บทที่ 150 แต่งกับเจ้า
“จวนสกุลหลิงอะไรกันให้ตายสิพวกเจ้า เพียงแค่หมอชนบทที่มาจากบ้านนอกเท่านั้นยังเพ้อหวังคิดจะบินขึ้นสูง ก็ไม่รู้ชั่งน้ำหนักตนเองว่ามีเท่าใด ถุย!”
แม่สื่อที่ถูกไล่ออกมาด่าไปด่ามาถึงกับร้องไห้ออกมาแล้ว“แม่สื่ออย่างข้าชั่วชีวิตนี้เคยได้รับความน้อยใจเช่นนี้แต่เมื่อใดไม่ให้เงินก็ช่าง ยังไล่ข้าออกมาอีก? พวกเจ้าพวกเจ้ารอดูข้าเถอะ!”
แม่สื่อสะบัดแขนเสื้อด้วยความโมโหอย่างไม่ยินยอมในยามที่หมุนตัวจากไป ไหล่ก็ถูกฝ่ามือใหญ่ที่แข็งแกร่งทรงพลังกดไว้
“โยว่ เสียใจแล้วหรือ? ขอบอกพวกเจ้า สายไปแล้ว!”ยังคิดว่าเป็นคนสกุลหลิงไล่ตามออกมาขอโทษ แม่สื่อมองขึ้นมาอย่างโมโหจึงได้เห็นบุรุษหนุ่มที่ดูมีสุภาพมีมารยาทผู้หนึ่งแต่ว่าดวงตาคู่นั้นของเขากลับหนาวเหน็บเสียดกระดูก ทำให้นางอดสั่นสะท้านไม่ได้“เจ้า เจ้าเป็นผู้ใดอีก?”
“หลิงจือเซวียน”
“ข้าคิดว่าเป็นใครที่แท้เป็นพี่ชายคนโตของหลิงมู่เอ๋อร์ ทำไม หรือตอนนี้เสียใจแล้วจะขอร้องแทนน้องสาวคนนั้นของเจ้างั้นหรือ?”
หลิงจือเซวียนมิได้สนใจท่าทางส่ายหัวที่ลำพองของนางเพียงแต่ก้าวเข้าไปทีละก้าวใช้พลังกดดันที่แข็งแกร่งของตนบังคับให้นางถอยหลังไปหลายก้าวจนกระทั่งถูกกักอยู่ที่มุมกำแพง
“เจ้า เจ้าจะทำอะไร? ข้าขอบอกเจ้าข้าเป็นถึงแม่สื่อที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง เจ้าไม่อาจเสียมารยาทกับข้าเป็นอันขาด!”แม่สื่อหวาดกลัวจะแย่แล้ว มือทั้งสองแม้จะกำเป็นหมัด แต่ร่างกายกับสั่นสะท้านเบาๆอยู่ตลอด
นางเคยเป็นแม่สื่อให้คนตั้งมากมายคนนิสัยแบบใดที่ไม่เคยพบ? เช่นคนหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้านี้แต่มีรัศมีหนาวเหน็บที่ทำให้นางแข็งตายได้นั้น มีน้อยยิ่งกว่าน้อย
“ข้าขอเตือนเจ้า! อย่าบังอาจวางแผนเอาตัวน้องสาวของข้าอีกไม่เช่นนั้น ข้าจะแก้แค้นเจ้าโดยไม่สนใจว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด!”หลิงจือเซวียนกัดฟัน หรี่ตา
แม่สื่อตกใจจนขลาดกลัวอยากจะอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเห็นสายตาข่มขู่ที่เขาส่งมาอีกก็หวาดกลัวจนจะร้องไห้ออกมาแล้ว
ไอ๊ยะหยาอายุมากขนาดนี้แล้ว กลับถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งรังแกเอาได้? ความยุติธรรมอยู่ที่ใดกัน!
