ฟู่หลิงเฉินนั่งอยู่ตรงโต๊ะไม้สลักลายริมระเบียงฝั่งตะวันออกบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมไฉฟู่ตรงกันข้ามคือกงหยางเฟิ่งสือสหายผู้เป็พ่อค้าคนสำคัญของเมืองอี้หยางนั่งสนทนาอยู่ด้วยชายเ้าของกิจการโรงเตี๋ยมขนาดใหญ่ของเมืองเพิ่งวางมือจากงานที่ห้องบัญชีซึ่งตึงมือมาร่วม หนึ่งชั่วยามแล้ว
“ไม่คิดจะหาฟูเหริน[1]ไว้ช่วยผ่อนคลายยามเสร็จสิ้นจากงานสักคนหรือ”
กงหยางเฟิ่งสือหลิ่วตาส่งสัญญาณให้ฟู่หลิงเฉินเมื่อเห็นสตรีนางหนึ่งกำลังแง้มม่านข้างเกี้ยวจงใจชายหางตาส่งยิ้มขึ้นมาให้เขาหากแต่เ้าตัวทำนิ่งเฉย ไม่ยินดียินร้ายกับรอยยิ้มหวานบาดใจนั่นจนกระทั่งเกี้ยวหลังน้อยที่ม่านด้านข้างถูกกระชากปิดด้วยอารมณ์ขุ่นมัวของคนนั่งเลื่อนผ่านตัวโรงเตี๊ยมไป
ฟู่หลิงเฉินจิบชาปี้หลัวชุนที่ส่งกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ก่อนกล่าวกับสหายรูปร่างค่อนข้างท้วม ผู้มีใบหน้าขาวสะอาดว่า “หากจะผ่อนคลายเพียงเื่นั้น ข้ามีตัวเลือกดีกว่าการหาฟูเหรินแน่และเื่นี้เรารู้ดีว่าตัวเ้าเชี่ยวชาญยิ่งดีกว่าใคร”
กงหยางเฟิ่งสือผู้มีนิสัยเปิดเผยมากรัก มากน้ำใจต่อหญิงงามหัวเราะร่วน เมื่อฟังคำตอบจากปากชายหนุ่ม เ้าของร่างสูงสง่าผ่าเผย หน้าตาหล่อเหลาคมคายราวเสกสรรมาจากหยกเนื้อดีริมฝีปากเต็มได้รูปแม้น้อยครั้งจะขยับเผยถึงความรู้สึกหากคราใดที่เขาคลี่ยิ้มละมุนละไมเป็ต้องมีสตรีมากกว่าหนึ่งนางถูกฉุดกระชากหัวใจจนแทบทรงกายไว้ไม่อยู่
ความนิ่งขรึมเฉยเมยต่อทุกความงามของสตรีอันเป็บุคลิกประจำตัวกลับไม่ได้ทำให้ความฝันใฝ่ของเหล่าดรุณีวัยกำดัดลดถอยลงแม้แต่น้อยั้แ่แตกเนื้อหนุ่มหรือกระทั่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟู่หลิง-เฉินยังคงเป็ที่หมายปองของสตรีเมืองอี้หยางและอีกหลายเมืองที่ชื่อเสียงและฝีมือการบริหารกิจการโรงเตี๊ยมของชายหนุ่มขจรไกลไปถึง
ขณะทั้งสองนั่งจิบชาและคุยกันเื่กิจการร้านค้าอย่างออกรส ออกชาติอยู่นั่นเองเฮ่อหนานก็เข้ามารายงานเื่นายหญิงใหญ่บ้านสกุลฟู่ส่งบ่าวชายคนหนึ่งมาเพื่อเน้นย้ำธุระสำคัญที่ผู้เป็นายของเขาจงใจเพิกเฉย
“จะให้บ่าวฝากคำกลับไปเรียนฟูเหรินใหญ่ว่าอย่างไรดีขอรับ”
“ให้บอกว่าสักเดี๋ยวเสร็จธุระข้าจะรีบกลับไป”เ้าของโรงเตี๊ยมไฉฟู่สั่ง
