“เจ้าคิดว่าใคร?”
“ข้าว่า..อาจจะเป็นนาง.....เฉินลี่มี่”
“ลี่มี่ ... ? ...ทำไมคิดว่าเป็นนาง ข้ากลับมองว่าน่าจะเป็น เฟยฮวา ข้าสังเกตหลายครั้งนางมองเจ้าไม่เป็นมิตรนัก”
“เพราะเช่นนั้นเองเพคะ”
“เช่นนั้น? เช่นใดกัน?”
“เฟยฮวา นางกว่าจะไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ แม้ไม่ชอบหม่อมฉัน แต่นางก็ชักสีหน้าออกมาตรงๆ หากนางโง่พอลงมือทั้งที่ตนน่าสงสัยเป็นอันดับต้นๆเสียทีที่ไต่เต้ามาถึงจุดนี้ด้วยความสามารถแล้ว อีกทั้งที่นางเสีย ก็แค่ความรักความใคร่โปรดปรานที่ฝ่าบาทปันมายังหม่อฉันเท่านั้น”
“ลี่มี่ล่ะ?”
“นางเป็นสนมอายุน้อย เมื่อถูกหม่อมฉันเบียด จึงไม่พอใจ นางแสดงทีท่าเงียบสงบ ไม่สนใจ ต่างจากคนอื่นๆ ที่แม้ไม่มีจิตคิดแย่งชิง แต่ก็ต้องให้ความสนใจหม่อมฉันที่จู่ๆมาเป็นฮองเฮาทั้งที่ผ่านการครองเรือนมาแล้ว”
“แหม ก็เจ้า....ฮ่ะข้าไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวพูดแล้วจะอดใจไม่อยู่”
“ฮิฝ่าบาทล่ะก็..อ่า...เข้าเรื่องกันต่อ ... นางเป็นบุตรีเฉินเซียวซึ่งท่านก็รู้ว่าตระกูลนี้มีอำนาจทั้งในและนอกราชสำนักแค่ไหน ดังนั้นนางนับว่าเสียผลประโยชน์กว่าใคร”
“มีเหตุผล”
“และประการสำคัญคือเงิน ...การว่าจ้างงานนักฆ่าฝีมือระดับนี้ ซ้ำยังมีเป้าหมายคือฮองเฮา ย่อมต้องกล้าจ้ายหนัก ในราชสำนัก หม่อมฉันนึกถึงผุ้ใดไม่ออกนอกจากคนตระกูลนี้เพคะ”
“แล้วเราควร...”
“เราควรนิ่งไม่เคลื่อนไหวเพคะ หม่อมฉันจะจัดการวงในเอง อีกอย่างเราไม่มีหลักฐาน ได้แค่สงสัย แสดงออกไปมีแต่แหวกหญ้าให้งูตื่น”
“มันน่านัก พวกเขาและนางบังอาจทำแบบนี้กับเจ้า...แต่... เจ้าว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้นจ้ะ คนดีของข้า”...
...........
ตำหนังสนมเฉิน
เฉินลี่มี่นั่งรอจนมืดค่ำ กล่าวขึ้น
“วันนี้ฝ่าบาทประทับที่ไหน?”
“ทูลพระสนม วันนี้ฝ่าบาทประทับกับฮองเฮาเพคะ”
“อืม ... งั้นเหรอ”
“เพคะ”
“พวกเจ้าออกไปได้”
นางกำนัลล่าถอยออกไปตามรับสั่ง
เฉินลี่มี่ทุบโต๊ะ ....หายใจแรงราวกลับโกรธเกรี้ยว จากนั้นเดินมายังเตียงนอน หนุนหมอนแล้วรู้ไม่ปกติ พลันพบว่ามีบางสิ่งอยู่ใต้หมอน
เมื่อยกหมอนออกก็ตกใจกรีดร้องออกมา
เหล่านางกำนันพากันวิ่งเข่ามรพร้อมราชองครักษ์ชุดแพร
“เกิดอะไรขึ้นพระสนม?!”
