ตอนที่ 6 แผนลอบสังหาร 1
“เลนเน่!?”ดาเรนผงะโพล่งออกมา เมื่อเห็นสาวเ้ามายืนกอดอกรออยู่หน้าประตู รับรู้ได้ถึงสายตาเย็นเหยียบมองทะลุผ่านผ้าคลุมหน้าราวกับกำลังจับผิดหรือจ้องคุมประพฤติอะไรทำนองนั้น
“ข้าจะพาท่านเดินชมวิหารเอง”เป็เลนเน่กล่าวตัดบทสลายบรรยากาศชวนอึดอัด แต่เ้าหล่อนก็ไม่รอคำตอบออกเดินนำไปเสียแล้วดาเรนยักไหล่แบบไม่มีทางเลือกนอกจากจะเดินตามไปแต่โดยดีอย่างน้อยก็ไม่ต้องหลงทางล่ะนะ
ระเบียงทางเดินนำทั้งสองออกจากโซนที่พักอาศัยและผ่านกลางสวนอุทยาน ราวกับท่าหญิงจะตั้งใจพาเ้าตัวมาชมผลงานอันวินาศสันตะโร
รอยไถ่ครูดของกระสวยอวกาศยังทิ้งรอยเป็ทางยาวแม้เหล่าคนสวนจะพยายามเกลี่ยทุกอย่างให้เข้าที่เอาหญ้าและดอกไม้มาจัดสวนกลบเกลื่อนนั้นพอได้อยู่แต่ต้นไม้ใหญ่สี่ห้าต้นซึ่งสัญญาลักษณ์ของอุทยานนี่สิ บางต้นแหว่งแทบเป็จันเสี้ยวบางต้นเหลือแค่ตอ และส่วนสำคัญที่สุดของอุทยาน เหล่ารูปปั้นสภาทวยเทพนั่งล้อมวงประชุม...เอาเป็ว่าไม่มีองค์ใดรอด สัจธรรมเนื้อแท้ของพวกนี้ล้วนเพียงเศษหิน
ดาเรนยืนค้างกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“ทวยเทพคงอภัยให้ท่านโซนอุทยานคงปิดอีกนาน เราไปที่อื่นกันดีกว่า” ไม่รู้เธออยากแหย่เขาเล่นหรือจับสังเกตกันแน่ถึงพาเขามาที่นี่
พื้นพักอาศัยอุยาน และลานพิธีกรรมกลางแจ้งจัดเป็โซนด้านหวงห้ามเฉพาะคนในล้อมรอบด้วยกำแพงสูงเกือบสามเมตรทั้งสี่มุมมีหอคอยสูงที่บริกรรมพิธีบางอย่างตลอดทั้งวันคืนโดยมีนักบวชจัดเวรสลับกันไม่เคยขาดตกบกพร่องทั้งด้านล่างหอคอยยังถูกคุ้มกันเข้มงวดด้วยกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ของวิหาร
ดาเรนใช้ดวงตาจับกระแสไซไนน์เพื่อมองดูความเปลี่ยนแปลงของกระแสมานาจากหอคอยทั้งสี่มานาจากพิธีกรรมหมุนวนพวยพุ่งขึ้นฟ้าราวกับน้ำพุตกกลับลงมาเป็ละอองแสงสวยงามระยิบระยับ ขณะเดียวกันปรากฏรอยฉีกขาดของมิติอย่างเกรี้ยวกราดจากอีกฝั่งราวกับสิ่งนั้นพยายามจะแหกออกจากที่คุมขังแต่ท้ายที่หลุดเหล่าละอองแสงก็ปัดเป่าความเกรี้ยวกราดและสมานรอยแยกของมิติ
ซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นภายใต้สายตาของดาเรนเพียงผู้เดียวกระทั่งเหล่านักบวชที่ประกอบพิธีกรรมก็ไม่อาจััได้ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวพวกเขาจะเห็นสิ่งชั่วร้ายต่อเมื่อมันหลุดผ่านมาทางฝั่งนี้และก่อเกิดกายหยาบเท่านั้น
“พวกเราต้องรักษากำแพงมิติไม่ให้พวกเอรัสข้ามมาได้” เลนเน่กล่าวอธิบายเมื่อเห็นดาเรนจ้องเขม็งไปยังหอคอย
