Alternate Liberation : The Conqueror of Chaos

    บทที่ 5 ดินแดนแห่งจักรกล ตอนที่ 11 แผนแห่งความหวัง

    ค่ำคืนอันสิ้นหวังยังคงดำเนินต่อ กลุ่มของเรามุ่งหน้าผ่านความมืด สายลมยามราตรีหนาวเย็นพัดกรรโชกผ่านเนินที่สอง ซึ่งเราเลือกเป็นจุดพักชั่วคราว หวังว่าเนินนี้จะช่วยปกป้องเราได้ในระยะสั้น ทั้งหมดนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า แต่ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากเสียงหายใจหนักหน่วง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียด และดวงจันทร์สองดวงของอาร์เคเดียที่ลอยเด่นบนฟ้าก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย


    โอซิริสเรียกโฮโลแกรมขึ้นมาอีกครั้ง ข้อมูลที่ปรากฏทำให้หัวใจของทุกคนแทบหยุดเต้น เนินหลังค่ายที่เราเพิ่งผ่านมานั้น หากตกไปอยู่ในมือของเซคทาว มันจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเปิดฉากยิงใส่เราจากระยะไกลได้โดยง่าย เส้นทางหนีทั้งหมดจะกลายเป็นเส้นตาย และเซคทาวต้องรู้จุดนี้ดีแน่


    “ถ้าพวกมันยึดตรงนั้นได้ เราจบกันแน่” โอซิริสพูดเสียงเบา แต่ทุกคำที่เธอกล่าวดูเหมือนจะก้องกังวานในความเงียบงันของค่ำคืน ทุกคนขมวดคิ้ว น้ำเสียงของเธอไม่ได้แค่เตือน แต่เป็นเหมือนคำพิพากษาที่ไม่มีทางเลี่ยง


    “งั้นก็ต้องวิ่งตรงไปฐานการ์เดี้ยนให้เร็วที่สุด” ดราโก้เสนอความคิด น้ำเสียงหนักแน่น แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล เขาเองก็รู้ดีว่าการวิ่งไปแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในระยะยิงของเซคทาวที่พร้อมจะปลิดชีพทุกคนได้ทุกเมื่อ


    โอซิริสรัน Simulation อีกครั้ง เสียงบี๊บจากเครื่องมือของเธอกลายเป็นจังหวะที่น่ารำคาญในความเงียบ เธอพยายามหาทางเลือกอื่น แต่คำตอบก็ยังคงเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอส่ายหน้าและหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง


    อาคิระกุมขมับ เขานึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ตอนที่เขาเล่นเกม RTS กับพ่อ เกมวางแผนที่พ่อเก่งกาจจนเขาไม่เคยชนะได้เลย กลยุทธ์ของเซคทาวตอนนี้ช่างเหมือนกับที่พ่อเคยใช้ เป็นการบีบให้ศัตรูไม่มีทางเลือกใดนอกจากพุ่งเข้าใส่กับดัก


    เขาพยายามนึกถึงจุดอ่อนของกลยุทธ์นี้ ภาพในหัวเริ่มชัดขึ้น สิ่งที่ต่างออกไปในครั้งนี้คือยูนิตของพ่อจะมีตัวซ่อมแซมอยู่ถึงสามตัวเสมอ ซึ่งช่วยให้กองทัพของพ่อคงอยู่ได้แม้จะถูกโจมตีหนักหน่วง แต่เซคทาวกลับไม่มีหน่วยซ่อมแซมเลย “หรือว่านี่จะเป็นช่องโหว่ที่เราพอใช้ได้?” อาคิระพึมพำเบาๆ


    เขามองไปที่ยูเอะที่นั่งข้างๆ เธอหลับตา และมือของเธอเปล่งแสงจางๆ พลังสมาธิที่เธอส่งมาช่วยทำให้หัวของเขาโล่งขึ้นเล็กน้อย เขากลับมาวางแผนอีกครั้ง ในขณะที่ดราโก้พยายามพูดอะไรสักอย่าง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่แนวของเขาจริงๆ มิเรลเองก็เงียบไปนาน แต่สายตาของเธอจับจ้องไปยังพื้นที่รอบๆ ราวกับกำลังคำนวณมุมที่ดีที่สุดสำหรับการร่ายเวทย์


    ห้าพี่น้องป๋องแป๋งกับกลุ่มไซบอร์กยังคงยุ่งอยู่กับการช่วยดูแลอพยพคนเจ็บ บรรยากาศในตอนนี้มืดมนเสียยิ่งกว่าท้องฟ้าที่ไร้แสงดาว เสียงหายใจหนักๆ ของทุกคนดูเหมือนจะดังก้องในความเงียบ


