สายลมใต้พิภพโชยมวลอากาศอับชื้นผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องดิบและขี้เถ้ากำมะถันผ่านเข้ามาตามช่องระบายอากาศของป้อมปราการหินผา เสียงครางหึ่มๆ ของลูกสูบไอน้ำขนาดมโหฬารดังสะท้อนตามผนังอุโมงค์หินทรายอย่างไม่หยุดยั้ง มันคือเสียงชีพจรของนครใต้ดินที่หล่อเลี้ยงชีวิตเหล่านักขุดแร่และช่างฝีมือคนแคระ
ท่ามกลางเศษเหล็กหลอมและไอความร้อนระอุ ร่างสูงโปร่งในวัยสิบหกปีของ อาลอน นั่งสงบนิ่งอยู่บนลังไม้เก่า รูปร่างที่ยาวเรียวและผิวพรรณเนียนนวลดูแปลกแยกจากเหล่าช่างคนแคระร่างกำยำที่กำลังทุบค้อนตอกโลหะส่งเสียง เคร้ง! เคร้ง! อย่างบ้าคลั่ง
“หลีกไปไอ้หนู! เครื่องคัดแยกแร่นี่กำลังจะะเิ วาล์วแรงดันมันค้าง!” เสียงะโแหบพร่าของช่างคนแคระเฒ่าแผดก้อง พร้อมกับไอความร้อนสีส้มฉานที่พวยพุ่งออกมาจากรอยปริแตกของท่อส่งน้ำมัน
อาลอนนิ่งงันดุจรูปสลัก ั์ตาสีดำสนิทซีกขวาเรียบเฉยไร้ความหวั่นเกรง ทว่าในชั่วพริบตานั้น รูม่านตาซีกซ้ายกลับกะพริบแสงสีฟ้าครามจางๆ ออกมา
นิ้วมือเรียวยาวหยิบประแจทองเหลืองออกจากกระเป๋าหนังข้างกาย เขาก้าวผ่านม่านไอความร้อนระอุเข้าไปโดยไร้ความลังเล เด็กหนุ่มไม่ได้ใช้กำลังเข้าข่ม แต่กลับสอดปลายประแจลงในรอยต่อของกลไกด้วยองศาที่แม่นยำดุจการร่ายวงเวท
*แคล้ก!*
เพียงการสะบัดข้อมือและออกแรงกดเบาๆ ลงบนจุดศูนย์ถ่วง เสียงครางกระหึ่มอย่างบ้าคลั่งของเครื่องยนต์ก็พลันชะงัก วาล์วที่เคยติดตายดีดตัวกลับเข้าที่ในพริบตา กระแสไอน้ำแรงดันสูงถูกระบายออกทางท่อสำรองอย่างนุ่มนวล
เหล่าช่างคนแคระรอบข้างต่างยืนนิ่งงันเป็รูปปั้น ตกอยู่ในห้วงแห่งความตื่นตะลึงไปตามๆ กัน!
“บะ... บ้าไปแล้ว! ไอ้เด็กหนุ่มผิวซีดนั่นทำอะไรลงไปวะ? เครื่องคัดแยกแร่แรงดันมหาศาลที่พวกเราช่วยกันงัดตั้งสามคนยังไม่อยู่... แต่มันใช้แค่ประแจทองเหลืองอันเดียวสับฉับเดียวเนี่ยนะ!”
“ข้าไม่ได้ตาฝ้าฟางไปใช่ไหม... มันไม่ได้ออกแรงฝืนเกลียวเหล็กเลยสักนิด แต่มันจิ้มประแจลงไปตรงจุดตายพอดีเป๊ะ ราวกับมองเห็นเส้นเืและความถี่ที่ไหลเวียนอยู่ภายในเครื่องจักร! ไอ้หนูนั่นไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว... นั่นมันสายตาของช่างระดับปรมาจารย์ชัดๆ!”