“เจ้าจวนสกุลหลิงของพวกเจ้ารังแกคนก็ช่างแล้ว ยังจะข่มขู่ข้าอีกใช่หรือไม่? ข้าวันนี้ข้าก็จะพูดให้ชัดเจนไปเลยอย่าได้คิดว่าหลิงมู่เอ๋อร์นางไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่ง เศรษฐีจางผู้นั้นได้ตั้งใจอย่างเด็ดขาดแล้วพวกเจ้าก็รอเป็นอนุให้คนเขาเถอะ”
แม่สื่อทิ้งคำพูดไว้อย่างดุร้ายจากไปอย่างลนลาน หลิงจือเซวียนคิดอยากจะไล่ตามไปสั่งสอนกลับถูกจูชีที่ตามมาอย่างกะทันหันหยุดไว้
“พี่หลิงแค่แม่สื่อนางหนึ่งเท่านั้น จะมีโทสะเช่นนี้เพื่อสิ่งใด ไม่คู่ควรเลย”
“เหตุใดจึงไม่คู่ควร? ที่พวกเขารังแกคือน้องสาวของข้าคือสกุลหลิงของพวกเรา!” สภาพของหลิงจือเซวียนใกล้จะระเบิดแล้วลูกนัยน์ตาหมุนไม่หยุด ราวกับได้ตัดสินใจบางสิ่งอย่างเด็ดขาดแล้ว
“ท่านก็รู้ว่าข้ามิได้หมายความเช่นนั้นพวกเขารังแกน้องมู่เอ๋อร์ ข้าย่อมรู้สึกไม่ดีเช่นกัน ครึ่งปีขอเพียงครึ่งปีเท่านั้น ขอเพียงการสอบเคอจวี่ครั้งหน้าท่านสอบได้ตำแหน่งสูงคนพวกนั้นก็จะไม่กล้ารังแกสกุลหลิงอีก พี่หลิง ท่านรออีกสักหน่อยเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เบื้องหน้าของหลิงจือเซวียนก็สว่างไสว แต่อย่างรวดเร็วเขาก็หัวเราะเยาะหยันออกมา“ไม่ผิด ขอเพียงสกุลหลิงของเรามีอำนาจมีกำลัง คนพวกนั้นก็จะไม่มารังแกอีกแต่ว่าครึ่งปีกลับนานเกินไปบ้าง ความยินดีหรืออันตรายเจ้าไม่มีทางรู้ว่าสิ่งใดจะมาก่อน”
หัวคิ้วของจูชีขมวดบางๆ“พี่หลิง ท่านที่เป็นเช่นนี้มิใช่ตัวท่านที่ข้ารู้จักแม้แต่น้อยหากท่านเห็นข้าเป็นพี่น้อง ท่านก็ฟังข้า ใจเย็นลงบ้าง”
อย่าพูดถึงว่าจูชีรู้สึกว่าเขาไม่คุ้นเคยหลิงจือเซวียนก็รู้สึกว่าตัวเขาเองแปลกหน้า
นับตั้งแต่ร้านอาหารในอำเภอถูกคนใช้ไฟเผานับตั้งแต่โรงหมอถูกคนใส่ความว่าใช้ยาฆ่าคน จนถึงร้านอาหารถูกคนปิดกิจการหัวใจของเขาราวถูกคนแทงทะลุทีละครั้ง ทีละครั้ง
เขาเป็นพี่ใหญ่แต่กลับไม่อาจปกป้องน้องสาว เป็นบุตรชายคนโตของสกุลหลิงแต่กลับต้องให้คนกลุ่มหนึ่งมาเป็นห่วงอนาคตของเขาเขาเหมือนจะสมควรตายเป็นหมื่นครั้ง
“ข้าเพียงต้องการปกป้องสกุลหลิงปกป้องมู่เอ๋อร์” ปล่อยมือที่ถูกจูชีจับออก หลิงจือเซวียนไม่แม้จะหันมามองก้าวเท้ายาวจากไป
จูชีรีบเข้าไปในสกุลหลิงทันทีขณะกำลังคิดจะบอกเรื่องที่หลิงจือเซวียนอารมณ์ไม่ถูกต้องนักกับทุกคนก็เห็นทุกคนมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
หยางซื่อกำลังปิดหน้าร้องไห้อย่างเป็นทุกข์ถังซื่อกลับเอาแต่ถอนใจว่าหลานมีชะตาที่ลำบาก หลังจากเขาใคร่ครวญแล้วก็ดึงหลิงมู่เอ๋อร์ไปที่มุมหนึ่ง กล่าวถึงการคาดเดาของตนออกมา
หลิงมู่เอ๋อร์เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนหน้าซีด“พี่จู ท่านกับข้าแยกย้ายกันไปหา จะต้องหาพี่ใหญ่ให้พบโดยเร็ว”
“ได้”น้ำเสียงที่อ่อนโยนของจูชีเผยความกังวลออกมาบางส่วน
