บทที่ 2 เด็กสาวหมู่บ้านหมอก
ลานประลองถูกสร้างขึ้นกลางเมืองอย่างใหญ่โตผู้คนมากหน้าหลายตาต่างมารวมตัวกันเพื่อดูการประลองในครั้งนี้ผู้คนนับพันต่างเบียดเสียดกันมาร่วมลงทะเบียนเพื่อเข้าสนามประลองแต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าร่วมประลองได้ ผู้ที่สามารลงสมัครคัดเลือกได้ต้องมีอายุั้แ่15-20 ปีเท่านั้น และทุกคนต้องวางสองมือลงบนแท่นศิลาเพื่อวัดระดับพลัง คนที่จะสามารถเข้าไปในสนามประลองได้ต้องมีระดับพลังอยู่ในระดับเทวะปฐีขั้นที่3 เท่านั้น ระดับพลังแบ่งออกเป็ 30 ระดับ
ระดับพลังขั้นที่ 1-10 เรียกว่าเทวะปฐีผู้ที่อยู่ในขั้นเทวะปฐีขั้นที่ 5 ขึ้นไปจะสามาถเดินทางได้เร็วกว่าม้าพวกเขาสามารถไปไหนมาไหนก็ได้โดยไม่ต้องใช้รถม้า ส่วนระดับพลังขั้นที่ 11-20เรียกว่าเทวะนภา พวกนี้จะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างอิสระแต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถฝึกฝนในแต่ละขั้นได้ง่าย ๆ ในหนึ่งขั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย3-4 ปี และคนส่วนใหญ่จะสามารถเริ่มฝึกฝนพลังได้ก็ตอนอายุ 10 ปีเต็มเพราะพลังในร่างกายจะตื่นขึ้นในตอนนั้น อายุเฉลี่ยของมนุษย์โลกอยู่ที่ 100 ปีจึงทำให้ผู้ที่อยู่ในขั้นที่ 20 ของเทวะนภานั้นน้อยเหลือเกิน
ส่วนระดับพลังขั้นที่ 21-30 เป็พลังที่มนุษย์โลกไม่กล้าฝันที่จะไปถึงขั้นนั้นเรียกว่าขั้นเทวะเ้าพิภพซึ่งพลังระดับนี้จะต้องเป็ชาว์เท่านั้น แต่มนุษย์โลกสามารถไปถึงขั้นที่30 ได้ถ้าหากฝึกฝนอย่างหนักจริง ๆ แต่ควาเป็ไปได้มันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก
มันยังมีอีก 3ขั้นที่มนุษย์รับรู้แต่ไม่มีทางที่จะไปถึง คือขั้นที่ 31-33เรียกว่าเทวะาา์ ข้อมูลของขั้นนี้ในโลกมนุษย์มีน้อยเหลือเกิน พวกมนุษย์รับรู้แค่ว่าผู้ที่อยู่ในขั้นนี้มีน้อยนิดขนาดที่ว่าใช้มือทั้งสองข้างนับแล้วยังเหลือ
เด็กหนุ่มวัยรุ่นเืร้อนต่างมาต่อแถวเพื่อรอขึ้นไปประทับฝ่ามือบนแท่นศิลา“สู้เขานะลูก!!” “โชว์ให้ทุกคนดูไปเลยว่าลูกเก่งแค่ไหน!!” เสียงะโเชียร์ของพวกญาติ ๆ ที่มาเฝ้าดูบุตรหลานของตัวเองคัดเลือก ดังกึกก้องไปทั่วงานวัยรุ่นบางคนก็ต้องผิดหวังที่ไม่สามารถร่วมประลองได้เพราะระดับพลังของตัวเองยังไม่ถึงพวกเขาเ่าั้ต้องเดินคอตกกลับบ้านไป
เสียงเชียร์ดังสนั่นอยู่สักพักก็เงียบลง เพราะเด็กสาวหน้าตาน่ารักอายุอานามประมาณ18 ปี เธอเดินไปหยุดที่แท่นศิลา เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับหลับตาลง “เห้ย!! จะทำก็รีบทำเสียเวลาคนอื่น!! . . .”เสียงะโดุด่าเพราะความชักช้าของเด็กสาวยิ่งทำให้เธอกังวลมากขึ้นเธอมางานประลองในครั้งนี้โดยที่เธอต้องแบกรับความหวังของคนในหมูบ้านเอาไว้บนบ่าสองมือวางลงบนแท่นศิลา หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆแสงสว่างส่องขึ้นฟ้าพร้อมกับตัวเลขบอกพลัง “ขั้นที่ 2!! ไม่ผ่าน!!