หลังจากเหตุการณ์สงบลง อาดัม ช่างสำรวจคนแคระวัยกลางคนผู้มีเคราสีสนิมแดง เดินเข้ามาตบไหล่อาลอนเบาๆ ก่อนจะพาเดินแยกออกมายังทางเดินอุโมงค์หินอันเงียบสงบ มุ่งหน้ากลับสู่เขตรากหญ้าป้อมสนิมแดง
ค่อก... แค่ก!
เสียงไอแห้งๆ ดังขึ้นเป็ระยะจากลำคอของอาดัม อาลอนชำเลืองมองฝ่ามือหนาหยาบกร้านของพ่อบุญธรรม ิัเต็มไปด้วยรอยแผลไหม้พุพองจากไอน้ำลาวา และปลายนิ้วที่ด้านชาจากการจับสิ่วสกัด "ศิลานิลกาฬ" (Obsidian Core / Raw Mana Ore) ในรอยแยกใต้พิภพลึกนับร้อยเมตร
ในเขตนครหินผาอันกว้างใหญ่... ผู้คนในสลัมป้อมสนิมแดงล้วนเป็ "พวกไร้ตระกูล" (The Unnamed Commoners) ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ ไร้สิทธิ์ในการตั้งนามสกุล ต้องทนทำงานเสี่ยงตายในอุโมงค์เหมืองแร่ที่เต็มไปด้วย "กากตะกอนพิษ" เพื่อขุดแร่นิลกาฬดิบส่งให้แก่สภาหินผาและตระกูลขุนนางอย่าง ตระกูลอาหมัด ที่ผูกขาดความมั่งคั่งมหาศาล ขณะที่แรงงานรากหญ้าได้รับเพียงเศษเหรียญทองแดงที่แทบไม่พอยาไส้
อาดัมดึงผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าออกมาเช็ดคราบน้ำมันเครื่องบนแก้มของอาลอนอย่างอ่อนโยน ั์ตาสีน้ำตาลเข้มแฝงความห่วงใยอันลึกล้ำ:
"ฝีมือยอดเยี่ยมมากอาลอน... พ่อรู้ว่าสายตาและสมองของเ้ามองเห็นโลกใบนี้ต่างจากพวกเรา พ่อมโนภาพออกเลยว่าในหัวของเ้านั้นคำนวนฟันเฟืองและแรงดันพวกนั้นได้แม่นยำแค่ไหน... แต่นึกถึงคำที่พ่อเคยบอกไว้นะลูก"
อาดัมสบตากับอาลอนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวล:
"เครื่องจักรพวกนี้ แม้จะทำจากเหล็กกล้าและขับเคลื่อนด้วยไอน้ำร้อนระอุ แต่มันก็เหมือนกับ 'หัวใจของมนุษย์' หากเ้าใช้เพียงความเ็าและการคำนวณเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งวาล์วที่ถูกฝืนเอาไว้ก็จะะเิออกอยู่ดี สิ่งที่ทำให้ช่างอย่างพวกเราแตกต่างจากเครื่องจักร... คือการฟัง 'เสียงชีพจร' และมอบ 'ความเมตตา' ให้กับเหล็กทุกชิ้นที่เ้าจับ"
อาดัมเว้นจังหวะ พลางทอดสายตามองไปยังแสงไฟนีออนอันเลือนรางของวิทยาลัยคาลิฟาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดผาไกลลิบ:
"โลกภายนอกหุบเขานี้... โดยเฉพาะในมหานครหินผานั่น มันเต็มไปด้วยพวกขุนนางที่อยากจะใช้ประโยชน์จากความสามารถของเ้า ยิ่งเ้าเปล่งประกายและสมบูรณ์แบบดุจเครื่องจักรกลมากเท่าไหร่ พวกมันก็ยิ่งอยากลากเ้าไปเป็อาวุธมากเท่านั้น... พ่อถึงยอมหลังขดหลังแข็งลงไปขุดแร่นิลกาฬในอุโมงค์พิษ ยอมถูกไอควันกัดปอด ก็เพื่อให้เ้าได้มีเงินค่าเล่าเรียน ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนวิชาช่างแปรธาตุในวิทยาลัยเพื่อเปลี่ยนชีวิต จะได้ไม่ต้องมาทนทุกข์ตายคาก้นเหมืองเหมือนพ่อ..."
