ห่างจากหมู่บ้านออกไปสิบกว่าลี้มีวัดแห่งหนึ่ง ได้ยินว่าในวัดมีพระโพธิสัตว์อยู่หลายองค์เช่น พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์กวนอิม และสิบแปดอรหันต์
มีคนในหมู่บ้านเคยไปที่นั่น ได้ยินว่าขอแค่มีความจริงใจ ไม่ว่าอธิษฐานสิ่งใดล้วนสมปรารถนา
เมื่อได้ยินจางเจียหมิงบอกว่าจะไปที่นั่นฮั่วเสี่ยวเหวินปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด ความเชื่องมงายล้าสมัยน้อยคนในหมู่บ้านที่จะได้รับการศึกษาขั้นสูงเธอเข้าใจได้ที่พวกเขาพูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ แต่ตัวเธอเองจะไปที่แบบนั้นได้อย่างไร
ทว่าจางเจียหมิงดึงดันจะไปให้ได้เธออธิบายอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ ทั้งสองโต้เถียงกันจนหน้าแดงหูแดงไม่มีใครยอมใครทั้งนั้น
ฮั่วเสี่ยวเหวินยอมแพ้ในท้ายที่สุดเธอไม่อยากทะเลาะกับเขาด้วยเรื่องแค่นี้จริงๆ
วัดซ่างเซียนตั้งอยู่บนภูเขาใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้จากหมู่บ้านเดินทางไปที่วัดต้องใช้เส้นทางภูเขาหลายเส้น บางจุดมีพุ่มหนาม
ป้าอู๋จากในหมู่บ้านเป็นคนนำทางให้คุณป้าที่คนเล่ากันว่ามองเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คนนี้ค่อนข้างใจดีกับจางเจียหมิง นางชวนเขาคุยตลอดทางแน่นอนว่าคุยเรื่องภูตผีที่เจ้าหล่อนถนัดเยอะที่สุด
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่สนใจเรื่องงมงายเหลวไหลของป้าอู๋ถ้าว่างขนาดนั้นไปอ่านนิยายสยองขวัญยังน่าสนุกกว่า
แต่กว่านิยายสยองขวัญจะมีก็ช่วงศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดดังนั้นจางเจียหมิงจึงฟังด้วยความสนอกสนใจเต็มเปี่ยม
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกโชคดีที่ทิวทัศน์สองข้างทางไม่เลวเลยหลังจากเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิต้นไม้บนภูเขาได้ผลิใบไม้ ขนาดแค่ดอกไม้ต้นหญ้าริมทางที่ไม่รู้ชื่อยังดูงดงาม
ดูเหมือนว่าการออกมาข้างนอกครั้งนี้จะไม่ได้เสียเที่ยวเสียทีเดียวมิน่าเล่า คนโบราณถึงได้ชอบ ‘เดินเล่น’ เมื่อหันไปจะเห็นดอกไม้สีแดงสะพรั่งเป็นครั้งคราวฮั่วเสี่ยวเหวินอดหยุดชมเนิ่นนานไม่ได้
“เห็นหรือยัง วัดซ่างเซียนอยู่ข้างหน้านี่แล้ว” ป้าอู๋หยุดเดิน เธอพูดพร้อมกับชี้ไปทางภูเขา
จางเจียหมิงดีใจ ในที่สุดก็ถึงแล้วหรือ?
ฮั่วเสี่ยวเหวินมองโน่นมองนี่ตลอดทางประหนึ่งเป็นคนจากในเมืองที่ไม่เคยเห็นป่าเขาตอนนี้อยู่ห่างจากทั้งสองคนประมาณหนึ่ง
จางเจียหมิงเดินมาพูดอย่างอ่อนโยน “เสี่ยวเหวิน พี่แบกเธอดีกว่า เดินมาไกลขนาดนี้ เธอคงเหนื่อยแย่”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเช็ดเหงื่อที่ขมับแล้วเดินผ่านทั้งสองคนไปแต่ในใจรู้สึกอบอุ่นมาก เขายังคงดีกับเธอมาก ทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนไป
วัดซ่างเซียนไม่ได้ใหญ่แบบที่คนในหมู่บ้านว่ากันมีขนาดแค่สี่ห้าห้องเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้ฮั่วเสี่ยวเหวินจดจำได้มากที่สุดคือคนขายของหน้าวัดมีทั้งหญิงวัยกลางคน ทั้งชายชราวัยไม้ใกล้ฝั่งพวกเขายืนเรียกลูกค้าในจุดที่มีคนเยอะที่สุด ฮั่วเสี่ยวเหวินอดชื่นชมไม่ได้ว่า “มีหัวคิดด้านการค้า”
เห็นคนเดินเข้าออกวัดไม่หยุด ป้าอู๋ก็ทอดถอนใจ “ดีแล้วที่มีการปฏิรูป เมื่อก่อนมีคนกล้ามาไหว้พระเสียที่ไหน?”