    ดวงจันทร์ทั้งสองดวงของอาร์เคเดียดูเหมือนจะเฝ้ามองเราด้วยความเงียบงันเช่นกัน เป็นดวงจันทร์ที่งดงาม แต่กลับดูเย็นชา เหมือนมันเองก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย…


    แต่แล้วก็เหมือนกับมีแสงจันทร์แห่งความสิ้นหวังสาดเข้ามาซ้ำเติมความมืดมน เมื่อโอซิริสเงยหน้าขึ้นจากโฮโลแกรม และเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “มีคนเจาะไฟร์วอลล์… เขาแฮคเก่งมาก ฉันป้องกันไม่ได้เลย!”


    คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหยุดชะงัก ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวในหัวใจ ไม่ใช่เพราะแค่การโจมตีจากภายนอก แต่เพราะคนที่พวกเขาพึ่งพาในเรื่องเทคโนโลยีมากที่สุด อย่างโอซิริส ยังยอมรับว่าไม่สามารถป้องกันได้


    “มันมาแล้ว…” โอซิริสพูดต่อ เสียงเธอสั่นจนเห็นได้ชัด “เขา… เอ่อ… เขาแค่ส่งข้อความมา…”


    ทีมทั้งทีมต่างเงียบรอฟังเหมือนถูกสะกดจิต บรรยากาศรอบตัวเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ โอซิริสเปิดข้อความด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มอ่านข้อความออกมา “แด่โอซิริส…”


    แค่คำแรกก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนตกใจ แฮคเกอร์คนนี้ไม่ได้แค่เจาะเข้าระบบ แต่ยังรู้จักโอซิริสในฐานะตัวตนบุคคล ซึ่งยิ่งเพิ่มความน่ากลัวขึ้นไปอีก


    เธออ่านต่อ “ขออภัยที่เสียมารยาทเจาะระบบมาแบบนี้ แต่นี่เป็นเรื่องฉุกเฉินจริงๆ ผมมีแผน… แผนที่จะช่วยให้พวกคุณหลุดจากภาวะสิ้นหวังนี้ แต่มันเป็นภารกิจที่อันตรายและเสี่ยงมากจนแทบจะเป็นการพาเอาชีวิตไปทิ้ง หากพวกคุณยอมรับ ให้ตอบกลับจดหมาย และอาคิระ ผมคาดหวังคำตอบที่น่ายินดีจากคุณนะ ท่านผู้บัญชาการ จาก ลูนาร์ ไซเฟอร์ ผู้เผยความจริงแห่งดวงจันทร์”


    เมื่อโอซิริสอ่านจบ เสียงของเธอเบาลง แต่ทุกคำสะท้อนก้องในหัวของทุกคน ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศอีกครั้ง ราวกับทุกคนต่างไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไรดี


    อาคิระกัดฟันแน่น ดวงตาเขาแสดงความกังวลอย่างชัดเจน “นี่เขารู้มากแค่ไหนกันแน่…” เขาพูดขึ้นเบาๆ แต่เพียงพอให้คนใกล้ๆ ได้ยิน “ไม่ใช่แค่รู้จักเรา แต่เขารู้แม้กระทั่งเรื่องเล่นๆ ที่พี่ป๋องเคยพูดติดตลก เหมือนเขาจับตาเราอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว… มันทั้งน่ากลัวและ… ช่วยลดเวลาอธิบายเรื่องต่างๆ ไปได้ในตัว”


    ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่อาคิระ พวกเขารอคำตัดสินใจจากเขา แรงกดดันมหาศาลถาโถมใส่เด็กหนุ่มที่เพิ่งเริ่มค้นพบภารกิจในโลกแห่งนี้


    อาคิระสูดหายใจลึก และตัดสินใจที่จะถามความเห็นของทีมก่อน “โอซิริส?”


    โอซิริสพยักหน้า “ทั้งการคำนวณและหัวใจของฉัน บอกให้เรารับข้อเสนอนี้” เธอตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้ดวงตาจะยังสั่นไหวอยู่


    มิเรลเอ่ยขึ้นตาม “อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าตอนนี้ที่เรายังหาทางออกไม่ได้เลย”


    ดราโก้ยิ้มบางๆ ก่อนจะพูด “หากเขามีแผนโต้กลับจริง มันก็น่าสนใจ มาเอาคืนให้ยับกันเถอะ!”