"เพราะฉะนั้น... จำไว้นะอาลอน ยามที่เ้าอยู่หน้าเตาหลอม จงใช้สมองอันชาญฉลาดของเ้าซ่อมแซมกลไก... แต่ยามที่เ้าอยู่กับครอบครัวและผู้คน จงใช้ 'หัวใจ' นี้รู้สึกถึงความรักและความเ็ป... นั่นคือสิ่งที่ย้ำเตือนว่าเรายังชีวิต"
อาลอนนิ่งฟัง ถ้อยคำเ่าั้ซึมลึกเข้าสู่ส่วนลึกของจิตใจ หัวใจซีกซ้ายที่เป็เนืุ้์เต้นตุบๆ ด้วยความเ็ปและซาบซึ้ง เขาจับมือที่หยาบกร้านของพ่อไว้แน่น... สาบานในใจว่าจะไม่ยอมให้ความเสียสละของพ่อต้องสูญเปล่า
เสียงบานประตูเหล็กกล้าใต้หน้าผาชันดัง ครืด... เปิดออก กลิ่นหอมกรุ่นของสตูว์เนื้อต้มสมุนไพรและมันฝรั่งโชยหวนออกมาลอยฟุ้ง ปะทะเข้ากับไอความร้อนและกลิ่นน้ำมันเครื่องที่ติดตัวสองพ่อลูก
ยังไม่ทันที่อาลอนจะวางถุงเครื่องมือช่างลงบนม้านั่งไม้...
"พี่อาลอนนนนน!"
เสียงใสแจ๋วราวกับระฆังแก้วร้องเรียกดังลั่นโถงถ้ำ พร้อมกับร่างเล็กจิ๋วของ ไรล่า ในชุดเอี๊ยมป่านเก่าปะซุนที่พุ่งพรวดออกมาจากห้องครัว! เส้นผมสีส้มสดใสผูกเป็มัดจุกสองข้างแกว่งไกวไปตามแรงวิ่ง พวงแก้มขาวอมชมพูแต่งแต้มด้วยคราบรอยดินโคลนจางๆ
เด็กน้อยไม่สนใจคราบเขม่าดำบนเสื้อผ้าของพี่ชาย เธอสไลด์ตัวเข้ามากอดหมับเข้าที่ท่อนขาซ้าย—ซีกที่เป็เนื้อหนังของอาลอน—แน่นหนับดุจกาว!
"ต้อนรับกลับบ้านค่ะพี่อาลอน! วันนี้หนูช่วยแม่ต้มสตูว์ด้วยนะ! หนูเป็คนใส่หัวมันฝรั่งลงหม้อตั้งสามก้อนแน่ะ!" ไรล่าเงยหน้ากลมขึ้นมอง ยิ้มกว้างจนดวงตากลมโตเรียวโค้งเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว
เด็กหนุ่มย่อตัวลงนั่งข้างมุมหนึ่ง มือซ้ายฝั่งเนื้อเนียนนวลเอื้อมไปลูบเรือนผมสีส้มของน้องสาวอย่างนุ่มนวล "เก่งมากไรล่า... แต่หน้าเ้าไปโดนอะไรมา ถึงได้เลอะเป็แมวซนแบบนี้?"
ไรล่าทำหน้าพองลมย่นจมูกใส่ พลางชูสองมือเล็กๆ ที่มีเศษดินเผาติดอยู่ "ก็หนูปั้นตุ๊กตาเครื่องจักรกลรอพี่อาลอนอยู่น่ะสิ! ดูสิคะ... นี่คือหุ่นยนต์พี่อาลอน มีแขนใหญ่ๆ สองข้างเหมือนกันเลย!"