รูปปั้นเทวรูปสององค์ตั้งขนาบสองข้างประตูตัวเทวรูปโน้มเอียงลงมาเล็กน้อย คิ้วทั้งสองขมวดเป็นเลขแปดจีน หน้าตาน่ากลัวดาบยาวในมือเหมือนจะหลุดออกมาฆ่าคน
ตอนเดินเข้ามาฮั่วเสี่ยวเหวินต้องตกใจกับเทวรูปหน้าตาน่ากลัวสององค์นี้
แต่จางเจียหมิงไม่รู้สึกอะไร ทั้งยังช่วยเดินเข้ามาปลอบใจเธอ
เขาจูงมือเธอเข้าไปด้านใน ป้าอู๋ชี้ไปทางห้องทางฝั่งขวา “ที่นั่นเป็นที่ไหว้พระขอพร ป้ายังมีธุระถ้าไหว้กันเสร็จแล้วป้าจะรอพวกเธออยู่ที่นี่นะ”
จางเจียหมิงแยกตัวไปหาป้าอู๋พาป้าอู๋ไปยังจุดที่ฮั่วเสี่ยวเหวินมองไม่เห็น แล้วล้วงเงินจากในกระเป๋าออกมามอบให้ “ขอบคุณป้าอู๋มากครับ”
ป้าอู๋ชำเลืองตามองเงินในมืออย่างรวดเร็วตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “ครั้งหน้าไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้มีอะไรอยากให้ป้าช่วยก็บอกได้เลย”
เมื่อจางเจียหมิงกลับมา ฮั่วเสี่ยวเหวินเห็นเขายิ้มแปลกๆ สุดท้ายเขาต้องยอมพูดความจริงบอกว่าตัวเองให้เงินป้าอู๋
สีหน้าของฮั่วเสี่ยวเหวินจมลงเล็กน้อย “คนอื่นให้ความช่วยเหลือแก่เรา พี่จะให้ค่าสินน้ำใจก็ไม่แปลกแต่พี่ไม่ควรจงใจวางแผนเพื่อมาวัดให้ได้”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเบี่ยงหน้าไปทางอื่น ไม่อยากมองหน้าเขา “ฉันรู้ว่าพี่ต้องมีเรื่องในใจเป็นแน่ แต่พี่ไม่ยอมพูดกับฉันไม่ยอมให้พวกเราเผชิญหน้าไปด้วยกัน กลับเลือกมาขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแทน”
จางเจียหมิงตอบเสียงเบา “เธอไม่เข้าใจ” เรื่องแบบนี้ เธอช่วยได้หรือ? เขาไม่รู้ว่าโลกนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ไม่รู้เช่นกันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเห็นความปรารถนาของเขาหรือไม่แต่หากไม่เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครอง เขาก็คิดหาวิธีอื่นไม่ออกอีก
ภายในห้องมีเบาะทรงกลมหนึ่งใบ รอบตัวมีเทวรูปแบบต่างๆ จางเจียหมิงคุกเข่าบนเบาะด้วยความเคารพเลื่อมใสคำนับศีรษะลงต่ำมาก
“โปรดคุ้มครองให้ผมอยู่กับฮั่วเสี่ยวเหวินตลอดไป” เขาอธิษฐานซ้ำไปมา
ฮั่วเสี่ยวเหวินที่อยู่ห่างออกไปไม่ได้ยินเขาอธิษฐานเธอไม่อยากรู้ว่าเขาต้องการอะไรเช่นกัน เธอรู้สึกกังวลเล็กน้อยที่เขาเลือกฝากความหวังไว้ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้กังวลว่าเขาจะไม่ใช่คนที่เธอชอบอีก
พระพุทธรูปในวัดแกะสลักได้เหมือนจริงมาก จางเจียหมิงเดินดูครบทุกองค์บางครั้งก็ชวนฮั่วเสี่ยวเหวินคุย
“เสี่ยวเหวิน เธอดูสิ องค์นี้มีมือเยอะมากเลย”