    แต่เสียงของอีลิน่าแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเธอเด็ดเดี่ยว “เราจะเชื่อใจเขาได้ยังไง? ทุกคนก็รู้ว่าชื่อลูนาร์ ไซเฟอร์ หมายถึงจอมโจรที่เราเองยังประกาศจับ แม้ว่าเขาจะปล้นพวกคนทุจริตมาช่วยคนยากไร้ก็เถอะ แต่จะรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่มีเจตนาแอบแฝง?”


    คำพูดของอีลิน่าเหมือนเตือนสติทุกคน แม้แต่ตัวอาคิระเองก็เริ่มลังเล แต่ก่อนที่เขาจะตอบ ยูเอะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง “พี่คะ ไม่ว่าพี่จะเลือกทางไหน หนูอยู่ข้างพี่เสมอ และหนูจะไม่มีวันกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของพี่แน่นอนค่ะ”


    คำพูดของยูเอะทำให้อาคิระรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เขาหัวเราะเบาๆ พลางหันกลับมาที่ทุกคน “ไหนๆ เราก็ติดอยู่ตรงนี้ ไม่มีอะไรจะเสีย ลองฟังแผนเขาก่อน ถ้าไม่เข้าท่าเราค่อยปฏิเสธก็ยังไม่สาย โอซิริส… ตอบเขาไปว่าเรายินดีฟังข้อเสนอ”


    แม้ว่าอีลิน่าจะยังไม่พอใจนัก แต่เธอก็ยอมรับการตัดสินใจของทีม ทุกคนรู้ดีว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะพลิกสถานการณ์จากความสิ้นหวัง…


    หลังจากส่งข้อความตอบกลับ โฮโลแกรมของโอซิริสก็สั่นไหว ก่อนจะถูกแฮคอย่างสมบูรณ์ ภาพของผู้ส่งข้อความปรากฏขึ้นในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด พื้นหลังเป็นภาพดวงจันทร์เรืองแสงเยือกเย็น เขายืนอยู่บนแท่นเหยียบรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ดูเหมือนหลุดมาจากเทพนิยาย กลางแท่นมีเก้าอี้หรูหราตัวหนึ่ง เขานั่งลงด้วยท่าทางผ่อนคลาย สวมชุดสูทสีดำขลิบเงินที่เปล่งประกายสะท้อนแสงจันทร์ ท่าทางของเขามั่นใจจนดูเกือบหยิ่งทะนง


    ทุกคนในทีมต่างจับจ้องไปที่ภาพตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา ราวกับพยายามอ่านความลับของชายผู้นี้จากรายละเอียดที่มองเห็น อาคิระพยายามวิเคราะห์ว่าเขาเป็นใครกันแน่ แต่ก่อนที่จะมีใครพูดอะไร เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากโฮโลแกรม


    “ฮ่าๆๆ… ไม่ต้องจ้องหรือพยายามจดจำผมหรอก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึก แต่แฝงด้วยความเย้ยหยัน “เพราะว่า…”


    เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ และทันใดนั้น ภาพที่น่าตื่นตาก็เริ่มต้น เก้าอี้หรูหรากลายเป็นกองขยะโสมม ชุดสูทของเขาเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าขาดวิ่น เหมือนคนไร้บ้านที่จมอยู่ในความทุกข์ยาก แต่พอเขาก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว เขาก็เปลี่ยนเป็นพ่อค้าตัวอ้วน ใส่ชุดหรูหราอีกครั้ง แต่คราวนี้ด้านหลังของเขาเต็มไปด้วยกองทองคำและอัญมณีระยิบระยับ


    เขาก้าวอีกก้าว คราวนี้ภาพของเขากลายเป็นนักรบในชุดเกราะหนัก มือข้างหนึ่งถือดาบขนาดใหญ่ที่เปื้อนเลือด ด้านหลังของเขามีกองอาวุธมากมายเรียงราย “อย่างที่พวกคุณเห็น” เขาพูดพลางยิ้ม “ผมสามารถเป็นใครก็ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรในการจดจำตัวตนของผม? ที่สำคัญคือ ครั้งนี้เราแค่ร่วมมือกัน เพราะผลประโยชน์ของกันและกัน”


    “ผลประโยชน์?” อาคิระทวนคำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย


    เขาพยักหน้า “ใช่ ครั้งนี้พวกคุณจะได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากผมในการเผชิญหน้ากับเซคทาว และในทางกลับกัน ผมขอให้พวกคุณมาช่วยชำระล้างคาออสที่เอลเฟกรีนเป็นการแลกเปลี่ยน”


    “เกิดอะไรขึ้นที่เอลเฟกรีน?” มิเรลถามทันที สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล


    ชายในโฮโลแกรมถอนหายใจเบาๆ “ต้นไม้โลกถูกพิษคาออสเล่นงานอย่างหนัก สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คุณคิด ลำพังผมกับลีอันทำได้เพียงแค่จำกัดขอบเขตการติดพิษที่โผล่มาเป็นระยะๆ แต่แค่นั้นก็แทบหมดแรงแล้ว”


    “เดี๋ยวนะ…” มิเรลพูดแทรก “นี่มันต้นไม้โลกเลยนะ! ไม่ใช่ว่ามันสำคัญที่สุดเหรอ? ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ มันจะไม่ทำลายสมดุลทั้งระบบเหรอ?”