คนต่อไปขึ้นมา . .”เ้าหน้าที่พูดเสียงดังพร้อมกับหันไปเรียกคนต่อไปให้ขึ้นมาบนแท่นศิลา เด็กสาวตัวสั่นร้องไห้ออกมา เธอสายหน้าด้วยความเสียใจเพราะเธอไม่เชื้อว่าเธอจะไม่สามารถเข้าร่วมงานประลองในครั้งนี้ได้ เธอใช้เวลา 4ปีในการฝึกฝนพลังเพื่อที่จะเข้าร่วมงานประลองในครั้งนี้ “ลงไปได้แล้ว!” เ้าหน้าที่ไล่เธอลงมาจากแท่นศิลา สองเท้าก้าวเดินอย่างช้า ๆ เด็กสาวเดินเหมือนคนไร้ิญญาลงมาจากแท่นศิลาสองมือเช็ดน้ำตาเดินไปนั่งอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ ผู้คนมากมายไม่มีใครสนใจเธอเลยแม้แต่น้อยพวกเขายังคงจับจ้องไปที่แท่นศิลาต่อ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันอยู่ในสายตาของเบิกฟ้าตลอดเวลาเขามองไปที่เด็กสาวด้วยความสงสัย มันมีพลังบางอย่างส่องสว่างออกมาจากร่างกายเธอ เบิกฟ้าเดินไปด้วยความสงสัยเขายืนอยู่ตรงหน้าเด็กสาวเพื่อที่จะคลายความสงสัย . . . “เธอมาจากไหน?” น้ำเสียงเ็าของเบิกฟ้าทำให้เด็กสาวที่กำลังเศร้าเสียใจ ต้องรีบเช็ดน้ำตาของตัวเองแล้วเงยหน้ามองด้วยความหงุดหงิด“มีอะไร!! คนกำลังเศร้าอยู่ไม่เห็นหรือไง!!” เบิกฟ้าชะงักไปชั่วขณะ
เขายิ้มมุมปากพร้อมกับจับจ้องไปที่ใบหน้าเรียวขาวของเด็กสาว“เธอมีพลังของเมืองหมอก!!” ทันทีที่เบิกฟ้าพูดจบ เด็กสาวตาโตขึ้นมาทันที เธอรีบเอามือไปปิดปากเบิกฟ้าแล้วหันมองรอบข้างเพราะกลัวคนอื่นมาได้ยินเื่นี้ เธอจูงมือเบิกฟ้าออกไปจนห่างจากผู้คน “นาย!!นายเป็ใคร? นายรู้เื่นี้ได้ไง!!” เธอถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ผู้ใหญ่ถามเด็กอย่างเธอมีหน้าที่ตอบไม่ใช่ย้อนถาม”
“ผู้ใหญ่? . . . นายเนี่ยนะ!! ฮ่า ๆ อายุนายไม่น่าจะห่างจากฉันสักเท่าไหร่ ดู ๆ ไปแล้วน่าจะเท่ากันด้วยซ้ำ”น้ำเสียงและคำพูดของเธอ ไม่มีความเคารพในตัวเบิกฟ้าเลยแม้แต่นิดเดียวถ้านับอายุจริง ๆ ปีนี้เบิกฟ้าก็เกือบ 1 แสนปีแล้วเป็ธรรมดาที่เขาจะหงุดหงิดเมื่อมีเด็กอายุแค่ 18 ปีมาพูดแบบนี้กับเขาต่อให้เป็พวกผู้เฒ่าหัวหงอกที่ไหนก็ตามก็ยังเป็ได้แค่เด็กน้อยในสายตาของเบิกฟ้า
“บอกมาว่าชาวเมืองหมอกอยู่ที่ไหน? . . .” เบิกฟ้าจ้องหน้าด้วยสายตาจริงจังดวงตาของเขามันช่างน่ากลัวเหลือเกินแต่เด็กสาวเธอไม่สามารถพูดเื่นี้ออกไปได้ เพราะมันคือความเป็ความตายของคนในหมู่บ้านเบิกฟ้าสักเกตสีหน้าของเธออยู่ตลอดเวลา พร้อมกับใช้พลังฟังความคิดของเด็กสาว บอกไม่ได้ๆ เด็กสาวคิดแต่คำนี้ซ้ำไปซ้ำมา “ถ้าเธอบอก! . . .ฉันจะทำให้เธอผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้เอง . . .” น้ำเสียงอ่อนนุ่มพูดออกมาอย่างมั่นใจทำให้เธอต้องหันไปมองเบิกฟ้าอีกครั้ง เธอมองเขาั้แ่หัวจรดเท้า อีตานี่ต้องโกโหกแน่ๆ ฉันจะไม่โดนหลอกให้บอกเื่คนในหมู่บ้านแน่!!
