วันนี้เล้งปวยเห็นว่าหลินซีคงจะเหงาเกินไปที่ไม่ได้ออกไปไหนเลยตั้งนาน จึงอยากพานางออกไปด้านนอกบ้าง ระหว่างสามเดือนมานี้การบ่มเพาะของเขาได้ก้าวหน้าไปไม่น้อย ดังนั้นขีดจำกัดบางอย่างที่มีอยู่ของเขาหายไป
จึงส่งผลให้มีการก้าวหน้าในหลายอย่าง ยามที่เขาโลดแล่นนั้นมีท่าร่างที่พริ้วดุจดั่งสายลม เพียงไม่นานเขาก็มาถึงที่พักของลี้เพ้งแล้ว
พอลี้เพ้งมองเห็นเล้งปวยนั้นดูเขาตื่นเต้นเป็นที่สุด จนยิ้มอยู่ตลอดเวลา “ไฮ้พี่ใหญ่ปวย!! ข้ายังบ่นหาพี่ยังไม่หายเลย เจ้าตัวก็โผล่มาแล้ว เอ้ะดูพี่เปลี่ยนไปมากเลยนะเนี้ยะ” มันมองรอบๆอีกฝ่ายอย่างสำรวจ
“ พี่ดูตัวโตมีกล้ามขึ้นกว่าเดิมมากเลยนะ เหมือนระดับพลังของพี่จะเพิ่มมากขึ้นนี่แต่ข้าดูไม่ออกเลยว่าระดับไหนแน่ พี่หายไปตั้งนานเป็นไงบ้าง” มันยังจ้ออยู่ดังเดิม
“เรื่องระดับพลังช่างมันเถอะ ให้เจ้ารับรู้เพียงว่าอาจารย์ให้ข้าฝึกอย่างหนักจนไม่มีเวลาว่างนะ” กล่าวราบเรียบ
“โอ้โห อย่างนั้นอาจารย์ของพี่ใหญ่ต้องไม่ธรรมดาแน่เลยสิ” มันทำตาโตที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายฝึกหนัก
“ท่านดีต่อข้าไม่น้อยจริงๆ ถือว่าข้าโชคดีมากเลย” แววตาที่ยกย่องเทอดทูนของเขาฉายออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
“เยี่ยม!! ถ้าท่านพี่พูดเช่นนี้ต้องไม่ธรรมดาแล้ว” มันยิ้มอย่างเสมือนได้เห็นพี่ใหญ่ของมันปราบอสูรร้ายลงได้ก็ปานนั้น
“แล้วเจ้าละฝึกได้อะไรบ้าง อือ…ขึ้นมาทีระดับ 5 จริงๆแล้วนี่ดีใจด้วยนะ” แต่ยังเป็นเสียงราบเรียบเหมือนรู้อยู่แล้ว
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าต้องขอบคุณพี่ใหญ่อีกครั้งจริงๆ” ว่าพลางคุกเข่าลงจนอีกฝ่ายอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “รู้ไหมเจ้าสองตัวนั่นพอรู้ว่าข้าเลื่อนถึงสองระดับติดต่อกัน ต้องพากันตะลึงจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว พอพวกมันทราบว่าเป็นการประทานของพี่ใหญ่ มันยังบอกอยากเข้าเป็นลูกน้องของพี่ใหญ่จนให้ข้าช่วยพูดให้เลยแต่ช่างเถอะ” มันหยุดหายใจอีกครั้ง
“ข้ามีข่าวที่ คาดว่าพี่ใหญ่น่าจะยังไม่ทราบที่ทางสำนักได้เปิดลานทดสอบย่อยขึ้นมาในทุกๆวันสุดท้ายของสัปดาห์ ซึ่งวันนี้จะเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นพอดี เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์ได้มีโอกาสหาคู่ทดสอบฝีมือ ก่อนจะถึงฤดูการทดสอบย่อยครึ่งปีในอีกไม่ถึงเดือนข้างหน้านี้กระมัง” พลางจ้องไปที่ใบหน้าอันงุนงงของอีกฝ่าย