จวนจวิ้นอ๋องเจาหยางจวิ้นจู่น้อยราวกับนำทรัพย์สินที่ตนมีอยู่ออกมาทั้งหมดในห้องและบนเตียงล้วนเต็มไปด้วยเสื้อแพรกระโปรงไหม
“มู่เอ๋อร์บอกแล้วว่าจือเซวียนชอบใส่เสื้อผ้าสีขาวแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาชอบให้ผู้หญิงที่ตนชอบใส่สีขาว พวกนี้ไม่เอา”เจาหยางโบกมือ เหล่าสาวใช้รีบหยิบชุดกระโปรงผ้าไหมสีขาวออกไป
“ตัวนี้เล่าสีชมพูอ่อนชุดนี้ข้าใส่แล้วเป็นอย่างไร?” เจาหยางหยิบชุดกระโปรงผ้าไหมที่ไม่เคยสวมมาก่อนชุดหนึ่งมาทาบบนร่างแต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ “เอ๋สีมาตรฐานของกุลสตรีตระกูลใหญ่พวกนั้นไม่เหมาะกับบุคลิกอารมณ์จริงๆ ช่างเถอะช่างเถอะ ยังคงเป็นสีแดงแล้วกัน”
นางชี้ไปที่ชุดสีแดงที่เด่นชัดที่สุดในระยะไกลไปนั่งที่หน้ากระจกแต่งหน้าด้วยตนเอง “เร็ว รีบประทินโฉมแต่งกายข้านี่ห่างจากที่นัดกับจือเซวียนไว้แค่หนึ่งเค่อเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขานัดข้าไม่อาจสายเด็ดขาด!”
เมื่อครู่เองที่คนรับใช้มารายงานบอกว่าหลิงจือเซวียนนัดนางไปพบที่ทะเลสาบชานเมืองตะวันตกและกล่าวว่าจะรอนางเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น
ไม่รู้ว่าหลิงจือเซวียนต้องการพบนางเพราะเรื่องสำคัญใดทว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาทั้งสองคนนัดพบกันเพียงลำพังเพียงคิดก็ทำให้คนหน้าแดงมากแล้ว
“จวิ้นจู่ช่างเป็นหญิงงามจริงๆเพคะ รออีกครู่เมื่อคุณชายหลิงเห็นแล้ว รับรองว่าจะต้องก้าวเท้าไม่ออกอย่างแน่นอน”สาวใช้หัวเราะเย้าแหย่
“บังอาจนักถึงกับกล้าเย้าแหย่เปิ่นจวิ้นจู่แล้ว” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่เจาหยางกลับก้มศีรษะอย่างเขินอาย ที่แท้นางก็มีด้านของสาวน้อยเยี่ยงนี้เช่นกัน
รีบเร่งม้ามายังทะเลสาบชานเมืองตะวันตกแต่กลับมิได้พบแม้แต่ครึ่งของเงาคน เจาหยางลงจากม้าดวงตาคู่โตที่มีชีวิตชีวาค้นหาไปทางซ้ายและขวา
“หลิงจือเซวียน?” มือทั้งคู่ของนางวางอยู่ทั้งสองข้างของปากเป็นรูปลำโพงตะโกนอย่างระมัดระวัง
“แปลกจริง ทั้งๆที่ตอนนัดข้ารีบร้อน ตอนนี้เหตุใดจึงไม่พบคน?” ฟันสีขาวราวหอยมุกของเจาหยางกัดริมฝีปากล่างทั้งกังวลเล็กน้อยและผิดหวังเล็กน้อยด้วย “คงมิใช่เพราะข้ามาช้าไปก้าวหนึ่งแล้วเขาจากไปแล้วกระมัง?”
เมื่อคิดถึงจุดนี้สีหน้าของเจาหยางก็เปลี่ยนทันที รีบหมุนกายจะไปหาในยามที่หมุนกายอย่างลนลานนั้นเอง ก็พลันตกเข้าไปในอ้อมกอดที่อบอุ่นอันหนึ่ง
“เป็นข้า”
เสียงที่ทุ้มต่ำแต่อ่อนโยนดังมาจากกระหม่อม
“หลิง…”เจาหยางช้อนตาขึ้นอย่างยินดี แต่กลับถูกปิดปากที่อ่อนนุ่มไว้
ตะลึงงันไปครู่หนึ่งเจาหยางพลันผลักเขาออก มือข้าหนึ่งชี้หน้าของเขา อีกมือหนึ่งปิดริมฝีปากของตนไว้ร้อนใจจนกระทืบเท้าไม่หยุด “หลิงจือเซวียน เจ้า เจ้าถึงกับจุมพิตข้า?”