“ฉัน้าไปเจอกับผู้เฒ่าของหมู่บ้านของเธอเพราะ . . .” เธอไม่รอฟังต่อ เธอรีบหันหลังแล้วเดินอย่างรวดเร็วเพื่อหนีให้พ้นจากคนบ้าเบิกฟ้าพุ่งไปอยู่ตรงหน้า ทำให้เด็กสาวชะงักดวงตาเธอเบิกกว้างเพราะความใในพลังความเร็วของเบิกฟ้าที่สามารถพุ่งมาอยู่ตรงหน้าเธอได้เร็วขนาดนี้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธออายุไม่น่าจะห่างจากเธอสักเท่าไหร่! แต่ทำไมพลังของเขาถึงสูงขนาดนี้! “เด็กน้อย!เธอไม่มีสิทธิ์เดินหันหลังให้กับผู้ใหญ่” เบิกฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำ“นาย!! นายทำได้ยังไง?” เธอยังคงอ้าปากค้างและอึ้งกับพลังของเบิกฟ้า
“ฉันทำได้มากกว่านี้อีก . . .” น้ำเสียงของเบิกฟ้าถึงแม้จะไม่ดูเป็มิตรสักเท่าไหร่แต่มันก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันยังสร้างความรู้เหมือนได้คุยกับญาติผู้ใหญ่ซะมากกว่า
เธอไม่หนีแต่คุกเข่าลงกับพื้น ความคิดเื่เก่าๆ แล่นผ่านเข้ามาในหัวของเธอ ใบหน้าของคนในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความหวังมันยิ่งทำให้เธอเ็ปใจถ้าเธอกลับไปทั้งแบบนี้ยอมเป็ศพกลับไปที่หมู่บ้านดีกว่า สองมือน้อย ๆ ค่อย ๆ หยิบมีดขึ้นมาจากกระเป๋าเธอใช้สองมือกำมีดจนแน่น หวังจะแทงเข้าที่หน้าอกของตัวเอง
เบิกฟ้าสายหน้าที่เห็นเด็กสาวคิดจะฆ่าตัวตายต่อหน้าเขาเขายกมือโบกสะบัดเบา ๆ ทำให้แรงลมผลักมีดจนหลุดออกจากมือ แค่ลมเบา ๆที่เบิกฟ้าสร้างมันทำให้มีดพุ่งไปทะลุต้นไม้ใหญ่จนเกิดรอยแยกสร้างความเสียหายอย่างหนักแค่คิดว่านั้นเป็ร่างคนก็ขนลุกแล้ว . . .