เฉินลี่มี่ตะโกนออกไป
“ไม่มีอะไร ข้าเหลอหลับแล้ว ...เอ่อ...เอ่อ..ข้านอนตกเตียง พวกเจ้าไม่ต้องแตกตื่น”
ทั้งหมดมองหน้ากันอยู่หน้าห้อง คล้ายนกับว่าวางใจไม่ได้
เฉินลี่มี่เดินออกมาให้เห็น
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นพวกเจ้ากลับไปพักได้”
“เพคะ / พระเจ้าข้า”
นางปิดประตูลง แล้วกลับมาดูที่หมอน ในนั้นมีถุงผ้าแพรถักลาย ข้างในเป็นนิ้วมือและแผ่นหนังมนุษย์ที่มีรอยแผลไฟไหม้ประทับตราบางอย่างฃตรานี้เป็นขององค์กรนักฆ่าที่ว่า แม้แต่ชื่อก็ไม่ปรากฏให้สาวสืบ
บนขื่นคานด้านนอกมีคนลอบมองจากแผ่นหลังคาที่เลื่อนออก
สตรีชุดดำปิดหน้านางนี้นอนนาบแนบรอชมความเคลื่อนไหวของเฉินลี่มี่จากด้านบน
หลังตาหวังหลวงนั้นมืดนัก
นี่ไม่ใช่ละครโทรทัศน์ที่ฉายสปอร์ตไลท์สว่างจ้าจนเห็นด้านบนของหลังคา ในโลกจริงนั้นตามจุดต่างๆของหวังหลวงสว่างได้เพราะคบเพลิงตาจุดต่างๆ และโคมไฟที่ขันทีและนางกำนัลถือเดินเท่านั้น
หากแสงจันทร์ไม่สาดส่อง อย่าหวังจะได้พบเห็นผู้คนบนนี้โดยง่าย
รอจนเฉินลี่มี่ข่มกลั้นไม่นอน นางเอาแต่พลิกกายไปมา ลุกนั่งกระสับกระส่าย สลับกับลุกมานั่งที่เก้าอี้ด้วยทีท่าหวาดหวั่น
สตรีชุดดำเลื่อนช่องหลังคากลับตามเดิมแล้วดีดกายหายลับไป
จากนั้นกลับเข้าห้องบรรทมมา ฝ่าบาทนอนหลับด้วยฤทธิ์ยาสมุนไพรอ่อนที่ทำให้หลับสบายไม่หลับลึกนัก
นางเปลี่ยนชุด เปลื้องผ้าแล้วลงมานอนนาบกายฝ่าบาท พลันครุ่นคิด ยิ้มมุมปาก
[หึ ที่แท้เป็นนางจริงๆเห็นสิ่งนี้ไม่ร้องเรียกให้ผู้คนเข้ามาตรวจสอบเอาออกจากห้องหับ ซ้ำยังเก็บเอาไว้ คาดว่าพรุ่งนี้คงเอาไปปรึกษาบิดาของนางเฉินเซียว นิ้วมือและแผ่นหนังรอยตีตราของนักฆ่ามือสังหารนั้น สกุลเฉินจ้างวานมาหรือเป็นนางที่จ้างเอง พรุ่งนี้ได้รู้กัน]
.....
หนิงเอ๋อ และเซียวลู่เอินรีบเข้าวัง
“พี่ใหญ่ ท่านถูกลอบสังหาร เป็นอะไรมั้ย?”
ลู่เอินรีบรั้ง
“เซี่ยวเอ๋อ เสียมารายาท”
หนิงเอ๋อได้สติ รีบทรุดกายลงพร้อมสามี
“ถวายบังคมฮองเฮา”
“พวกเจ้าทำอะไร ไว้เจอข้างนอกค่อยทำแบบนี้ รีบลุก”
“พี่ใหญ่ท่านบาดเจ็บมั้ย?”
