Jamille Kathy (สวยเพชฌฆาต)

    บทที่ 12 นครที่ถูกทิ้ง

            ในที่สุดพวกเขาก็ออกมาจากโดมได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่โดมแก้วจะพังทลายลงมาไม่ถึง 5 นาที หลังจากที่พวกเขาออกมา ริค โทมัส และจิมต่างมองหน้ากัน พวกเขาทำสำเร็จ

            เคทียังคงหมดสติอยู่ภายในรถ ริคจัดการเอาคนร่างบางมานั่งข้างเขาๆ ก่อนที่จะโน้มหัวของเคทีให้มาพิงไว้ที่ไหล่ของเขา ในใจก็กำลังกังวลว่าทำไมเธอถึงไม่ฟื้นสักทีนะ 

            "นี่จะนอนไปถึงเมื่อไหร่?" เสียงในหัวเคทีพูด

            "อืมม.ๆ...ขอนอนต่ออีกนิดนึงนะ" เธอตอบออกไป

            "ไม่ได้ถ้าเ๽้าไม่ยอมตื่น...ข้าจะไม่ทำแค่จูบนะ? แต่ข้าจะปล้ำเ๽้าหนุ่มคนนั้นเลยหละ" เสียงในหัวของเธอยังคงพูด

            "ไม่นะ!"

            ทันที่ ที่พูดจบ เคทีก็ต้องร้องห้ามออกมาแทบจะทันที ก่อนที่ดวงตากลมโตของเธอจะลืมตาตื่นขึ้นมา เธอมองไปรอบๆ ก็เห็นเพื่อนของเธอนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอ นี่เธออยู่ที่ไหนกันนิ ? เคที ยังคงกวาดสายตาไปมาจนใบหน้าของเธอมาหยุดอยู่ตรงใบหน้าของผู้ชายมาดเซอร์ ที่ตอนนี้ยังคงนั่งมองเธออยู่ใกล้ๆ พร้อมกับจับมือของเธอเอาไว้

            "เคทีไม่เป็๞อะไรนะ" แอนนาถามออกไป พร้อมกับมองไปยังเคที

            "มะ...ไม่เป็๲ไร"

            ทันทีที่เ๯้าตัวเริ่มรู้สึกตัว เคที ก็ชักมือของเธอออกมาจากการเกาะกุมมือของเขาทันที และขยับตัวนั่งให้ตรง พลางเขยิบออกมาให้ห่างจากเขา

            "เกิดอะไรขึ้นหรอ แอนนา" เธอถามพลางหันไปมองหน้าเพื่อนของเธอ

            "จำได้รึป่าวว่าเกิดอะไรขึ้น?" แอนนาถามเคทีออกไป 

            "จำได้แค่ว่าพวกเราหนีเ๽้าตัวประหลาดนั่นมาจนถึงห้อง เก็บเสบียงอาหาร....แล้วว.."

            เคทีบอกเพื่อนของเธอก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นกุมขมับ จากอาการปวดหัวทันที เกิดอะไรขึ้นทำไมเธอถึงนึกไม่ออกกันนะ เธอจำได้แค่ว่าเธอหนีเ๯้าตัวประหลาดมายังห้องเก็บเสบียงแล้ว ก็...แล้วก็สบตาเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่มีนัยตาดุษเหยี่ยวที่จ้องมองมายังเธอพร้อมกับเล็งปืนมาที่ตัวเอง ....แล้วยังไงอีกละ? เคทีส่ายหัวไปมาเบาๆ และบอกเพื่อของเธอไปตามตรง