เด็กสาวมองเห็นต้นไม้ที่มีดทะลุผ่านไปด้วยแววตาแตกตื่นเธออ้าปากค้างเพราะความอึ้งในสิ่งที่ได้เห็น เธอค่อย ๆ เงยหน้ามองเบิกฟ้าช้า ๆ “คิดจะปัดความรับผิดชอบหรอ!! ทำไมถึงเป็คนเห็นแก่ตัวแบบนี้!!” เบิกฟ้าดุด้วยแววตาของคนที่ผิดหวังเขาหันหลังพร้อมกับถอนหายใจ “เฮ้อ! เด็กสมัยนี้ทำไมมันถึงไม่รักชีวิตมันเลยนะ”
“นะ! นายช่วยฉันได้จริง ๆ ใช่มั้ย?” เธอได้เห็นพลังที่เบิกฟ้าแสดงให้ดู มันทำให้เธอมีความหวังมากขี้น เธอมองหน้าเบิกฟ้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังเบิกฟ้าหรี่ตามอง “ฉันไม่ได้ช่วยฟรี ๆ แค่เธอรับปากมาก็แค่นั้น” เบิกฟ้ามองด้วยสายตาที่ว่างเปล่าเธอก้มหน้าลงถอนหายใจเสียงดัง เฮ้อ! . . . “ได้!” สิ้นคำตกลงของเด็กสาว เบิกฟ้าโบกมือขึ้น ลมพัดพาให้ร่างของเธอลอยขึ้นกลางอากาศเธอใกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก ร่างกายเธอไม่สามารถขยับได้เลยแม้แต่น้อย เบิกฟ้าปล่อยพลังออกมาเบาๆ แล้วส่งไปที่ร่างกายของเด็กสาว ฟึบ!! . . . ดวงตาเธอโตเบิกกว้าง เธอรับรู้ได้ถึงพลังที่ถูกส่งเข้ามาในร่างของเธอพลังมากมายมันทำให้เธอรู้สึกเหมือนร่างจะะเิ เธอพยายามข่มตาลงแล้วอดทนอยู่เกือบ10 นาที เท้าของเธอก็แตะลงที่พื้น เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เธอยกสองมือขึ้นแล้วจ้องมองพลังในร่างกายเธอไหลเวียนรวดเร็วจนเธอรับรู้ได้ “นี่!! นี่มัน. . .” เธอยิ้มออกมาด้วยความดีใจ “พลัง!! พลังมากมายเหลือเกิน”
“ไปได้แล้ว!! เดี๋ยวการคัดเลือกจะจบซะก่อน!!” เบิกฟ้าพูดเตือนสะติเธอ เด็กสาวไม่รอช้าเธอรีบวิ่งไปที่แท่นศิลาทันที ตอนนี้ผู้คนเริ่มน้อยลงมากแล้วสองเท้าเธอรีบจ้ำอ้าวไปบนแท่นศิลา “มาทำไมอีก!!”เ้าหน้าที่มองเธอด้วยความสงสัย “ฉันขอลองอีกครั้ง” เ้าหน้าที่ขมวดคิ้วมองเธอด้วยความสงสัยเด็กสาวไม่รอให้เ้าหน้าที่พูดอะไรต่อสองมือเธอวางลงบนแท่นศิลาทันทีแสงสว่างส่องขึ้นมาพร้อมกับตัวเลขบอกพลัง 1 . . 2 . . 3 . . 4 . . 5!! ผู้คนในที่นั้นต่างก็ใที่เห็น ตัวเลขพลังของมันวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว คนที่เข้ามาร่วมงานประลองครั้งนี้มากสุดก็แค่ขั้นที่4 แต่นี่ขั้นที่ 5 มันบ้าไปแล้ว “ขะ!! ขั้นที่ 5 . . . ผ่าน!!” เด็กสาวได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาทันทีเธอะโลงมาจากแท่นศิลาด้วยความดีใจพรุ่งนี้จะเป็วันแรงของการประลองวันนี้เธอต้องไปเตรียมตัวให้พร้อมเด็กสาววิ่งไปหาเบิกฟ้าด้วยใบหน้าเบิกบาน
“จะดีใจอะไรนักหนา!!” เบิกฟ้าพูดเสร็จก็ทำเป็ไม่สนใจในสิ่งที่เด็กสาวทำ เขาเอนหลังพิงกำแพงนอนหลับตาฟังเสียงสายลมเสียงธรรมชาติอย่างสงบ
เธอจ้องไปที่ใบหน้าของเบิกฟ้าด้วยความสงสัย “นะ! นายชื่ออะไรหรอ?” เธอพูดกับเบิกฟ้าด้วยความสงสัยแต่ก็ยังคงเกรงในพลังอำนาจของเบิกฟ้า เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วมองไปที่เด็กสาว “เบิกฟ้า”ชื่อของเขาทำให้เด็กสาวตาโต “ทำไมถึงใช้ชื่อนี้ละ?ชาวบ้านเขามักจะพูดกันว่าชื่อนี้เป็ชื่อของาาอสูรนะ เป็ชื่ออัปมงคลด้วย ไม่มีใครกล้าใช้ชื่อนี้เลย. . . ยกเว้น!” เบิกฟ้าหรี่ตามอง “ยกเว้นอะไร? . . .” เธอหันมองซ้ายขวา “ยกเว้นคนในหมู่บ้านหมองเท่านั้นแหละ ที่ไม่เรียกชื่อนี้ว่าเป็ชื่ออัปมงคลตรงกันข้ามชื่อนี้เป็ชื่อพระเ้าของพวกเราด้วย” ได้ยินแบบนั้นก็ทำให้เบิกฟ้ายกยิ้มออกมาเบาๆ อย่างน้อยก็ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ลืมเรา
เบิกฟ้ามองดูดวงตาที่ใสซื่อของเด็กสาว ทำให้เขานึกถึงพี่สาวทั้งสองของเขา“แล้วเธอละชื่ออะไร? . . .” เด็กสาวยิ้มแล้วพูดออกมาอย่างมั่นใจ “ฉันชื่อแพรวา. . .” เบิกฟ้าพยักหน้าพร้อมกับหลับตาลงอีกครั้ง . . .