เธอส่งก้อนดินเผารูปทรงเบี้ยวบูดที่มองแทบไม่ออกว่าเป็หุ่นยนต์ให้อาลอนด้วยท่าทางภาคภูมิใจสุดขีด
อาลอนผู้มักทำสีหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักบะซอลต์ ั์ตาสีดำสนิทซีกขวาพลันอ่อนยวบลงในเสี้ยววินาที ระบบภายในหัวที่กำลังคำนวณอัตราความล้าของกล้ามเนื้อพลันถูกขัดจังหวะด้วยคลื่นสัญญาณความถี่พิเศษ—คลื่นความถี่แห่งความผูกพัน
อาดัมที่ยืนมองอยู่ข้างๆ หัวเราะ หึๆ ในลำคอ พลางเอามือลูบเคราสีสนิม "ฮะๆๆ ยัยหนูไรล่า นั่งเฝ้าประตูถ้ำั้แ่มืดค่ำ ถามหาแต่เ้าตลอดเวลา อาลอนเมื่อไหร่จะกลับ... อาลอนเมื่อไหร่จะมา... แม่พูดจนปากจะเปียกปากแฉะก็ไม่ยอมไปนอน"
"ก็หนูเป็ห่วงพี่อาลอนนี่คะ!" ไรล่าหันไปเถียงพ่อเสียงเขียว ก่อนจะหันกลับมาซบหน้าลงกับไหล่ของอาลอนอย่างออดอ้อน มือน้อยๆ คว้าจับปลายนิ้วมือซ้ายของพี่ชายไว้แน่น "ในเมืองชั้นบนมันมีแต่พวกคนแคระนิสัยเสีย ชอบทำเสียงดัง... หนูซีเรียสตลอดเลยเวลาพี่อาลอนออกไปข้างนอก"
คำว่า "ซีเรียส" ที่เด็กวัยหกขวบพูดออกมาอย่างตั้งอกตั้งใจ ทำให้อาลอนหลุดรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างห้ามไม่อยู่
เด็กหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมช่างกล หยิบห่อกระดาษไขเล็กๆ ที่ผูกด้วยเชือกป่านออกมา—ถุงขนมหวานลูกกวาดน้ำตาลเคี่ยวจากตลาดเมืองชั้นบน
"ของรางวัลสำหรับเด็กเก่งที่ช่วยแม่ทำอาหาร" อาลอนยื่นห่อขนมให้
"ว้าววว! ขนมหวาน!" ไรล่าเบิ่งตากว้าง ตาเป็ประกายระยิบระยับ ร้องวี้ดกรี๊ดด้วยความดีใจ เธอรับห่อขนมไปถือไว้เหมือนคว้าเอาสมบัติล้ำค่า ก่อนจะยืดตัวขึ้นจูบแก้มอาลอนดัง ฟอด! ใหญ่
"ขอบคุณค่ะพี่อาลอน! พี่อาลอนใจดีที่สุดในเจ็ดพิภพเลย!"
เด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะคิกคักพลางวิ่งถอยหลังเข้าครัวไปหามาเรียอย่างร่าเริง "แม่จ๋าาา! พี่อาลอนซื้อขนมมาฝากหนูด้วยล่ะ!"
อาลอนมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปจนสุดสายตา... ััเปียกชื้นและอบอุ่นบนแก้มยังคงหลงเหลืออยู่
เสียงระบบแ่เบาในหัวแจ้งเตือนความเสถียรของสภาวะจิตใจ เด็กหนุ่มกำหมัดซ้ายแน่นขึ้นเล็กน้อย... สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าโลกภายนอกจะเน่าเฟะ หรือระบบสภาหินผาจะบีบคั้นเพียงใด รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของไรล่าในบ้านหลังนี้... คือสิ่งเดียวที่เขาจะยอมแลกด้วยทุกสิ่งที่มีเพื่อปกป้องไว้ตลอดกาล
*ปัง! ปัง! ปัง!*
บรรยากาศอันอบอุ่นภายในบ้านถ้ำใต้หน้าผาพลันพังทลายลงเมื่อเสียงกระแทกบานประตูเหล็กดังกึกก้อง!
