เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่38 การคงอยู่ของศิษย์ขยะ


        



         วันนี้เล้งปวยเห็นว่าหลินซีคงจะเหงาเกินไปที่ไม่ได้ออกไปไหนเลยตั้งนาน  จึงอยากพานางออกไปด้านนอกบ้าง ระหว่างสามเดือนมานี้การบ่มเพาะของเขาได้ก้าวหน้าไปไม่น้อย    ดังนั้นขีดจำกัดบางอย่างที่มีอยู่ของเขาหายไป  
        จึงส่งผลให้มีการก้าวหน้าในหลายอย่าง  ยามที่เขาโลดแล่นนั้นมีท่าร่างที่พริ้วดุจดั่งสายลม  เพียงไม่นานเขาก็มาถึงที่พักของลี้เพ้งแล้ว
       พอลี้เพ้งมองเห็นเล้งปวยนั้นดูเขาตื่นเต้นเป็นที่สุด  จนยิ้มอยู่ตลอดเวลา  “ไฮ้พี่ใหญ่ปวย!!  ข้ายังบ่นหาพี่ยังไม่หายเลย  เจ้าตัวก็โผล่มาแล้ว   เอ้ะดูพี่เปลี่ยนไปมากเลยนะเนี้ยะ”  มันมองรอบๆอีกฝ่ายอย่างสำรวจ  
    “   พี่ดูตัวโตมีกล้ามขึ้นกว่าเดิมมากเลยนะ  เหมือนระดับพลังของพี่จะเพิ่มมากขึ้นนี่แต่ข้าดูไม่ออกเลยว่าระดับไหนแน่   พี่หายไปตั้งนานเป็นไงบ้าง”  มันยังจ้ออยู่ดังเดิม
    “เรื่องระดับพลังช่างมันเถอะ  ให้เจ้ารับรู้เพียงว่าอาจารย์ให้ข้าฝึกอย่างหนักจนไม่มีเวลาว่างนะ”  กล่าวราบเรียบ
    “โอ้โห  อย่างนั้นอาจารย์ของพี่ใหญ่ต้องไม่ธรรมดาแน่เลยสิ”    มันทำตาโตที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายฝึกหนัก
    “ท่านดีต่อข้าไม่น้อยจริงๆ ถือว่าข้าโชคดีมากเลย”  แววตาที่ยกย่องเทอดทูนของเขาฉายออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
    “เยี่ยม!!   ถ้าท่านพี่พูดเช่นนี้ต้องไม่ธรรมดาแล้ว”  มันยิ้มอย่างเสมือนได้เห็นพี่ใหญ่ของมันปราบอสูรร้ายลงได้ก็ปานนั้น
    “แล้วเจ้าละฝึกได้อะไรบ้าง อือ…ขึ้นมาทีระดับ 5 จริงๆแล้วนี่ดีใจด้วยนะ”  แต่ยังเป็นเสียงราบเรียบเหมือนรู้อยู่แล้ว
    “ใช่แล้ว  ใช่แล้ว  ข้าต้องขอบคุณพี่ใหญ่อีกครั้งจริงๆ”  ว่าพลางคุกเข่าลงจนอีกฝ่ายอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้      “รู้ไหมเจ้าสองตัวนั่นพอรู้ว่าข้าเลื่อนถึงสองระดับติดต่อกัน  ต้องพากันตะลึงจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว  พอพวกมันทราบว่าเป็นการประทานของพี่ใหญ่  มันยังบอกอยากเข้าเป็นลูกน้องของพี่ใหญ่จนให้ข้าช่วยพูดให้เลยแต่ช่างเถอะ”  มันหยุดหายใจอีกครั้ง
         “ข้ามีข่าวที่   คาดว่าพี่ใหญ่น่าจะยังไม่ทราบที่ทางสำนักได้เปิดลานทดสอบย่อยขึ้นมาในทุกๆวันสุดท้ายของสัปดาห์   ซึ่งวันนี้จะเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นพอดี   เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์ได้มีโอกาสหาคู่ทดสอบฝีมือ  ก่อนจะถึงฤดูการทดสอบย่อยครึ่งปีในอีกไม่ถึงเดือนข้างหน้านี้กระมัง”    พลางจ้องไปที่ใบหน้าอันงุนงงของอีกฝ่าย   