“นักฆ่าพวกนั้นจะทำอะไรข้าได้ยังดีที่นางกำนัลกับเหล่าขันทีที่ติดตามว่าง่ายพูดเข้าใจ เลยจัดการศัตรูได้รวบรัด”
“ข้ากับท่านเนี่ย...ดวงดึงดูดมือสังหารดีจังเลยเนาะ”
“ฮ่ะๆ ดูพูดเข้า ว่าแต่เจ้าเถอะ วันนี้ไม่สอนหนังสือ?”
“สอนเพคะ ตามจริงอีกสักพักใหญ่ข้าถึงจะต้องเข้าวัง แต่พอทราบเรื่องเลยรีบรุดมาหาท่าน”
“การลงมืทอของพวกมันครานี้ข้าได้ประโยชน์ทุกทาง ช่างโง่เง่าเสียจริง”ฃ
ลู่เอินถาม
“ฮองเฮาทราบหรือไม่ ผู้ใดน่าจะเป็นผู้บงการ”
“ข้าสืบมาแล้ว สังเกตนางด้วยตนเอง”
จากนั้นเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟัง
“พี่ใหญ่ท่านว่าเฉินเซียวรู้เห็นด้วยมั้ย?”
“ถ้าเฉินเซียวรู้เห็นด้วยกับแผนนี้ ข้าว่าเขาคงมีอายุไม่ถึงงานเลี้ยงวันเกิดปีหน้าแน่นอน”
“แสดงว่าสนมเฉินว่าจ้างโดยพละการ แบบนี้นางต้องรีบรุดไปหาบิดานางเพื่อคลี่คลายปัญหาแล้ว”
“เฉินลี่มี่ แม้ฉลาดในหมู่นางสนม แต่เทียบข้าหรือเจ้าแล้ว นางเป็นแค่วัวโง่ตัวหนึ่งเท่านั้น”
ลู่เอินกล่าว
“ภายนอกนางสง่า สุขุม กริยาท่วงท่า และหน้าตาไม่ว่าใครมองมาก็คาดคิดว่านางไม่พ้นเป็นฮองเฮาองค์ต่อจากพระนางฟางซิน”
พอพูดชื่อพระนางฟางซิน หนิงเอ๋อ หนิงเซียนมองหน้ากัน
หนิงเซียนไล่คนออกไปจนหมดจากนั้นลดซุ่มเสียง
“เจ้ายังไม่ได้บอกสามี?”
“ข้าไม่ใช่คนปากสว่างขนาดนั้นนี่”
“บอกเถิด”
“เอ๋?จะดีเหรอพี่ใหญ่ ....”
“เจ้าฝากชีวิตผิดคนหรือไม่เล่า”
“ข้าว่าไม่ผิด”
“งั้นก็บอกล่าวเขา”
“แต่....”
“งั้นข้าเล่าเอง เขาจำต้องรู้เพื่อวันข้างหน้าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย สามีเจ้าปากมากหรือไม่?”
“ขนาดเรื่องควรพูดเขายังไม่ค่อยพูดเลย”
“ดี”
ลู่เอินงงกับทีท่าและบทสนทนาของทั้งคู่
“น้องเขย ฟังข้า พระนางฟางซิน คือแม่แท้ๆ ของเรา”
“!!??”
ลู่เอินไม่ตอบคำ ไม่ถามต่อ แต่จากสีหน้าพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ หาได้มีแววตาล้อเล่นไม่
เขามองหน้าหนิงเอ๋อ นางพยักหน้าซ้ำหลายครา
“มารดาของเขาสิ้นไร้ไม้ตอกช่วงที่พลัดกับฮ่องเต้ช่วงที่กำลังชิงแผ่นดิน ก็ถูกขุนนางระดับนายอำเภอยื่นข้อเสนอ จะดูแลฮุ่ยเจินวัยเด็กให้ แต่ต้องสมยอมบำเรอเขา”
“นายอำเภอซินเอี๋ยบิดาพวกท่าน ...มารดาที่ว่าคือพระนางฟานซินที่เป็นเชลย ณ เวลานั้น...!”
