป็ฝ่ายเปิดฉากบุกอย่างต่อเนื่อง ดาบโค้งในมือฟาดฟันออกไปอย่างบ้าคลั่งดุจพยัคฆ์คลั่ง แต่ละเพลงดาบล้วนเป็กระบวนท่าสังหารที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ สร้างแรงกดดันมหาศาลหมายจะบดขยี้ศัตรูให้แหลกคามือ
แต่ปลายทวนในมือของเถี่ยหยางกลับรวดเร็วและต่อเนื่องราวกับ "ัเงินทะยานออกจากเมฆา" ทุกครั้งที่เขาแทงทวนออกไป จะเป็การจู่โจมไปยังจุดอ่อนและข้อต่อบนชุดเกราะของลาคาอย่างแม่นยำ ทำให้ลาคาต้องชะงักและเปลี่ยนจากการรุกเป็รับอยู่เสมอ
บนหอสังเกตการณ์กลาง เถี่ยซินมองภาพการต่อสู้เบื้องล่างด้วยความตึงเครียดจนเผลอกำหมัดแน่น
"เพลงทวนของหยางเอ๋อร์รวดเร็วยิ่งนัก แต่พลังของแม่ทัพทู่ฟานผู้นั้นกลับหนักหน่วงเกินไป ข้าเกรงว่า..."
"รองแม่ทัพมิต้องกังวล" หลี่เทียนอี้กล่าวขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาวางจอกสุราลงอย่างเชื่องช้า "เถี่ยหยางมิได้คิดสู้ด้วยกำลัง"
เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวต่อ "พยัคฆ์ที่บ้าคลั่ง มักจะหมดแรงและเปิดช่องว่างให้เชือดเฉือนได้ง่ายที่สุด เขากำลังรอเวลานั้น"
เสียงโลหะกระทบกันยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน การต่อสู้บนหลังม้าดำเนินไปอย่างดุเดือดกว่าร้อยเพลงแล้ว แม่ทัพลาคาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
"เพลงทวนของเ้ามีดีแค่หลบหลีกรึ" ลาคาส่งเสียงคำรามก้อง "เป็เต่าหัวหดรึอย่างไร"
ความอดทนของแม่ทัพทู่ฟานสิ้นสุดลงแล้ว
"จบกันแค่นี้แหละ" เขาส่งเสียงคำรามเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะรวบรวมพลังลมปราณทั้งหมดที่มี โคจรไปที่ดาบโค้งในมือจนเกิดไอสีเืจางๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งเล่ม เขาควบม้าทะยานเข้าใส่เถี่ยหยางเป็ครั้งสุดท้าย หมายจะใช้เพลงดาบที่รุนแรงที่สุดนี้บดขยี้ทั้งคนทั้งทวนให้แหลกคามือ
ในจังหวะที่ดาบโค้งที่อาบด้วยพลังสีเืกำลังจะฟาดลงมาอย่างสุดกำลัง เถี่ยหยางไม่ได้ใช้ทวนเข้าปะทะด้วยตรงๆ แต่กลับบิดเอวและหมุนทวนอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็เงาวงกลมสีเงินขึ้นเบื้องหน้า เขาใช้ "ด้ามทวน" ที่เหนียวแน่นปัดป้องวิถีดาบอันหนักหน่วงนั้นให้เฉียงลงกระทบพื้นหินอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟ
ในเสี้ยววินาทีที่ลาคาเสียหลักเพราะใช้แรงมากเกินไปและยังไม่ทันจะชักดาบกลับคืนมา
นั่นคือโอกาสที่เถี่ยหยางรอคอย
ปลายทวนในมือของเขาตวัดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
"ฉัวะ"
คมทวนสีเงินฟันเข้าที่แขนขวาของลาคาอย่างรุนแรง ตัดขาดั้แ่หัวไหล่จนแขนทั้งท่อนลอยคว้างขึ้นไปในอากาศ โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นราวกับสายฝน
"อ๊ากกกก"
แม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งทู่ฟานส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยความเ็ปเป็ครั้งแรก ร่างของเขาเสียสมดุลและร่วงตกลงจากหลังม้ากระแทกพื้นอย่างแรง
เถี่ยหยางควบคุมม้าขาวให้หยุดนิ่ง เขามองร่างของศัตรูที่นอนดิ้นรนอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่สงบเยือกเย็น ก่อนจะเหลือบขึ้นไปยังหอสังเกตการณ์กลาง
เขากำลังรอคอยบัญชาต่อไปจากซื่อจื่อของเขา
(จบตอนที่ 4)