ลับเงาร่างของเฮ่อหนานแล้วกงหยางเฟิ่งสือก็ยิ้มกริ่ม“ตัวข้าคือธุระสำคัญของเ้าใช่หรือไม่ถ้าหากท่านป้าฟู่ทราบเื่โป้ปดนี้มีหวังข้าคงถูกเหม็นขี้หน้า”
“ยอมเป็คนโป้ปดกับข้าสักหนเถิด”คนที่ไม่เห็นธุระเื่จับคู่ตัวของมารดาเป็เื่สำคัญนั่งเอนกายสบายอารมณ์ปอยผมบางส่วนที่ตกระข้างใบหน้าคมเข้มพลิ้วไสวด้วยแรงลมที่พัดโชยมาเป็ระลอก
“ไยต้องเสียกำลังดึงดันบ่ายเบี่ยงมีสะใภ้ให้แม่เ้าสักคนก็คงสิ้นเื่ป้าฟู่ก็คงไม่วิ่งวุ่นหาว่าที่เ้าสาวให้เ้าปีละหลายๆ รอบอย่างนี้”
“ถือซะว่าแม่ข้าได้บริหารสมองและออกกำลังกายก็แล้วกัน”
ในเพื่อนรุ่นเดียวกับกงหยางเฟิ่งสือเห็นจะมีเพียงฟู่หลิงเฉินคนเดียวเท่านั้นกระมังที่ไม่ยอมแต่งภรรยารองหรือมีนางบำเรอเลี้ยงไว้ในบ้านช่างน่าเสียดายความหนุ่มแน่นของวัยฉกรรจ์นัก...ชายหนุ่มสกุลกงหยางคิด
จะมีผู้หญิงอีกกี่คนกันหนอที่ต้องช้ำใจกับการเฝ้าหลงรักเขาเพียงข้างเดียวน้องสาวคนรองของเขาก็เคยตกอยู่ในสภาพนี้กว่านางจะยอมออกเรือนแต่งไปอยู่บ้านสามีที่เมืองอื่นก็พร่ำเพ้อละเมอถึงเพื่อนสนิทของเขาอยู่หลายปี
“เ้าคนอกตัญญู”กงหยางเฟิ่งสือด่าทีเล่นแล้วรอยยิ้มที่เปรียบดั่งอาทิตย์ฤดูคิมหันต์ก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าของฟู่หลิงเฉินอีกครั้ง
“การไม่ยอมรับสตรีที่ตัวข้ามั่นใจว่ามิใช่เนื้อคู่ตุนาหงันหาได้เป็การอกตัญญูต่อมารดาไม่...ธุระของข้ากับท่านยังอีกยาวไกลนักหากพี่ท่านไม่รีบกลับไปรับขวัญบรรดาฟูเหรินและสาวงามที่รออยู่ที่บ้านมื้อค่ำใกล้จะถึงนี้ได้โปรดให้พ่อครัวของโรงเตี๊ยมไฉฟู่ของข้าแสดงฝีมือสักมื้อเถิด”
“เถอะ...ข้าจะยอมเป็ตัวธุระของเ้าสักครา”กงหยางเฟิ่งสือรับคำเชิญไม่อิดออดอันใดเขามีความคิดออกปากให้ฟู่หลิงเฉินส่งเทียบไปเชิญตัวเพื่อนสหายคนอื่นๆให้มาร่วมทานอาหารมื้อค่ำด้วยกัน
บุรุษผู้มีรูปร่างค่อนไปทางท้วมไม่รู้เลยว่าตลอดการสนทนาของพวกเขาทั้งสองที่ริมระเบียงโรงเตี๊ยมไฉ่ฟู่หนนี้มีสาวน้อยหลายนางกล่าวขอบคุณเขาอยู่ในใจ มิใช่ว่านางเ่าั้หลงใหลในเสน่ห์ของเขาหรอกหากแต่การมีเขาร่วมนั่งพูดคุยกับเ้าของฉายาบุรุษหน้านิ่งแห่งอี้หยาง ก็ทำให้ฟู่หลิงเฉินคลี่ยิ้มหลายครั้งหลายคราวนับว่าเป็บุญตาและเป็น้ำหล่อเลี้ยงหัวใจของพวกนางที่แอบเฝ้ามองชายหนุ่มมาเนิ่นนานหลายเค่อแล้วนั่นเอง
[1] คำเรียกภรรยาเ้าของบ้านในภาษาจีนกลาง คนไทยคุ้นคำว่า ฮูหยิน ซึ่งเป็ภาษาแต้จิ๋วตามหนังและซีรี่ส์