            "จำไม่ได้!" เคทีบอกกับแอนนา

            เมื่อพวกเขาได้ฟังคำตอบจากคนตรงหน้า ต่างก็หันมามองหน้ากันทันที พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่จัดการกับตัวประหลาดพวกนั้น จะเป็๞คนเดียวกันกับที่นั่งอยู่ตรงหน้าของพวกเขา ตอนนั้นพวกเขายังจำได้ดีถึงความน่ากลัวที่คนตัวเล็กได้แสดงให้พวกเขาได้เห็น มันเหมือนกับปีศาจ ที่อยู่ในร่างของมนุษย์ยังไงยังงั้น หรือเธอจะเป็๞เครื่องจักรสังหาร ตามที่ด็อกเตอร์ ได้ควาดหวังไว้กันนะ

            ริค คาร์โด้ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ เคทีเมื่อได้ยินคำตอบของคนด้านข้าง เขาแทบอยากจะหักคอแม่คนนี้ซะที ได้ยังไงกันจูบเขาซะดูดดื่มแบบนี้แล้วมาแกล้งทำเป็๲ลืมกันได้! ก่อนที่ใบหน้าหล่อจะบึ่งตึงด้วยความขัดใจ เหมือนกับโดนเด็กแย่งของเล่นก็ไม่ปาน เขาเสมองไปทางอื่นทันทีที่เธอพูดจบ

            เคที่ยังคงพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยิ่งเธอพยายามนึกเท่าไรเธอก็นึกไม่ออกอยู่ดี แต่จู่ๆ เธอก็ต้องร้องโอ๊ย! ออกมาพลางยกมือขึ้นกุมศีรษะของตัวเอง ภาพความทรงจำต่างๆ ได้หลั่งไหลเข้ามาภายในหัวของเธอ เหมือนกับภาพวีดีโอที่โดนเร่งความเร็วให้ไวกว่าปกติ นี่มันอะไรกัน ภาพในความทรงจำของเธอปะปนกันไปหมด เธอไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ ในความทรงจำของเธอ ทันทีที่เห็นเธอรู้สึกได้ มันเป็๞ภาพของอาวุธชีวะภาพ ภายในบรรจุของเหลวสีฟ้าสดใส อยู่ภายใน 

            "ไวรัส!" เคทีพลั้งปากพูดออกมาเบาๆ ถึงสิ่งที่เธอเห็น เคทีไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเธอถึงรู้ว่าของเหลวในความทรงจำนั้นคือไวรัส

            "เมื่อกี้คุณ...ว่าอะไรนะ?'' 

            ริค คาร์โด้ ที่หันหน้าไปมองทางอื่นกลับต้องหันหน้ากลับมามองคนตัวเล็กอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเธอเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่เขากลับได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก ริคเลยถามออกไป แต่เ๽้าตัวกลับนั่งนิ่ง ไม่ยอมพูดจาอะไรกลับเขาอีกเลย นี่เธอเห็นเค้าเป็๲ตัวอะไรกันนะ ที่นึกอยากจะจูบเมื่อไหร่ก็จูบนะหรอ! ริคยังคงคิดสับสนไปมา แล้วเขาจะกังวลไปทำไมกันเนี้ย? มันไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย เห้ออ..ก่อนที่เขาจะหันไปสนใจสิ่งรอบข้างต่อ

            รถทั้งสองคันยังคงมุ่งหน้ากลับไปยังนครที่ถูกทิ้ง... เพื่อนำเสบียงอาหารและยารักษาโรคไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตก่อน ถึงจะเดินทางไปยังแอเรียที่ 7 ริคได้ตกลงกับเพื่อนทั้งสองของเขาโดยการเดินทางครั้งนี้เป็๞การตัดสินใจของเขาเองที่จะไปส่งเพื่อนทั้งสองของเขาและเธอ

            ขบวนรถเคลื่อนที่ไปบนถนนสีเหลืองนวลที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายสีขาวสะอาดตา ที่ถูกพายุทรายพัดพาเข้ามากลบถนนคอนกรีตจนหมด พวกเขาต้องใช้ความสามารถจากการดูดวงดาวและสิ่งปลูกสร้างที่ยังหลงเหลืออยู่ในการเดินทาง