"เปิดประตู! ตาแก่อาดัม! ไสหัวออกมาจ่ายหนี้เดี๋ยวนี้!"
เสียงห้าวหยาบคายกร้าวะเิข่มขวัญ บานประตูเหล็กกล้าถูกถีบเปิดออกอย่างอุกอาจ ร่างกำยำในชุดเสื้อกั๊กหนังปะซุนของคนแคระอันธพาลสามคนก้าวพรวดเข้ามาในโถงบ้าน นำโดย คอร์ก ช่างคุมบ่อนพนันหลวงชั้นล่าง สุนัขรับใช้ผู้ตรงมาจากเครือข่ายของฮาซัน ดวงตาสีส้มขุ่นของมันเต็มไปด้วยความโลภและเคียดแค้น
มาเรียผงะถอยหลังด้วยความใ รีบดึงตัว ไรล่า เข้าไปซุกอยู่เื้ั ร่างเล็กจิ๋วของเด็กน้อยสั่นระริก กอดขาแม่ไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว
"คอร์ก... นี่มันเื่อะไรกัน? ข้าไม่เคยไปเหยียบบ่อนพนันของพวกเ้าสักครั้ง" อาดัมก้าวออกมายืนขวางเบื้องหน้าครอบครัว ร่างต่ำกำยำของคนแคระวัยกลางคนยืนหยัดดุจหินผา แม้ไร้อาวุธในมือ แต่มัดกล้ามบนท่อนแขนหยาบกร้านก็เกร็งแน่น
"ตัวแกไม่เคยไป... แต่ไอ้เด็กขุดแร่รุ่นน้องในสายงานแกมันไป!" คอร์กแสยะยิ้มเหี้ยม พลางเคาะม้วนคริสตัลลงบนฝ่ามือ "มันติดหนี้พนันแร่เหล็กไหลสามพันเหรียญทองคำ แล้วเซ็นชื่อแกเป็ 'ผู้ค้ำประกันไร้เงา' เอาไว้! ตอนนี้มันหนีหัวซุกหัวซันไปแล้ว... กฎของบ่อนคือ คนค้ำต้องรับผิดชอบ!"
"สามพันเหรียญทองคำ?!" มาเรียร้องอุทานเสียงพร่า ใบหน้าหวานซีดเผือด เงินจำนวนนั้นมากมายพอจะซื้อบ้านถ้ำหลังนี้ได้หลายสิบหลัง!
"ข้าไม่เคยลงนามในเอกสารค้ำประกันอะไรทั้งนั้น!" อาดัมขมวดคิ้วแน่น ดวงตาฉายรอยโทสะ "นั่นมันสัญญาทาสชัดๆ พวกเ้าจงใจใช้กลโกงหลอกลวง!"
"ไม่มีเงินจ่ายก็ไม่เป็ไร..." คอร์กไม่สนใจคำทัดทาน มันกวาดสายตาหิวกระหายไปรอบบ้าน ก่อนจะหยุดลงที่มุมห้องทำงานช่าง "พวกข้าจะยึด 'เตาหลอมศิลา กับ 'ชุดเครื่องมือช่างขุดเจาะประจำตระกูล' ของแกไปขัดดอกแทน!"
คำพูดนั้นทำให้อาดัมชะงักงันดุจถูกสายฟ้าฟาด เตาหลอมและเครื่องมือช่างชุดนั้นไม่ใช่แค่เศษเหล็ก... แต่มันคือเส้นเืใหญ่ที่ใช้ทำมาหากินเลี้ยงดูภรรยาและลูกๆ และยังเป็มรดกชิ้นเดียวที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้!