“ข้าอยากให้พี่ใหญ่ได้มาดูด้วย เพราะเห็นว่าจะมีศิษย์สายในรุ่นพี่จะมาปรากฏตัวด้วยนะ” มันดูกระตือรือล้นอย่างยิ่ง “และเจ้าสองตัวนั่นที่ใจร้อนคงไปรอที่ขอบสนามแล้ว” มันพูดถึงกู่เจียว กับอึ้งหยู
“ได้เช่นนั้นเราไปดูพวกคนอัจฉริยะกัน” มันอยากรู้ว่าสามเดือนมานี้ทางสำนักให้อะไรแก่ศิษย์ได้บ้าง แววตาของเล้งปวยพลันดูมีประกายตื่นเต้นขึ้นมา
…
พอไปถึงก็เห็นเหล่าศิษย์ต่างๆของสำนักซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายนอกทั้งเก่าและใหม่จำนวนหลายพันคน ที่กำลังชมดูกันอย่างตื่นเต้น เพราะการประลองได้เริ่มขึ้นแล้วหลายสนาม เล้งปวยพาลี้เพ้งตรงไปทางสนามที่กำลังส่งเสียงเชียร์กันดังลั่น
“เฮ้!!!ๆๆๆๆ มองไปบนเวที เห็นคู่ต่อสู้สองคนกำลังยืนประจันหน้า ฝ่ายแรกเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมเพรียวเล็กน้อยจากการแต่งกายบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นศิษย์รุ่นพี่ที่มีพลังปราณสูงส่งไม่น้อยเลย อีกฝ่ายต่งกายเยี่ยงศิษย์ใหม่เป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปกายใหญ่โตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกล้ามแขนทั้งสองข้างที่เห็นเป็นมัดๆ ของมันเพียงโอบเบาอีกฝ่ายก็เละเป็นลูกชิ้นบดแล้ว
“หากเราเป็นศิษย์พี่ผู้นั้นต่อให้เสียหน้าอย่างไรก็ไม่เอาด้วยหรอกใครจะยอมอยู่เป็นกระสอบให้อีกฝ่ายซ้อมเล่นหละ”
“ข้าว่าเจ้าลงไปเถอะอย่าสู้เลยเพราะข้าไม่รู้จักคำว่ายั้งมือเป็อย่างไรมาตั้งแต่เด็ก ขนาดข้าว่าจะอุ้มลูกแมวขึ้นมากอดมันยังตายก่อนที่จะได้กอดมันเลย” มันพูดเสร็จสิ้น กระดูกทั่วร่างมันพลันลั่นดังเกรียวกราวจนได้ยินไปทั่วสนามกลิ่นอายแห่งพลังกายาคงกระพันกดทัพออกไปใส่ผู้คนรอบๆเวทีจนสะท้านขึ้นมา
“เจ้าตัวใหญ่บัดซบปัญญานิ่มหากวันนี้ข้าไม่สั่งสอนให้เจ้ารู้จักมีสัมมาคารวะซะหน่อยก็คงเสียชื่อรุ่นพี่ที่ดีไปแน่ๆ เลย” คนตัวใหญ่ได้ยินเเช่นนั้นพลันระเบิดอารมณ์ขึ้นมา
“ รับมือ!!” สิ้นเสียงตวาด ศิษย์ใหม่ร่างยักษ์พลันง้างหมัดอันมหึมาขึ้นอย่างเร็วจนมีเสียงหมัดฝ่าอากาศดัง บูม ๆๆๆ ต่อยเข้าใส่คู่ต่อสู้หมายต่อยให้เละในหมัดเดียว
ยังไม่ทันที่หมัดจะได้เข้าใกล้ ร่างของศิษย์พี่พลันหายวับไปเห็นเพียงเงาจางๆที่พุ่งฉวัดเฉวียนไปรอบๆร่างยักษ์รวดเร็ว แล้วกลับมายืนอยู่ที่เดิมราวมิได้ขยับตัวไปไหนเลย แต่ก็ ปรากฏร่างยักษ์ล้มตึงจนสะเทือนเวทีขึ้นมา
กระทั่งเห็นเช่นพวกเขายังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง บางคนต้องขยี้ตาแล้วมองใหม่อีกครั้ง เช่นนี้ใยมิใช่ว่าศิษย์รุ่นพี่ผู้นั้นมีพลังที่ลึกล้ำจนเกินไป