            "ว่าแต่พวกคุณกินอะไรกันหรือยัง?" โทมัสถามพวกเธอแต่สายตากลับจ้องมองไปที่แอนนาแทน

            "แกไม่ถามไปตรงๆ เลยละ เห็นมองซะขนาดนั้น" จิมว่าพลางกระแซะเพื่อนข้างๆ           

            "นี่ๆ...แกไม่ต้องมาทำหน้ายิ้มกริ่มแบบนั้นเลย"โทมัสเขาไม่ชอบเลยที่เพื่อนสนิทของเขาจะรู้ทันเขาไปซะทุกเ๹ื่๪๫

            "ฉันไม่ได้ชอบยัยนี่ซะหน่อย...แกเลิกคิดได้เลย" โทมัสบอกกับจิมพลางมองหน้าคนที่เขาพาดพิงถึง 

            แอนนายังคงนั่งมองพวกหนุ่มๆ ในรถวิจารณ์เธอต่อไป ก่อนที่ใบหน้ารีๆ จะขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีเพราะทนฟังอยู่เฉยๆ ต่อไปไม่ไหวแล้ว

            "ขอโทษนะ...ที่ขัดจังหวะ....พอดีว่า..เราก็ไม่นิยมผู้ชายปากสีชมพู ที่ดูไม่ออกว่าจะอยู่เพศไหนกันแน่หรอกนะ" แอนนาว่าพลางแสยะยิ้มส่งไปให้พวกหนุ่มๆ  ก่อนจะเลยไปยังโทมัส ที่หน้าเหวอทันที่ ที่เธอพูดจบ.

            "555.....เธอไม่ชอบแกรหว่ะ โทมัส"    

            "หุบปาก! ของนายไปเลยนะจิม" 

            เมื่อแอนนาพูดจบเพื่อนในรถต่างพากันส่งเสียงหัวเราะกันเสียยกใหญ่ ผิดกับโทมัสที่หมายมั่นปั้นมืออยู่ในใจแล้วว่า คอยดูเถอะสักวันจะได้รู้กันว่าตุ๊ดหรือชายกันแน่ โทมัสยังคงส่งสาตาอาฆาตไปยังเธอ แต่คนปากร้ายยังคงเชิดหน้า ลอยหน้าลอยตาอยู่ เธอคงคิดถูกแล้วหละว่าเขาคงไม่กล้าทำอะไรเธอ ใช่!เธอคิดถูก รอให้อยู่กันสองคนก่อนเถอะแล้วจะรู้!

            รถทั้งสองคันยังคงวิ่งผ่าน ซากปะหลักหักพังไปเรื่อยๆ พวกเขาเดินทางโดยไม่มีการหยุดพักผ่อน เพื่อให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงจะพากันพักผ่อน หลังจากเดินทางผ่านไป 1 คืนกับอีกครึ่งวัน รถทั้งสองคันก็ขับเข้ามายังเขตเมือง ที่เต็มไปด้วยซากของเมืองเก่าที่ถูกทำลาย ในที่สุดพวกเขาก็ถึงที่หมาย

            ภายนอกของนครที่ถูกทิ้ง แทบจะไม่มีเคล้าโครงของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่เลย บนพื้นที่ไม่เกิน 1 เอเคอร์ ถูกล้อมด้วยลูกกรงเหล็กเป็๞สี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูเข้าทางเดียว และมีป้อมปราการที่สร้างจาก โครงเหล็กไว้เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวภายนอก 

            เมื่อรถทั้งสองคันขับเข้ามาใกล้กับประตู ก็มีทหารยามวิ่งมาเปิดประตูให้พวกเขาแทบจะทันที ก่อนที่คนที่อยู่บนหอคอยจะช่วยกันยิงพวกผีดิบที่หลุดเข้ามาในตอนที่พวกเขาเปิดประตู รถทั้งสองคันวิ่งเข้ามาจอดยังภายในและดับเครื่องยนต์ลง