“มิผิด ที่ข้ากระเสือกกระสนเข้าวังมา เดิมทีเพื่อทวงความเป็นธรรมที่นางหมายปล่อยให้ครอบครัวเราตกตายหรืออาจจะเป็นการกำจัดเราแบบอ้อมๆ ก็ว่าได้เพื่อปกปิดมลทินของนาง แต่นางกับสิ้นบุญไปเสียก่อน”
ลู่เอินหันมาถามหนิงเอ๋อ
“เซี่ยวเอ๋อ งั้นเดิมทีเจ้า....”
หนิงเซียนกล่าวแทน
“นางมีความคิดต่างจากข้าไม่คิดขุ่นเคืองมารดาให้กำเนิด จึงแยกทางกันเดิน มิคาดยังอุตส่าห์มาพบกันที่นครหลวง ดูท่าสายสัมพันธ์เราพี่น้องจะตัดไม่ขาดจริงๆ”
สักครู่องครักษ์มารายงาน
เขายืนเรียกขานหน้าห้อง หนิงเซียนเปิดประตูไปไถ่ถาม
“เป็นอย่างไร นางเคลื่อนไหวมั้ย?”
“พระสนามเฉินเคลื่อนไหวจริงๆนั่งรถเทียมม้าไปยังจวนท่านอำมาตย์เฉินแล้ว ให้ตามมั้ยพระเจ้าข้า”
“ไม่ต้อง พวกท่านทำดีมาก ไปทำหน้าที่ตามปกติเถอะ”
“พระเจ้าข้า”
ลู่เอินมองสักครู่จึงเอ่ย
“ท่านใช้สอยพวกเขาดุจมือเท้าได้ถึงเพียงนี้ องครักษ์ชุดทองไม่ทำตามรับสั่งฮองเฮาสนมใดยกเว้นฝ่าบาทแท้ๆ”
“ข้าบอกแล้ว นางลงมือเช่นนั้นนับว่าโง่งม รังแต่จะสร้างโอกาสให้ข้าซื้อใจพวกเขาได้ก็เท่านั้น”
“พลิกวิกฤตเป็นโอกาส พระนางปราดเปรื่องนัก”
หนิงเอ๋อยิ้มกล่าว
“เห็นมั้ยท่านพี่ ข้าบอกแล้วว่าพี่ใหญ่ข้าน่ะ ร้ายกาจมาก”
หนิงเซียนขมวดคิ้วยิ้ม
“เจ้าเล่าถึงข้าให้สามีฟังว่าอย่างไร รีบคายมานะ มิใช่ใส่สีเติมแต่งให้ข้าดูโหดร้อยหรอกหรือ”
ทั้งหมดพากันหัวเราะ
........
“โง่นัก!”
เสียงดังขึ้น ณ จวนอำมาตย์เฉิน
เฉินเซียวกล่าวด้วยความโมโห
“เจ้าทำแบบนี้ลงไปได้ยังไง ลอบปลงพระชนม์ฮองเฮาพวกเราจะตายกันหมดนะแล้วการที่นางเอาชิ้นส่วนนักฆ่ามาไว้ที่ใต้หมอนเจ้า เท่ากับนางรู้แล้ว ....”
“ข้าผิดไปแล้วท่านพ่อ ....แต่ข้ามิได้เรียกเหล่าองครักษ์ให้มาจัดการซากพวกนี้นะ”
“เจ้านี่ ปกติฉลาด แต่พอมีเรื่องชิงรักหัวสวาทเข้ามาก็กลับเป็นโง่งม เจ้าตกใจเรียกคนมานำชิ้นส่วนนิ้วหนีงพวกนี้ออกไปยังจะดูเป็นธรรมชาติกว่าการที่เจ้าไม่กระโตกกระตากแตกตื่นนั้น หากฮองเฮาหนิงเซียนสังเกต ก็จะพบว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกมันไม่มากก็น้อย”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดี”
“ข้าว่า................”