เมี่ยวหลานเห็นจางเอ่อร์ดูคล้ายกำลังครุ่นคิดเื่อื่น ใบหน้างามพริ้งเพราก็ปรากฏความสงสัย “คุณชายเป็อะไรไปหรือ”
จางเอ่อร์เพียงยิ้มกล่าว “ไม่มีอะไร องค์หญิงหลานร่างกายเปียกชื้น ถ้าไม่รีบผลัดอาภรณ์จะต้องลมหนาวประชวรได้ง่าย ข้าจะไปส่งองค์หญิงกลับตำหนักก็แล้วกัน!”
คราวนี้เมี่ยวหลานคลี่ยิ้มกว้างออกมา “ดีเลย!”
…
ภายในลานของตำหนักอิ๋งเมิ่ง กลิ่นดอกไม้หอมสุคนธ์ชวนหลงใหลแผ่กำจายตามสายลมพัดแ่ ซึมซาบพาให้ชื่นใจอยู่เป็ระยะ
จ้าวเสวี่ยสวินกับเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์กำลังจัดระเบียบของกำนัลพระราชทานจากจ้าวอ๋องที่กองสูงประหนึ่งูเาลูกย่อมๆ ในลานตำหนัก
ดวงตาใสกระจ่างของเสวี่ยสวินเบิกกว้างอย่างอับจนวาจา กล่าวทอดถอนใจ “หายากนักที่เสด็จพ่อจะประทานของมาให้มากมายเช่นนี้ นับั้แ่เสด็จแม่ลาโลกไป เขาก็ไม่ค่อยมาเยี่ยมข้าบ่อยนัก...”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ยิ้มตอบ “ครั้งนี้องค์หญิงกู้หน้าให้แคว้นจ้าว จ้าวอ๋องทรงทราบถึงความดีงามของท่านแล้ว คาดว่าหลังจากนี้คงยิ่งรักใคร่เอ็นดูองค์หญิงมากกว่าเดิมเพคะ”
ขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ในตำหนักอิ๋งเมิ่งก็มีคนลอบเข้ามาผู้หนึ่ง เขาแอบหยิบของขวัญไปสองสามชิ้นพร้ะโกนบอกเสวี่ยสวินอย่างภาคภูมิใจ “พี่หญิงสวิน ของดีพวกนี้เป็ของข้าแล้ว!”
สิ้นคำเขาก็เขย่าสมบัติในมือไปมาอย่างซุกซน แลดูไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
เสวี่ยสวินเห็นแล้วนึกขบขัน แต่ก็วิ่งไล่ตามเขาด้วยท่าทางร้อนใจปนขุ่นเคืองเล็กน้อย “เสี่ยวเซีย นี่เป็ของที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ข้านะ!”
ที่แท้คนผู้นี้ก็คือจ้าวเซีย องค์ชายรองแห่งแคว้นจ้าวซึ่งกำเนิดจากลี่ฮูหยิน เป็น้องชายที่ขี้เล่นซุกซนวัยสิบห้าปีขององค์หญิงสวิน เขาน่ารักสดใสไร้เดียงสา อยู่ในวังจ้าวก็ได้รับความโปรดปรานจากจ้าวอ๋องเป็อย่างยิ่ง
จ้าวเซียกลับจงใจวิ่งวนก่อกวนไปรอบลานตำหนัก “พี่หญิงสวิน แต่ไรมาท่านก็รักใคร่เอ็นดูข้าเป็ที่สุด ของของท่านก็เหมือนของของข้า!”
เสวี่ยสวินยกชายกระโปรงตัวยาวสีเขียวครามขณะวิ่งไล่เขาพลางร้องะโ “เ้าเด็กเซียหน้าเหม็น รีบคืนมาให้ข้า...”
สุดท้ายเสวี่ยสวินกับเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ก็จับตัวเขาไว้ไม่ได้ จ้าวเซียวิ่งฉิวมาถึงหน้าประตูอย่างรวดเร็วปานควันไฟ ชูสมบัติในมือโบกไปมาอย่างได้ใจอีกหน “ของพวกนี้ถือเสียกว่าพี่หญิงสวินยกให้ข้าก็แล้วกัน ถ้าไม่ไหวข้าค่อยทูลเสด็จพ่อให้ช่วยหาตระกูลดีๆ แก่ท่านเอง!”