มือหนาของอาดัมสั่นระริก เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วส่งเสียง เปรี๊ยะ! ปราณพสุธาในร่างเริ่มเดือดพล่าน ความโกรธแค้นทำให้อดกลั้นแทบไม่ไหว... ทว่า วินาทีที่สายตาของเฒ่าคนแคระเหลือบไปเห็น อาลอน ที่ยืนเงียบเชียบอยู่ข้างเตาผิง...
อาดัมพลันกลืนก้อนความโกรธลงคอทันที!
‘ไม่ได้... หากข้าลงมือต่อสู้ พวกมันจะแจ้งทหารสภาหินผาลงมาตรวจค้นบ้าน... พวกมันก็พวกเดีนสกันทั้งนั้น เพื่อปกป้องความปลอดภัยของครอบครัว... อาดัมยอมลดหมัดลงอย่างช้าๆ คลายพลังปราณออก ชายผู้เป็หัวหน้าครอบครัวยอมก้มหัวลงอย่างกล้ำกลืน "ได้โปรด... คอร์ก ยึดสิ่งอื่นไปแทนเถอะ อย่าเอาเตาหลอมกับเครื่องมือช่างของข้าไปเลย ข้าขอร้อง..."
คอร์กหัวเราะร่าด้วยความสะใจ มันเดินเข้ามาใช้ฝ่ามือตบแก้มอาดัมดัง เพี๊ยะ! เบาๆ เป็การข่มขวัญ "กลัวเป็เหมือนกันนี่หว่าตาแก่! หลีกไป! พวกแกไปยกเตาหลอมขึ้นรถรางเดี๋ยวนี้!"
ลูกน้องอันธพาลสองคนหัวเราะเกรียวกราวเตรียมจะตรงไปยังเตาหลอม ทว่า...
"หยุดอยู่ตรงนั้น"
น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรืออารมณ์ใดๆ ดังขึ้นตัดผ่านความโกลาหล
ร่างสูงโปร่งของ อาลอน ก้าวออกมาจากความมืดข้างเตาผิง ั์ตาสีดำสนิทซีกขวาเยือกเย็นดุจผิวน้ำแช่แข็ง ขณะที่รูม่านตาซีกซ้ายกะพริบกระตุกแสงสีฟ้าครามแ่เบาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
"ไอ้เด็กหน้าซีดนี่เป็ใครวะ? อยากเจ็บตัวอีกคนหรือไง!" คอร์กถลึงตาใส่ด้วยความหงุดหงิด
อาลอนไม่ได้ถอยหนี เขาก้าวเข้าไปหาคอร์กอย่างเชื่องช้า สายตาจ้องมองตรงไปยังม้วนคริสตัลโฮโลแกรมในมือของมัน "สัญญานั่น... เขียนขึ้นเมื่อสามวันก่อน เวลาเที่ยงคืน ณ บ่อนชั้นล่าง"
คอร์กชะงัก "แล้วมันทำไมวะ?!"