ต่อให้นางจะดุร้ายเพียงใดจะคลุ้มคลั่งเพียงใด ก็ไม่กล้าทำเรื่องเช่นนี้กับบุรุษออกมา
เจาหยางเขินอายจนแก้มแดงก่ำรีบหมุนตัวไม่กล้ามองดวงตาของเขา ที่หน้าอก ตุบตุบ เต้นไม่หยุดทั้งยินดีทั้งโมโหด้วยความเขินอาย
หลิงจือเซวียนเงยศีรษะคิดจับไหล่ของนาง คิดไปคิดมาก็ร่วงลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
เขาหัวเราะอย่างเย้ยหยันทีหนึ่งในยามที่ช้อนตาขึ้นมานั้น ในดวงตาก็มีความเจ็บปวดเศร้าสร้อยเพิ่มขึ้นมาบางส่วน“เจ้าไม่ชอบให้ข้าทำเช่นนี้กับเจ้า?”
น้ำเสียงของหลิงจือเซวียนเย็นชาทำให้เจาหยางฟังแล้ว ราวกับกำลังกล่าวว่า หากไม่ชอบเขาไปก็ได้
“ไม่ใช่!”เจาหยางรีบหันกลับมา แต่เมื่อคิดอีกครั้ง นางก็รีบอธิบายอย่างเร่งร้อนหากถูกหลิงจือเซวียนเข้าใจผิดว่านางเป็นพวกสตรีที่ปล่อยตัวไร้ยางอายแล้วจะทำเช่นไร? “ข้า ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น ข้าชอบเจ้า เจ้าก็รู้ข้าเพียงคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะ…กะทันหัน”
“ข้าอยากแต่งงานกับเจ้า”
สี่คำที่ง่ายและรวบรัดตัดคำพูดที่เจาหยางยังพูดไม่จบไปอย่างตรงไปตรงมา
ดวงตาทั้งคู่ของหลิงจือเซวียนมองนางอย่างแน่วแน่ไม่เห็นการล้อเล่นแม้แต่น้อย
เจาหยางตกตะลึงไปแล้ว
นางไล่ตามหลิงจือเซวียนนั้นเป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่วทั้งเมืองหลวงหลิงจือเซวียนไม่ชอบนาง ก็เป็นเรื่องที่ผู้คนนำมาพูดเล่นกันหลังกินข้าวพวกเขากระทั่งแปดอักษรก็ยังไม่ได้เหลือบดูบุรุษผู้นี้กลับพูดว่าต้องการแต่งงานกับนาง?
“หลิงจือเซวียนเจ้าไม่ได้แกล้งข้าเล่นจริงๆ ใช่หรือไม่?” เจาหยางถามออกจากปากอย่างระมัดระวังหัวใจดวงหนึ่งได้แขวนอยู่ที่ทางออกของลำคอแล้ว
“ตัวข้าหลิงจือเซวียนกำเนิดจากหมู่บ้านชาวนา โชคดีอาศัยความสามารถของน้องสาวมาถึงเมืองหลวงและยิ่งมีโชคได้เป็นศิษย์ของอาจารย์จู ข้าไม่มีความสามารถ ไม่มีอำนาจไม่มีขุมกำลัง หากโชคดีการสอบเคอจวี่ในฤดูร้อนนี้จะเปลี่ยนทั้งชีวิตของข้าแต่หากโชคไม่ดี ข้าจะยังคงเป็นสามัญชนคนธรรมดาที่ไม่คู่ควรกับเจ้าตลอดไปแต่ข้าชอบเจ้า เจาหยาง บางทีตัวข้าในตอนนี้ยังมิได้รักเจ้าอย่างลึกซึ้ง แต่ข้าจะใช้ทุกความสามารถที่มีไม่ให้เจ้าต้องเสียใจ เจ้าเต็มใจแต่งให้ข้าหรือไม่?”