“เอรัส?”ดาเรนทวนคำอย่างแ่เบา ศัตรูสีดำจากห่วงโบราณกาลสองฝ่ายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็ศัตรูกันชั่วนิรันดร์ ไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกันได้
“ดาเรน...”เลนเน่ััถึงรังสีสังหารแผ่พุ่งจากดาเรนอย่างฉับพลันเสียงของเธอผสานเวทมนต์ศักดิ์ก้องกังวานเรียก
“ข้าไม่เป็ไร”ดาเรนรั้งรังสีสังหารคืน แล้วกล่าวถามเสียงเย็น
“พวกเอรัสอยู่ที่ไหน”ราวกับอุณหภูมิรอบชายหนุ่มจะลดฮวบลงจนน่าขนลุก แต่เลนเน่กลับใจชื้นขึ้นอย่างน้อยไม่ว่าชายผู้นี้จะถูกส่งมาโดยทวยเทพหรือไม่แต่เขาจะยืนอยู่ตรงข้ามกับพวกปิศาจแน่นอน
“ตามตำนานพวกมันถูกขับไล่ไปอยู่อีกฝากเกือบหมดแล้ว แต่นอกอนาเขตที่พลังของวิหารไปไม่ถึงบางครั้งพวกมันก็ฝ่าออกมาได้ หรือส่งเชื้อโรคร้ายเข้ามา ครอบงำ ล่อล่วงหรือเปลี่ยนให้สิ่งมีชีวิตกลายเป็สัตว์ประหลาดไป” เลนเน่กล่าวอธิบายพลางสังเกตดาเรนที่เผยใบหน้าเคร่งเครียดเขาดูสนใจเกียวกับเอรัสเป็พิเศษ
“ข้าอยากไปข้างนอกนั่น...”
“ไม่ได้”
ดาเรนยังไม่ทันกล่าวจบเลนเน่ร้องห้ามเสียงแข็ง ไม่เห็นด้วยเลยกับการกระทำไม่คิดหน้าคิดหลัง
“เลนเน่นั่นมันหน้าที่ข้า” ดาเรนสบตากันเลนเน่ด้วยแววตามุ่งมั่นไม่สั่นคลอนบอกเจตจำนงของเขาชัดเจน
“ข้ารู้ท่านไม่ใช่คนของทวยเทพข้าเห็นสิ่งที่ท่านนั่งมา” ฝ่ายหญิงสาวประสาตากลับไม่กระพริบ
“เมื่อท่านรู้อยู่แล้วจะห้ามข้าทำไม”ดาเรนดูใแล็กน้อย แต่ก็ไม่คิดปิดบังอยู่แล้วกลับสงสัยเสียอีกว่าทำไมหญิงสาวถึงไม่เปิดเผยความจริงกับทางศาสนจักร
“เพราะมันคือโชคชะตาไงล่ะ”เลนเน่โพลงขึ้นมาก่อนจะอึกอักเล็กน้อย และเธอกุมจี้ห้อยคอลายศาสนจักรราวกับ้าขอโทษกับการกระทำต่อไปของเธอ “ศาสนจักรเหลือพลังในการรักษากำแพงอีกไม่มากแล้วเอรัสมากมายจะกรูกันเข้ามา และนั่นคือาครั้งสุดท้าย วันพิพากษา” เธอตัดสินใจบอกความลับขั้นสูงสุดผิดคำปฏิญาณในฐานะนักรบศักดิ์สิทธิ์
“ท่านคือสัญญาลักษณ์ความหวังที่จะรวมทุกคนให้เป็หนึ่งเดียวกัน”
“ได้โปรด”
น้ำเสียงของนางไม่ได้เย่อหยิ่งอีกต่อไปทุกถ้อยคำกล่าวราวสะท้อนจากหัวใจที่ห่วงใยประชาชนและชะตากรรมของโลกใบนี้ เธอย่อตัวโค้งคำนับวางเกียรติลงเบื้องหน้าชายหนุ่มซึ่งเธอทราบดีว่าไม่ใช่คนของทวยเทพเธอไม่ได้ทำเพื่อปกป้องเขาแต่เธอทำเพื่อปกป้องตำนานที่จะเป็ความหวังเดียวเมื่อาวันพิพากษามาถึง