"่เวลานั้น... พ่อของข้ากำลังคุมงานถลุงแร่ไอน้ำอยู่ในโรงหลอมส่วนกลาง มีช่างคนแคระมากกว่ายี่สิบคนเป็พยาน" อาลอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสม่ำเสมอประดุจเสียงสังเคราะห์ "ประการที่สอง... ตราประทับอักขระเวทมนตร์บนสัญญานี้ เกิดการเหลื่อมทับของคลื่นความถี่ถึง 12% นั่นหมายความว่า มันถูกใช้โปรแกรม 'คัดลอกรอยพิมพ์อักขระ' จากเอกสารเก่าของพ่อข้า นำมาตัดต่อทับซ้อนลงบนสัญญาทาสฉบับนี้"
"จ-เ้าพูดบ้าอะไรของเ้า!" คอร์กเริ่มหน้าเสีย มือที่ถือคริสตัลเริ่มสั่นเบาๆ
"และประการสุดท้าย..." อาลอนใช้นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่ตัวเลขอักขระรูนที่กำลังเรืองแสงบนหน้าจอโฮโลแกรม "ตามมาตราที่ 44 แห่งกฎหมายควบคุมการกู้ยืมแร่ธาตุของสภาหินผา อัตราดอกเบี้ยเกิน 5% ต่อทิวา ถือเป็ 'สัญญามืดอันมิชอบด้วยกฎหมาย' การที่เ้าขู่ยึดเครื่องมือทำมาหากินขั้นพื้นฐานของช่างฝีมือ โดยไร้คำสั่งศาลสภา... หากเื่นี้รู้ไปถึงหูของ แผนกตรวจสอบ..."
อาลอนเว้นจังหวะ ั์ตาซีกซ้ายกะพริบแสงสีฟ้าปะทุวูบหนึ่ง
"...บ่อนการพนันของพวกเ้า จะถูกสั่งปิดและยึดสัมปทานทันที"
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำโถงบ้านถ้ำในพริบตา!
คอร์กและลูกน้องต่างอ้าปากค้าง หน้าซีดสลับแดงด้วยความตกตะลึง พวกมันไม่เคยคาดคิดเลยว่า เด็กหนุ่มชาวมนุษย์ที่ดูไร้ทางสู้คนนี้ จะสามารถมองเห็น 'กลโกงรหัสเวท' และจดจำกฎหมายของสภาหินผาได้อย่างแม่นยำและทะลุปรุโปร่งขนาดนี้!
"กะ... แก... ไอ้เด็กผี!" คอร์กกัดฟันกรอดด้วยความแค้นและอับอาย มันรู้ดีว่าหากฝืนยึดเตาหลอมไปตอนนี้ แล้วเด็กนี่นำเื่ไปแจ้งสมาคมช่างหรือสภาสอบสวน เื่จะบานปลายไปถึงตัวฮาซันแน่
"ฝากไว้ก่อนเถอะตาแก่อาดัม! วันหน้าข้าจะกลับมาคิดบัญชีแน่!" คอร์กสบถลั่น พลางรีบเก็บม้วนคริสตัลเข้ากระเป๋า แล้วสั่งลูกสมุนถอยออกจากบ้านไปอย่างอัปยศอดสู
เมื่อประตูเหล็กปิดลง... ความตึงเครียดพลันคลายตัวลง
อาดัมยืนมองลูกชายบุญธรรมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและตื้นตัน คนแคระเฒ่าถอนหายใจยาวพลางก้าวเข้ามาจับไหล่อาลอนไว้แน่น "ขอบใจมากนะ... อาลอน เ้าช่วยชีวิตเตาหลอมและครอบครัวเราไว้จริงๆ"
"พวกเขาใช้กลโกงที่ตื้นเขินครับพ่อ..." อาลอนตอบเรียบๆ แววตาแฝงความนุ่มนวล "ข้าไม่ยอมให้ใคร... มาทำลายครอบครัวของเราแน่"
ไรล่าตัวน้อยวิ่งพรวดออกมาจากหลังแม่ โผเข้ากอดขาอาลอนพลางหัวเราะร่า "พี่อาลอนเก่งที่สุดเลย! ไล่พวกคนแก่หน้าบูดออกไปได้ด้วย!"
มาเรียยิ้มทั้งน้ำตา เดินเข้ามาลูบแก้มอาลอนอย่างอ่อนโยน... ท่ามกลางนครหินผาที่โหดร้ายและเต็มไปด้วยกลโกง สติปัญญาและการปกป้องซึ่งกันและกันของครอบครัวนี้ คือสิ่งที่ทำให้บ้านถ้ำเล็กๆ หลังนี้ยังคงเป็์อันอบอุ่นเสมอมา