ขอเพียงเจาหยางจวิ้นจู่น้อยกล่าวว่าไม่ เพียงคำเดียว หลิงจือเซวียนคิดว่า เขาจะต้องหันกายจากไปอย่างไม่ลังเลชั่วชีวิตนี้ไม่มายุ่งกับจอมอัธพาลตัวน้อยแห่งเมืองหลวงอีก
แต่มือทั้งสองของเจาหยางวางอยู่ที่หน้าอกก้มหน้าอย่างขวยเขิน ดาวตากลับช้อนขึ้นอย่างสุดชีวิต มองดูหลิงจือเซวียน “ข้าข้าย่อมเต็มใจอย่างแน่นอน”
เสียงของนางเบามากแต่ข้างทะเลสาบมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น เผชิญกับสายลมเบา เผชิญกับน้ำในทะเลสาบส่งความจริงใจทั้งหมดเข้าไปในของเขา
“แต่ว่า แต่ว่าเหตุใดวันนี้เจ้าจึงพูดคำพูดพวกนี้กับข้าอย่างกะทันหัน ใช่เกิดเรื่องใดขึ้นหรือไม่?”
มือทั้งคู่ของหลิงจือเซวียนจับไหล่ของนางความต้องการครอบครองในดวงตาของเขาราวกับจะกลืนกินนาง “ข้ารีบมากแต่คำตอบของเจ้าสำหรับข้าแล้วก็สำคัญมากเช่นกัน ดังนั้น เจ้าจะต้องคิดให้ดีคิดให้ถี่ถ้วนแล้วค่อยตอบข้า เจาหยาง เจ้าก็รู้ ข้าไม่มีความสามารถหลังจากเจ้าอยู่กับข้าแล้วก็จะถูกคนวิจารณ์เช่นกันข้าจะพยายามปกป้องเจ้าอย่างสุดความสามารถ แต่ขอเพียงเจ้ารับปากแล้วข้าก็จะไม่ให้โอกาสเจ้าได้เสียใจอีก ดังนั้น เจ้าคิดดีแล้วหรือไม่?”
เจาหยางมิได้กล่าววาจา เพียงแต่เงยศีรษะขึ้นมองเขาอย่างเนิ่นนาน
หล่อ ช่างหล่อเหลาเหลือเกินอีกทั้งจุมพิตเมื่อครู่ ก็ทำให้นางหวนคะนึงเป็นอย่างยิ่ง หวั่นไหวแล้ว
คุ้มแล้ว มิว่าเพราะเหตุใดวันนี้หลิงจือเซวียนจึงได้ผิดปกติเช่นนี้ แต่เขาสามารถก้มหัวยอมรับความในใจของตนได้ไม่ว่าสิ่งใดก็คุ้มค่าแล้ว
สองมือกอดคอของเขาเจาหยางเขย่งปลายเท้า ส่งริมฝีปากแดงจุมพิตลงเบาๆ ที่ข้างริมฝีปากของเขาจากนั้นนางก็หดคอ ก้มศีรษะลงอย่างเขินอาย หลังจากสูดลมหายใจทีหนึ่งนางก็เชิดหน้าขึ้นอีกครั้ง มองสำรวจดวงตาของหลิงจือเซวียนอย่างระมัดระวัง“ข้าตอบกลับเช่นนี้ เจ้าเข้าใจความหมายของข้าแล้วหรือไม่?”
ภายใต้เปลือกนอกที่เอาแต่ใจนั้นก็มีหัวใจของสาวน้อยที่อ่อนโยนเช่นกัน
มีอยู่ครู่หนึ่งที่หลิงจือเซวียนรู้สึกผิดอยู่ภายในเขาพลันรู้สึกว่า ผิดต่อความใสซื่อบริสุทธิ์ของเจาหยางเป็นอย่างยิ่ง แต่เจาหยางที่เป็นเช่นนี้ยิ่งมอบความปรารถนาอันแรงกล้าในการปกป้องให้เขา
“เมื่อครู่เจ้าทำสิ่งใดกับข้าทำอีกครั้ง!”
ยากนักที่จะมีคนออกคำสั่งกับนางอย่างเย่อหยิ่งและบีบบังคับเช่นนี้เจาหยางโมโหเล็กน้อย “ดีเหลือเกินเจ้า เจ้าถึงกับกล้าออกคำสั่งกับข้าเรื่องที่น่าอายเช่นนั้นจะให้ข้าผู้เป็นจวิ้นจู่มาทำได้อย่างไร หรือไม่ควรเป็นเจ้าหรือ?”
“ควรเป็นข้าจริงๆเพียงแต่ข้ากลัวเจ้าจะรับไม่ไหว”
ในตอนที่เจาหยางจวิ้นจู่น้อยยังไม่ทันได้ตอบสนองนั่นเองหลิงจือเซวียนก็อุ้มนางขึ้นมาเดินไปยังเกี้ยวเสลี่ยงที่ถูกจอดไว้ในป่าลึกอยู่แต่แรกแล้ว