จ้าวเซียพูดจบก็วิ่งหนีเร็วรี่ หายลับไปไม่เห็นแม้เงา
เสวี่ยสวินปาผลไม้ออกไปทว่าไม่โดนเขา กลับเฉียดกระแทกเข้ากับจ้าวเคอฉี่พี่ชายที่เพิ่งเดินเข้ามา หรือก็คือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นจ้าว โชคดีที่เขาตอบสนองรวดเร็วรับไว้ทัน
จ้าวเคอฉี่มุ่นคิ้วเล็กน้อย พูดยิ้มๆ อย่างจนปัญญา “เห็นสวินเอ๋อร์ยังห้าวหาญได้เช่นนี้ก็รู้แล้วว่าเ้าไม่เป็อะไร”
เสวี่ยสวินไม่ได้ถวายความเคารพองค์รัชทายาท กลับกันนางนั่งลงพร้อมยกมือเท้าเอว เม้มริมฝีปากยิ้มกล่าว “ที่แท้พี่ฉี่ก็ยังจดจำได้ว่าต้องมาเยี่ยมข้า นึกว่าท่านจะจำได้แต่พี่สะใภ้ปี้เอ๋อร์เสียอีก”
เคอฉี่รีบสาวเท้าเดินเข้าไป แววตาดุจคบเพลิง เอ่ยถามเสียงจริงจังเจือความห่วงใย “นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะมีอารมณ์มาพูดเล่นอีก ข้าได้ยินว่าเ้าถูกคนชุดดำลอบทำร้ายระหว่างออกไปเที่ยวนอกวัง เป็อะไรหรือไม่”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ได้ยินดังนั้น หัวใจพลันสั่นสะท้านเกินรับไหว คู่แววตาเต็มไปด้วยความกังวล หากตอนนั้นนางห้ามองค์หญิงไว้คงไม่มีทางเกิดเื่ถูกลอบทำร้ายเช่นเมื่อวานขึ้นได้
เสวี่ยสวินแอบคิด เื่ที่นางโดนคนชุดดำโจมตี น่าจะมีแค่ญาติผู้พี่กับพี่ใหญ่เซี่ยงที่รู้ แล้วพี่ฉี่รู้เื่ได้อย่างไร
เคอฉี่เองก็ตระหนักได้เช่นกันว่าคำพูดตนมีพิรุธ บรรยากาศพลันกระอักกระอ่วนไปชั่วขณะ
ด้วยเหตุนี้เสวี่ยสวินจึงแย้มรอยยิ้มแฝงเลศนัย จงใจพูดไกล่เกลี่ยสถานการณ์ “พี่ฉี่มิต้องกังวล ก็แค่ชาวบ้านร้านตลาด วรยุทธ์ประหนึ่งแมวสามขากลุ่มเดียว มีหรือจะทำร้ายอันใดข้าได้”
เคอฉี่ถอนหายใจแ่เบา น้ำเสียงเจือความรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย “สวินเอ๋อร์วางใจได้ พี่จะส่งคนคอยคุ้มกันเ้าอยู่ลับๆ ส่วนคนเ่าั้ข้าจะตักเตือนให้ดี!” พูดจบเคอฉี่ก็อ้างเหตุขอตัวออกไป
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์มุ่ยปากน้อยๆ กล่าวคำอย่างขุ่นเคือง “องค์หญิงเหตุใดไม่บอกองค์รัชทายาทไปเล่าเพคะ ครั้งนี้ก็เป็ฝีมือของพระอัครมเหสีอีกแล้ว”
เสวี่ยสวินกลับเผยสีหน้ากลัดกลุ้ม คิ้วงามได้รูปมุ่นเล็กน้อย เอ่ยเสียงแ่เบา “พี่ฉี่มีหรือจะไม่รู้ เพียงแต่ทางนั้นเป็มารดาผู้ให้กำเนิดของเขา ข้าคงไม่อาจขอให้เขาทวงคืนความยุติธรรมแก่ข้าได้กระมัง อีกอย่างที่เขาทำให้ข้าก็มากเกินพอแล้ว...”
วังหลวงไหนเลยจะมีคืนวันอันสงบสุข จ้าวเสวี่ยสวินดูเหมือนจะเคยชินกับมันนานแล้ว และเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่แก่งแย่งชิงดีเช่นนี้เต็มทน
นอกตำหนัก ฝูงห่านป่าบินผ่านสะท้อนเมฆรุ้งปลายขอบฟ้า มิอาจล่วงรู้ได้ว่าพรุ่งนี้จะเป็เช่นไร
...