“ศิษย์ใหม่ อ้วงเทียนแพ้ให้กับศิษย์ปีที่ 2 เฉินหยู” เสียงที่เปล่งด้วยลมปราณดังกังวาลจนกลบเสียงวิจารณ์อันเซ็งแซ่ลงได้ “มีใครอยากทดสอบกับรุ่นพี่อีกเชิญก้าวออกมาได้”
“หากมิใช่เจ้ายักษ์นั่นก้าวออกไปก่อนมันคงต้องเป็นเราแแน่ๆที่จะออกไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่นั้นแสดงว่าเราโชคดีไม่น้อยที่ไม่ออกไปก่อนมัน” ศิษย์ใหม่คนหนึ่งคิดถึงความมีโชคของตน
“เจ้าพวกสวะอ่อนหัตถ์ทั้งหลายเห็นแค่นี้ก็ตัวสั่นงันงกแล้วพวกเจ้ายังต้องไปกินนมต่ออีกหลายปีดอก หากขี้ขลาดนักก็กลับไปซะ” มันพูดไม่ทันจบพลันมีคนผลักจากด้านหลังจนลี้เพ้งที่อยู่ด้านหน้าพลันเสียหลักก้าวไปด้านหน้าสองก้าวค่อยหยุดลงได้ จนมีเสียงปรบมือของกลุ่มศิษย์ใหม่ที่มีคนออกไปกู้หน้าที่ถูกหยามว่าขี้ขลาด ทุกสายตาเพ่งมาที่ลี้เพ้งเป็นจุดเดียว คล้ายกำลังประเมินว่าเขาที่สี่นี้จะกู้หน้าให้ศใหม่ได้หรือไม่ ในขณะที่ลี้เพ้งผู้ถูกผลักออกไปอย่างไม่ตั้งใจนั้น เหงื่อซึมตกใจจนหน้าซีด คอพลันแห้งผากจนเค้นเสียงออกมายังไม่ได้
“ข้า … ข้า…ข้า…”
“ศิษย์ใหม่ประกาศนามมา” เสียงกรรมการประกาศ
“เดียวลี้เพ้งเจ้าอย่าพึ่งใจร้อนสิ ให้เจ้ารอลำดับต่อไปเพราะลำดับนี้มันเป็นของข้า” มีเสียงอันก้องกังวาลด้วยพลังปราณอันเปี่นมล้นจนทุกแตกตื่นขึ้นมา จนมองไปยังทิศทางที่มาของเสียงนั้น
ผู้ก้าวออกมาเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาคมคายร่างใหญ่ ดวงตากลมโตสุกใสดุจดวงดาวในคืนเพ็ญ ทุกคนท่ีเห็นล้วนคิดคำนึงว่า
“แม้ไม่ทราบระดับพลังปราณของเขา แต่มั่นใจได้เลยว่าต้องเป็นอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่แน่นอน ที่แปลกคือทำไมในช่วงที่ผ่านมาถึงไม่มีใครเคยพูดถึงอัจฉริยะคนนี้เล่า” และในขณะที่ทุกคนครุ่นคิดคำนึงอยู่นั้น ก็มีเสียงหลายคนตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังพร้อมกัน
“เจ้าขยะเล้งปวย นี่”
เท่านั้นเองเสียงฮาตึง !!!! พลันตามมายกใหญ่ “นี่นะเหรอเจ้าขยะเล้งปวย ที่มีค่าพรสวรรค์เป็นศูนย์ นะ?” คำถามสำหรับคนที่เคยได้ยินแต่ไม่เคยเห็นเขามาก่อน
“ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย” บางคนที่เพิ่งจะรับรู้
“เป็นไปได้ยังไงกัน?” บางคนกึ่งรับรู้กึ่งสงสัย
“ใช่เจ้าขยะแน่นะ?” เริ่มถามเพื่อยืนยัน
“แล้วเขาออกมาทำไมนั่น?” เริ่มถามอย่างกังวล
“เขายังขายหน้าไม่พออีกหรือ?” เริ่มถามอย่างดูถูก
เจ้าทุเรศเอ้ย ยังคิดว่าศิษย์ใหม่ขายหน้ายังไม่พออีกเหรอ?” เริ่มถามอย่างชิงชัง
“พวกเจ้าทั้งคู่ถอยออกไปเถอะ ถือว่าไม่ได้เจตนาเข้ามาก็ได้ไม่มีใครว่าหรอก” มีคนไล่เขาออกไป
…
/หากเป็นบางคนโดนด่าขนาดนี้คง ตูม นะ ว่าไหม? “เ