    เขาพยักหน้า น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น “แน่นอนว่ามันร้ายแรงสุดๆ และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องการความสามารถของยูเอะและอาคิระ คุณสองคนจะช่วยพลิกสถานการณ์นี้ได้”


    ทุกสายตาหันไปที่ยูเอะและอาคิระ ยูเอะดูลังเลเล็กน้อย แต่อาคิระกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาสบตากับชายในโฮโลแกรม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “หน้าที่ของผมคือการชำระล้างคาออส แม้ว่าแผนนี้อาจเป็นกับดัก แต่ผมพร้อมเสี่ยงเพื่อปกป้องทุกคน เพราะนี่คือสิ่งที่ผมทำมาตลอด ผมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธข้อเสนอของคุณ”


    คำตอบของเขาทำให้ชายในโฮโลแกรมยิ้มอย่างพอใจ “เป็นคำตอบที่น่าพอใจ สมแล้วที่ผมเฝ้ามองคุณมาตั้งแต่เซเลส”


    ยูเอะถึงกับตกใจ “ตั้งแต่เซเลสเลยเหรอคะ? คุณเฝ้ามองพวกเรามาตลอดเลยเหรอ?”


    เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ใช่ พวกเธอเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจมาก ทุกๆ ที่ที่พวกเธอไป พวกเธอชำระล้างคาออสมาตลอดทาง ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แม้แต่เหล่าผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ก็ออกเดินทางจากเขตของตนไม่ได้ ความหวังจึงอยู่กับพวกเธอเท่านั้น”


    คำพูดนั้นทำให้อาคิระเริ่มเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เขารู้แล้วว่า หน้าที่ของเขาในโลกอาร์เคเดีย ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด แต่เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับทุกคน


    ดราโก้ยกมือขึ้นเหมือนขอเวลานอก “เอ่อ… เราน่าจะคุยเรื่องแผนนะ เซคทาวน่าจะตามเรามาแล้ว”


    คำพูดของเขาฟังดูเหมือนตลก แต่กลับสะท้อนความจริงที่ไม่มีใครขำออก ลูนาร์จึงพยักหน้า ก่อนเริ่มอธิบายแผนการอย่างละเอียด…


    แผนก็คือ ให้ผู้คนที่อพยพแยกตัวออกไปหลายกลุ่ม เดินทางไปยังฐานการ์เดี้ยนด้วยเส้นทางที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างความสับสนให้กับเซคทาวและทำให้พวกมันไม่สามารถคาดเดาเป้าหมายที่แท้จริงได้ แต่ในขณะเดียวกัน โอซิริส จะต้องล่องหนและซ่อนตัว ไม่ปะปนไปกับกลุ่มคนอพยพ เธอจะไปหลบซ่อนในจุดที่เป็นมุมอับจากการโจมตี ซึ่งลูนาร์ ไซเฟอร์ได้แสดงจุดนั้นผ่านโฮโลแกรม พร้อมทั้งให้ทีมอารัคขาสองคนคือ พี่ป๋อง และ น้องอีฟ ไปคอยปกป้องเธอเพราะทั้งสองคนคล่องตัวที่สุด และสามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ดี


    ส่วนทีมหลัก ประกอบด้วยอาคิระ, ดราโก้, ยูเอะ, มิเรล, และอีลิน่า พวกเขาจะต้องย้ายไปยังซากปรักหักพังในค่ายเก่าของโอซิริส ลูนาร์จะมอบอุปกรณ์พรางตัวให้ ซึ่งแม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ช่วยลดโอกาสถูกตรวจจับในระยะหนึ่ง จุดมุ่งหมาย คือรอให้เซคทาวและหน่วยของมันทั้งหมดประจำตำแหน่งบนยอดเนิน และเริ่มการโจมตี