“เธอดูสิ บนมือมีเจดีย์อยู่ด้วยใช่เทพเจ้าถือเจดีย์ที่คนเขาเรียกกันหรือไม่นะ”
เขาสงสัยใคร่รู้กับทุกอย่างในวัดประหนึ่งเป็นยายเฒ่าหลิวจากเรื่องความฝันในหอแดงที่เพิ่งเคยเห็นโลกกว้าง
แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินทำเพียงพยักหน้าอย่างขอไปทีบางครั้งก็ตอบแค่ว่า ‘อื้ม’
เหมือนจางเจียหมิงจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากเธอเขาไม่เดินดูพระพุทธรูปอีกแล้วจับมือฮั่วเสี่ยวเหวินเดินออกไป
“เสี่ยวเหวิน พวกเรากลับกันเถอะ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินตกใจ “จะกลับได้อย่างไร? อุตส่าห์มาทั้งที พี่ไม่ดูให้เต็มที่ล่ะ?”
เขาฉีกยิ้ม “ก็เธอเหนื่อยแล้วไม่ใช่หรือ”
ก็จริง เธอรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยบอกว่าจะหยุดพักหนึ่งวันแต่กลับเดินทางไกลมาวัด เธอเหนื่อยใจมากจริงๆ
เงยหน้ามองท้องฟ้า จู่ๆ ฮั่วเสี่ยวเหวินก็ไม่อยากกลับแล้ว
“พี่เจียหมิง พี่กลับไปก่อนเถอะฉันค่อยกลับพรุ่งนี้”
“หา เธอไม่ชอบที่นี่ไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง เธออยู่ที่นี่คนเดียวก็ไม่ปลอดภัย”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเอื้อมแขนไปกอดเขา พูดเสียงเบาข้างหูว่า “ฉันจะไม่เป็นไร พี่ไม่ต้องเป็นห่วง”
จางเจียหมิงได้ยินเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นทันที “เฮ้ ดูสิๆ ดูเจ้าหนูนั่นสิ”
ขณะเดียวกันก็มีสายตาหลายคู่มองมา การมีความรักตั้งแต่วัยเด็กเป็นเรื่องที่ถูกยอมรับได้ในยุค 80 ก็จริง แต่นี่เป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบขวบ พวกเขารู้สึกรับไม่ได้ราวกับค้นพบแผ่นดินใหม่อย่างไรอย่างนั้น พากันวิจารณ์ไม่หยุด
จางเจียหมิงรู้สึกเขินอายขึ้นมา พูดเสียงเบาว่า “เสี่ยวเหวิน เธอปล่อยก่อน”
แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินกลับกอดแน่นกว่าเดิม คนอื่นอยากมองก็มองไป
ในเมื่อทำอย่างไรก็ไร้ผล จางเจียหมิงได้แต่ยิ้มขมขื่นบอกว่าพี่ยอมแล้ว
หลังจากปล่อยตัว จางเจียหมิงก็รีบเดินหนีออกไปฮั่วเสี่ยวเหวินเห็นว่าใบหูของเขาแดงไปหมดแล้ว
ในใจของเธอพลันรู้สึกอึดอัดถูกคนในหมู่บ้านเยาะเย้ยถากถางมาไม่รู้ตั้งเท่าไร เขายังไม่ชินอีกหรือ?
เห็นเขาเดินออกไปประหนึ่งกำลังหนี เธออดผิดหวังขึ้นมาไม่ได้อยู่บนภูเขาแบบนี้ หากมีคนที่ชอบอยู่เป็นเพื่อนได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกด้วยกันคงจะดีไม่น้อย
จางเจียหมิงไม่ได้ไปไหนไกล ก่อนหน้านี้พวกเขานัดหมายกันแล้วว่าจะไปพบกันที่ไหนป้าอู๋น่าจะกำลังรออยู่ที่นั่น