พักสายตาได้ไม่ถึงนาที แพรวาก็ชวนเขาคุยอีกแล้ว “นายไม่ลงสมัครด้วยหรอ? พลังที่นายมีมันมากมายเหลือเกิน นายต้องเป็ยอดยุทธในเร็ววันได้แน่ ๆ”เขาลืมตามองไปที่แพรวา “ยอดยุทธ! . . .หึ ๆตำแหน่งแบบนั้นฉันไม่้าหลอก” ยอดยุทธอะไร ตำแหน่งของพวกเด็ก ๆฉันไม่้าหลอก เขาคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา
เบิกฟ้าสังเกตเห็นท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี สายลมพัดพาไปในทิศทางเดียวกันพลังมหาศาลปรากฎขึ้นกลางเมือง เสียงผู้คนเริ่มดังแว่วเขาหูเขา “นั้น!! นั้นมันองค์หญิงนี่!!”เบิกฟ้าได้ยินทุกอย่างแต่ไม่ได้สนใจอะไร แต่ผิดกับเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆแพรวาลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น เบิกฟ้าหันไปมองเธอ “เป็อะไร?” “นาย!! นายไม่ได้ยินที่คนเขาพูดกันหรอองค์หญิงของอาณาจักรน้ำมาที่งานประลอง!!” “แล้ว? . . .”แพรวากัดปากพร้อมกับจ้องหน้าเบิกฟ้า “ก็นั้นมันองค์หญิงเลยนะ!! ท่านมีรูปโฉมที่งดงามยิ่งกว่าสาวไหน ๆ ในอาณาจักรนี้เลยนายไม่ตื่นเต้นที่จะได้เจอหรอ?”เบิกฟ้าสายหน้าพร้อมกับหลับตาลงอย่างไม่สนใจ แพรวาเห็นแบบนั้นก็รู้สึกหมั่นไส้ เธอดึงให้เบิกฟ้าลุกขึ้นแล้วดันหลังให้ไปดูองค์หญิงกับเธอ
ทั้งสองเดินมาถึงแท่นศิลาองค์หญิงผู้เลอโฉมยืนมือสองข้างประทับลงบนศิลาแสงสว่างส่องออกมาทำให้หัวใจของชายหนุ่มหลาย ๆ คนเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม พลังของเธออยู่ในระดับเทวะปฐีขั้นที่7 ด้วยอายุเพียง 15 ปีนี่มันคือปาฏิหาริย์ชัด ๆ ชาวบ้านต่างโห่ร้องสรรเสริญกันยกใหญ่เบิกฟ้าพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ลูกหลานของท่านพี่ทิพย์วารีถือว่าใช้ได้เลยจริงๆ
พวกองคลักษณ์ขององค์หญิงต่างจับจ้องไปที่ชาวเมืองเพื่อป้องกันองค์หญิงจากศัตรู“นายดูนั้นสิ นั้นคือทหารเอกของอาณาจักรน้ำเลยนะ ระดับพลังอยู่ในระดับเทวะนภาขั้นที่3 เลย . . .” แพรวาน้ำเสียงดูตื่นเต้นสุด ๆ เบิกฟ้าหัวเราะออกมาเบา ๆกับท่าทางตื่นเต้นเกินเหตุของเด็กสาว องค์หญิงเดินลงจากแท่นศิลาหลังจากที่วัดพลังเสร็จเธอเดินมาพูดคุยกับประชาชนอย่างเป็กันเอง องค์หญิงเดินมาเรื่อยจนจะถึงที่ที่แพรวากับเบิกฟ้ายืนอยู่แพรวายืนตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นจนองค์หญิงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ “เป็ยังไงบ้างคะอยู่ที่นี่สบายดีหรือเปล่า?”
“สะ!! สบายดีเพคะ” องค์หญิงเธอยิ้มอย่างเป็มิตรให้กับแพรวาเหมือนเพื่อนสาวคุยกันทหารองค์ลักษณ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังองค์หญิง มันจับสังเกตเบิกฟ้าตลอดเวลาพวกเขารับรู้ได้ถึงพลังที่ไม่ธรรมดาของผู้ชายคนนี้ “องค์หญิงขอรับ เชิญพระองค์กลับไปที่วังเถอะขอรับพวกเราออกมาจากวังนานแล้วเดี๋ยวเสด็จพ่อของพระองค์จะเป็ห่วง”เธอยิ้มให้กับแพรวาก่อนที่จะเดินจากไป หลังจากที่องค์หญิงจากไปสักพัก ผู้คนในเมืองก็กลับไปทำงานตามปกติ
เบิกฟ้ากับแพรวาเดินออกมานอกเมืองพวกเขาต้องหาที่พักค้างคืน แต่แพรวามีเงินไม่มากพอที่จะนอนในเมือง ก็เลยต้องออกมานอนในป่าแทนส่วนเบิกฟ้าเขาสามารถนอนได้ทุกที แพรวารวบรวมกิ่งไม้มากองไว้พร้อมกับจุดไฟกันสัตว์ร้ายเข้าหาเธอทิ้งตัวลงนอนเพราะความเมื่อยล้าและหลับไปในทันที
เบิกฟ้านั่งอยู่บนยอดต้นไม้เขามองไปที่ดวงจันทร์บนนั้นมีคนที่เขารักพักอยู่ที่นั้น ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มมีน้ำใส ๆ ไหลออกมาเล็กน้อยเมื่อหวนคิดถึงเื่ราวเก่า ๆ มันทำให้หัวใจของผู้ชายคนนี้เ็ปหรือเกิน “สักวันผมจะไปพบท่านให้ได้. . . ท่านแม่” เบิกฟ้าลอยลงมายังพื้นเขาหันไปมองแพรวานิดหน่อยก่อนที่จะสร้างม่านพลังขึ้นมา ม่านนี้จะป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายเธอได้ในระหว่างที่เขาไม่อยู่เบิกฟ้ากระทืบเท้าหนึ่งครั้งธรณีแยกจากันเป็วงกลมเขาะโลงไปทันที
โลกใต้พิภพที่สุดแสนจะน่ากลัว บัดนี้เบิกฟ้าได้เปลี่ยนมันให้เป็บ้านของเขาไปแล้วเหล่าอสูรมากมายต่างหวาดหวั่นในพลังอำนาจของเบิกฟ้าจนไม่มีอสูรตัวไหนกล้าขึ้นไปยังโลกมนุษย์ถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากเบิกฟ้าทันทีที่พวกมันเห็นเบิกฟ้าเดินเข้ามาในปราสาท เหล่าอสูรข้ารับใช้รีบวิ่งเข้ามาถอดรองเท้าให้กับเบิกฟ้าทันที“นะ!! นายท่านกลับมาแล้ว!!” เบิกฟ้าไม่สนใจเหล่าอสูร เขาเดินตรงไปที่ห้องของตัวเองเหล่านารีมากมายต่างนอนรอเบิกฟ้าอยู่บนเตียงด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่าเขาทิ้งตัวลงนอนพร้อมกับหันไปสั่งการกับอสูรรับใช้ที่นั่งเฝ้าอยู่ “เ้าขึ้นไปยังโลกมนุษย์และเฝ้าเธอให้กับข้า”เบิกฟ้าโบกมือส่งอสูรรับใช้ขึ้นไปเฝ้าดูและแพรวา ในระหว่างที่เขากำลังหลับอยู่ที่ปราสาท
--------------------------------------------------------