    “ข้าอยากให้พี่ใหญ่ได้มาดูด้วย  เพราะเห็นว่าจะมีศิษย์สายในรุ่นพี่จะมาปรากฏตัวด้วยนะ”  มันดูกระตือรือล้นอย่างยิ่ง  “และเจ้าสองตัวนั่นที่ใจร้อนคงไปรอที่ขอบสนามแล้ว”  มันพูดถึงกู่เจียว กับอึ้งหยู
    “ได้เช่นนั้นเราไปดูพวกคนอัจฉริยะกัน”   มันอยากรู้ว่าสามเดือนมานี้ทางสำนักให้อะไรแก่ศิษย์ได้บ้าง  แววตาของเล้งปวยพลันดูมีประกายตื่นเต้นขึ้นมา
    …
    พอไปถึงก็เห็นเหล่าศิษย์ต่างๆของสำนักซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายนอกทั้งเก่าและใหม่จำนวนหลายพันคน  ที่กำลังชมดูกันอย่างตื่นเต้น เพราะการประลองได้เริ่มขึ้นแล้วหลายสนาม   เล้งปวยพาลี้เพ้งตรงไปทางสนามที่กำลังส่งเสียงเชียร์กันดังลั่น
    “เฮ้!!!ๆๆๆๆ    มองไปบนเวที เห็นคู่ต่อสู้สองคนกำลังยืนประจันหน้า  ฝ่ายแรกเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมเพรียวเล็กน้อยจากการแต่งกายบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นศิษย์รุ่นพี่ที่มีพลังปราณสูงส่งไม่น้อยเลย  อีกฝ่ายต่งกายเยี่ยงศิษย์ใหม่เป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปกายใหญ่โตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกล้ามแขนทั้งสองข้างที่เห็นเป็นมัดๆ  ของมันเพียงโอบเบาอีกฝ่ายก็เละเป็นลูกชิ้นบดแล้ว
    “หากเราเป็นศิษย์พี่ผู้นั้นต่อให้เสียหน้าอย่างไรก็ไม่เอาด้วยหรอกใครจะยอมอยู่เป็นกระสอบให้อีกฝ่ายซ้อมเล่นหละ”
    “ข้าว่าเจ้าลงไปเถอะอย่าสู้เลยเพราะข้าไม่รู้จักคำว่ายั้งมือเป็อย่างไรมาตั้งแต่เด็ก  ขนาดข้าว่าจะอุ้มลูกแมวขึ้นมากอดมันยังตายก่อนที่จะได้กอดมันเลย” มันพูดเสร็จสิ้น  กระดูกทั่วร่างมันพลันลั่นดังเกรียวกราวจนได้ยินไปทั่วสนามกลิ่นอายแห่งพลังกายาคงกระพันกดทัพออกไปใส่ผู้คนรอบๆเวทีจนสะท้านขึ้นมา
    “เจ้าตัวใหญ่บัดซบปัญญานิ่มหากวันนี้ข้าไม่สั่งสอนให้เจ้ารู้จักมีสัมมาคารวะซะหน่อยก็คงเสียชื่อรุ่นพี่ที่ดีไปแน่ๆ เลย”  คนตัวใหญ่ได้ยินเเช่นนั้นพลันระเบิดอารมณ์ขึ้นมา
    “      รับมือ!!”  สิ้นเสียงตวาด   ศิษย์ใหม่ร่างยักษ์พลันง้างหมัดอันมหึมาขึ้นอย่างเร็วจนมีเสียงหมัดฝ่าอากาศดัง   บูม ๆๆๆ ต่อยเข้าใส่คู่ต่อสู้หมายต่อยให้เละในหมัดเดียว
      ยังไม่ทันที่หมัดจะได้เข้าใกล้   ร่างของศิษย์พี่พลันหายวับไปเห็นเพียงเงาจางๆที่พุ่งฉวัดเฉวียนไปรอบๆร่างยักษ์รวดเร็ว   แล้วกลับมายืนอยู่ที่เดิมราวมิได้ขยับตัวไปไหนเลย  แต่ก็ ปรากฏร่างยักษ์ล้มตึงจนสะเทือนเวทีขึ้นมา
    กระทั่งเห็นเช่นพวกเขายังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง  บางคนต้องขยี้ตาแล้วมองใหม่อีกครั้ง   เช่นนี้ใยมิใช่ว่าศิษย์รุ่นพี่ผู้นั้นมีพลังที่ลึกล้ำจนเกินไป
    “ศิษย์ใหม่ อ้วงเทียนแพ้ให้กับศิษย์ปีที่ 2 เฉินหยู”   เสียงที่เปล่งด้วยลมปราณดังกังวาลจนกลบเสียงวิจารณ์อันเซ็งแซ่ลงได้     “มีใครอยากทดสอบกับรุ่นพี่อีกเชิญก้าวออกมาได้”