    “ในตอนที่พวกมันเริ่มยิง ยูนิตของพวกมันรวมถึงตัวเซคทาวเองจะต้องปักขาตั้งลงพื้นเพื่อสร้างเสถียรภาพ” ลูนาร์กล่าวพลางแสดงแผนที่โฮโลแกรม “พวกมันจะเคลื่อนไหวไม่ได้ชั่วขณะ นั่นจะเป็นจุดที่เราต้องลงมือ”


    เขาชี้ไปยังตำแหน่งรถถังที่คุ้มกันอยู่ด้านล่าง “รถถังเหล่านี้มีตำแหน่งต่ำกว่าเนินหลัก ทำให้ไม่สามารถยิงกลับขึ้นไปได้ทันที อีกทั้งการเคลื่อนที่ของมันก็ช้ามาก ทีมของพวกคุณจะต้องจัดการให้ได้ก่อนที่พวกมันจะเข้าถึง”


    คีย์หลักของแผน จะอยู่ที่ดราโก้ ลูนาร์ย้ำหน้าที่ของเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในจังหวะที่เซคทาวกำลังจะยิงลำแสงมรณะ ดราโก้ นายจะต้องใช้พลังทำให้เซคทาวตัวเบาหวิวที่สุด จากนั้นบังคับให้หันปลายธนูไปที่รถถังของพวกมันเอง ลำแสงนั้นน่าจะสร้างความเสียหายร้ายแรงได้พอสมควร”


    ดราโก้พยักหน้า แต่ยังคงมีแววตากังวลเล็กน้อย มิเรลที่ยืนข้างเขากล่าวเสริม “ฉันจะช่วยหนุนพลังให้นาย ถ้าต้องทำ ฉันเชื่อว่านายทำได้”


    “หลังจากนั้น…” ลูนาร์หันไปหาอีลิน่า “เธอต้องปกป้องดราโก้จากการตอบโต้ทันทีที่ลำแสงเริ่มยิง นายจะเป็นเป้าหมายแรกของพวกมันแน่นอน แต่ฉันมั่นใจว่าโล่เวทย์ของเธอจะเอาอยู่”


    อีลิน่าพยักหน้ารับหน้าที่ของตนโดยไม่มีคำพูดใด


    ลูนาร์พูดต่อ “เมื่อแสงหยุดลง ทีมนักสู้ที่เหลือจะต้องรุมกำจัดเซคทาวทันที ยูนิตระยะไกลของพวกมันมีเกราะบาง หากจัดการได้อย่างรวดเร็ว มันจะไม่สามารถตอบโต้ได้แน่นอน”


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปยังตำแหน่งอีกฝั่งของแผนที่ “อย่างไรก็ตาม พวกคุณต้องรีบหนีออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพราะรถถังคุ้มกันของพวกมันจะเริ่มตีโอบล้อม ซึ่งนั่นอันตรายมาก”


    ลูนาร์กดแสดงภาพเครื่องบินรบบนโฮโลแกรม “จุดนี้ ฉันได้ติดต่อไปยังฐานการ์เดี้ยนให้เตรียมเครื่องบินรบไว้แล้ว มันจะมาจบรถถังคุ้มกันพวกนี้ให้เรา หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราก็จะสามารถปิดฉากการบุกอันน่าสะพรึงกลัวของเซคทาวได้ในที่สุด”


    หลังจากแผนจบลง ทีมของอาคิระต่างนิ่งอึ้งกับความเฉียบคมของกลยุทธ์นี้ ละเอียดราวกับคำนวณทุกความเป็นไปได้ ไม่มีช่องว่างให้ผิดพลาด


    “คิดแผนในระดับนี้ได้ ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ?” ดราโก้พึมพำ


    อาคิระที่ยืนฟังอยู่นานเงยหน้าขึ้นมองโฮโลแกรมของลูนาร์ ก่อนจะพึมพำในใจ แผนแบบนี้…เขาอาจจะเป็นคู่ปรับที่สูสีที่สุดกับพ่อในเกม RTS ก็ได้


    เขาหายใจเข้าลึก แม้จะยังไม่รู้ว่าแผนนี้จะได้ผลหรือไม่ แต่เขาก็รู้ว่านี่คือหนทางเดียวที่มีให้เลือกในตอนนี้ อาคิระหันไปมองเพื่อนร่วมทีม ทุกคนดูเหมือนพร้อมจะลงมือ แม้ในดวงตาของพวกเขาจะมีแววแห่งความกังวล แต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง


    “เอาล่ะ” อาคิระเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น “เราจะทำตามแผนนี้ เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะพาเรารอดจากลำแสงแห่งความสิ้นหวังนี้ไปได้”

    คล้ายกับเรื่องAlternate Liberation : The Conqueror of Chaos ที่คุณอ่าน