“ถ้านิทานก่อนนอนนั่นมีจุดประสงค์เดียวกับข้า ข้าก็ไม่เกี่ยงหรอก”ดาเรนยอมรับปากแม้จะเล่นลิ้นไปบ้างก่อนเข้าไปพยุงไหล่ทั้งสองข้างของหญิงสาวให้ลุกขึ้น
เลนเน่ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเข้าประชิดเสียแล้วด้วยตำแหน่งคาเรียร์ผู้บริสุทธิ์ย่อมถูกกีดกันห่างจากบุรุษปานบุพผาในโหลแก้วเรือนไหล่ขาวเนียนถูกััจากบุรุษไม่คุ้นเคย อารามใเธอแหงนหน้าขึ้นมองประจันหน้าระยะเพียงลมใจหายอุ่น ั้แ่เคยเห็นร่างเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายเธอก็ไม่กล้ามองใบหน้าของเขาอย่างเต็มตาเลยสักครั้ง จนกระทั่งวินาทีนี้ใบหน้าหล่อเหลาไม่ต่างจากเหล่ารูปปั้นแกะสลักของทวยเทพในอุดมคติรอยยิ้มกวนประสาทไม่ได้ชวนโมโหแต่กลับล่อลวงเธออย่างประหลาดั์ตานิลดำยืนยันหนักแน่นแน่วแน่ยิ่งกว่าคำพูดที่ออกจากริมฝีปากบางนั่น
ราวกับเวลาหยุดนิ่งแล้วะเิออก เลนเน่ะโโหย่งถอยห่างไปไกลเืฝาดบนใบหน้าร้อนผ่าวแดงระเรื่อจนมองจากอีกด้านของผ้าคลุมหน้าก็เห็นได้ชัดเจน ส่วนอีกฝ่ายได้แต่เกาหัวแกรกๆแก้เก้อดูเหมือนต้องให้แคล์หาหนังสือมารยาทหรือประเพณีของศาสนจักรมาท่านบ้างเสียแล้ว
“ข้าสัญญาว่าจะอยู่ให้ถึงานั่นแล้วข้าจะลากพวกมันลงนรกให้หมด”
“แต่ตอนนี้ข้าอยากเที่ยวต่อทางนั้นมีอะไรกันน่ะ”
ดาเรนเริ่มบทสนทนาใหม่ซึ่งเลนเน่ก็พยักหน้าตอบรับหลังปรับอารมณ์เข้าที่เข้าทาง
ฮิลมานล์เมืองเกษตรกรรม อู่ข้าวอู่น้ำแห่งลุ่มน้ำอิริวตอนนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่สอของฤดูเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวอวบอ้วนทอดร่วงโน้มเชิญชวนเหล่าชาวนาทุ่งเหลืองทองอร่ามทอดยาวตลอดแนวกำแพงจรดสุดสายตาที่ปลายขอบฟ้า
ปีนี้อุดมสมบูรณ์อีกคราต้องบวงสรวงขอบคุณเทพีแฝดเอย่าและเฮน่าเทพีแห่งพืชพันธุ์ และ เทพีแห่งการเก็บเกี่ยว
โซนด้านนอกของวิหารสำหรับเหล่าปุถุชนและจาริกแสวงบุญรูปสลักหินขาวเทพีแฝดสูงหว่าห้าเมตรยืนเด่นเป็สง่าด้านล่างรายล้อมด้วยพืชพรรณธัญญาหารที่เหล่าประชาชนนำมาบวงสรวง
ในโบสถ์เล็กบทสวดสรรเสริญพึ่งจบลงและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์กำลังเริ่มขึ้น การรับยานาร์ของเหล่าเด็กวัยแรกเกิดถึงหกเดือน
สำหรับเหล่าผู้ใช้เวทมนต์มานาเปรียบดั่งพลังงานตั้งต้นที่จะแปรเปลี่ยนเป็พลังเวทที่สำสำแดงออก ส่วนยานาร์เสมือนแกนกลางของมนุษย์ทำหน้าที่ดูดซับมานาจากธรรมชาติแล้วสกัดกลั่นให้เข้ากับร่างกายรวมถึงเป็ที่กักเก็บอีกด้วย
ยานาร์ไม่ได้กำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เป็การประทานพรจากทวย หญิงตั้งครรภ์ต้องดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์จากวิหาร เมื่อคลอดแล้วเด็กแรกเกิดต้องเข้าพิธีดังกล่าวยามครบสี่ขวบปีพร์จะปรากฏเด่นชัดว่าผู้ใดจะสามารถก้าวสู่วิถีแห่งจอมเวทหรือชาวบ้านสามัญที่อาจใช้เวทมนต์ได้เล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน
เก๊งๆ ๆ ๆ ๆๆๆ
ขณะที่ผู้คนยิ้มเบิกบานกับการร่วมทำกิจกรรมทางศาสนาตามจุดต่างๆของวิหารเสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยกำแพงมิติดังรัวสนั่นขึ้นตามกันผู้คนกลับกลายใบหน้าซีดเผือดวิ่งจ้าระหวั่นกระจายไปคนละทิศคนละทางบ้างกรูกันเข้าไปหลบในโบสถ์ บ้างวิ่งหนีลึกเข้าไปในส่วนตัวเมือง
ชั่วอึดในกองม้าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ควบออกมาจากทางด้านหลังวิหารอ้อมมาสมทบกับกองทหารป้องเมือง ก่อนเร่งรีบออกนอกเมืองไปพร้อมกัน
“เกิดอะไร”ดาเรนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ตื่นใไปกับเหตุการณ์รอบด้านเพียงแต่สงสัยจับต้นชนปลายไม่ถูก
“รอยแยกมิติน่าจะฉีกขาดแต่ท่านจะไปที่นั่นไม่ได้” เลนเน่ตอบเสียงเข้มพร้อมก้าวมาขว้างดาเรนเอาไว้“ถึงจะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่อัศวินศักดิ์สิทธิ์กับกองทหารรับมือได้อยู่แล้ว”เลนเนอธิบายเสริมเสียงเรียบไม่ว่ายังไงเธอไม่้าให้ดาเรนเผชิญความเสี่ยงแม้เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
“ออกมาได้แล้ว”ดาเรนกล่าวเสียงเย็นเบาหวิวหากแต่รังสีสังหารรุนแรงน่าหวาดหวั่นแผ่พุ่งออกไปทั่วทิศเลนเน่ที่อยู่ข้างดาเรนถึงกับหายใจผิดจังหวะก่อนแรงกดดันจากเขาค่อยคลายลงเธอกวาดสายไปรอบตัวเห็นคนหลายคนยังคงอยู่ละแวกนั้น ไม่ได้วิ่งหนีตายเหมือนอย่างชาวบ้านทั่วไป
เมื่อถูกฉีกหน้ากากพวกมันเริ่มขยับเข้าล้อมกรอบทั้งคู่ พลางล้วงมือเข้าไปใต้ผ้าคลุมกระชับอาวุธเตรียมพร้อมลงมือในทุกชั่วพริบตา
“พวกแก้าอะไร”เลนเน่คำรามถามออกไป ทั้งรู้อยู่เต็มอก พวกมัน้าดาเรนรอยฉีกของมิติเป็แผนล่วงดึงกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ออกไปข้างนอกเท่านั้นเธอคิดว่าตัวเองทำพลาด ประมาทเกินไป คิดตื้นเกินไปพวกมันอุกอาจกล้าลงมือในเขตวิหาร
“ถ้าเทียบกับเอรัสพวกมันออกจะน่ารักไปเลย ว่าไหม?” ดาเรนกล่าวติดตลกด้วยท่าทางสบายๆ
“นี่ท่าน!”
By นิรกาล
เพจ : https://www.facebook.com/Zicero3/