      “หากมิใช่เจ้ายักษ์นั่นก้าวออกไปก่อนมันคงต้องเป็นเราแแน่ๆที่จะออกไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่นั้นแสดงว่าเราโชคดีไม่น้อยที่ไม่ออกไปก่อนมัน” ศิษย์ใหม่คนหนึ่งคิดถึงความมีโชคของตน
    “เจ้าพวกสวะอ่อนหัตถ์ทั้งหลายเห็นแค่นี้ก็ตัวสั่นงันงกแล้วพวกเจ้ายังต้องไปกินนมต่ออีกหลายปีดอก  หากขี้ขลาดนักก็กลับไปซะ”       มันพูดไม่ทันจบพลันมีคนผลักจากด้านหลังจนลี้เพ้งที่อยู่ด้านหน้าพลันเสียหลักก้าวไปด้านหน้าสองก้าวค่อยหยุดลงได้    จนมีเสียงปรบมือของกลุ่มศิษย์ใหม่ที่มีคนออกไปกู้หน้าที่ถูกหยามว่าขี้ขลาด  ทุกสายตาเพ่งมาที่ลี้เพ้งเป็นจุดเดียว  คล้ายกำลังประเมินว่าเขาที่สี่นี้จะกู้หน้าให้ศใหม่ได้หรือไม่    ในขณะที่ลี้เพ้งผู้ถูกผลักออกไปอย่างไม่ตั้งใจนั้น  เหงื่อซึมตกใจจนหน้าซีด   คอพลันแห้งผากจนเค้นเสียงออกมายังไม่ได้  
     “ข้า … ข้า…ข้า…”
    “ศิษย์ใหม่ประกาศนามมา”  เสียงกรรมการประกาศ
      “เดียวลี้เพ้งเจ้าอย่าพึ่งใจร้อนสิ  ให้เจ้ารอลำดับต่อไปเพราะลำดับนี้มันเป็นของข้า”   มีเสียงอันก้องกังวาลด้วยพลังปราณอันเปี่นมล้นจนทุกแตกตื่นขึ้นมา  จนมองไปยังทิศทางที่มาของเสียงนั้น
       ผู้ก้าวออกมาเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาคมคายร่างใหญ่ ดวงตากลมโตสุกใสดุจดวงดาวในคืนเพ็ญ   ทุกคนท่ีเห็นล้วนคิดคำนึงว่า 
      “แม้ไม่ทราบระดับพลังปราณของเขา แต่มั่นใจได้เลยว่าต้องเป็นอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่แน่นอน  ที่แปลกคือทำไมในช่วงที่ผ่านมาถึงไม่มีใครเคยพูดถึงอัจฉริยะคนนี้เล่า”     และในขณะที่ทุกคนครุ่นคิดคำนึงอยู่นั้น  ก็มีเสียงหลายคนตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังพร้อมกัน
        “เจ้าขยะเล้งปวย นี่”
      เท่านั้นเองเสียงฮาตึง !!!!  พลันตามมายกใหญ่     “นี่นะเหรอเจ้าขยะเล้งปวย  ที่มีค่าพรสวรรค์เป็นศูนย์ นะ?”   คำถามสำหรับคนที่เคยได้ยินแต่ไม่เคยเห็นเขามาก่อน
       “ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย”  บางคนที่เพิ่งจะรับรู้
        “เป็นไปได้ยังไงกัน?”  บางคนกึ่งรับรู้กึ่งสงสัย
        “ใช่เจ้าขยะแน่นะ?”  เริ่มถามเพื่อยืนยัน
         “แล้วเขาออกมาทำไมนั่น?”  เริ่มถามอย่างกังวล
         “เขายังขายหน้าไม่พออีกหรือ?”  เริ่มถามอย่างดูถูก
         เจ้าทุเรศเอ้ย  ยังคิดว่าศิษย์ใหม่ขายหน้ายังไม่พออีกเหรอ?”  เริ่มถามอย่างชิงชัง
    “พวกเจ้าทั้งคู่ถอยออกไปเถอะ ถือว่าไม่ได้เจตนาเข้ามาก็ได้ไม่มีใครว่าหรอก”  มีคนไล่เขาออกไป
    …

      



    /หากเป็นบางคนโดนด่าขนาดนี้คง  ตูม นะ ว่าไหม? “เ
       








    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน