ในที่สุดพวกเขาก็ออกมาจากโดมได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่โดมแก้วจะพังทลายลงมาไม่ถึง 5 นาที หลังจากที่พวกเขาออกมา ริค โทมัส และจิมต่างมองหน้ากัน พวกเขาทำสำเร็จ
เคทียังคงหมดสติอยู่ภายในรถ ริคจัดการเอาคนร่างบางมานั่งข้างเขาๆ ก่อนที่จะโน้มหัวของเคทีให้มาพิงไว้ที่ไหล่ของเขา ในใจก็กำลังกังวลว่าทำไมเธอถึงไม่ฟื้นสักทีนะ
"นี่จะนอนไปถึงเมื่อไหร่?" เสียงในหัวเคทีพูด
"อืมม.ๆ...ขอนอนต่ออีกนิดนึงนะ" เธอตอบออกไป
"ไม่ได้ถ้าเ้าไม่ยอมตื่น...ข้าจะไม่ทำแค่จูบนะ? แต่ข้าจะปล้ำเ้าหนุ่มคนนั้นเลยหละ" เสียงในหัวของเธอยังคงพูด
"ไม่นะ!"
ทันที่ ที่พูดจบ เคทีก็ต้องร้องห้ามออกมาแทบจะทันที ก่อนที่ดวงตากลมโตของเธอจะลืมตาตื่นขึ้นมา เธอมองไปรอบๆ ก็เห็นเพื่อนของเธอนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอ นี่เธออยู่ที่ไหนกันนิ ? เคที ยังคงกวาดสายตาไปมาจนใบหน้าของเธอมาหยุดอยู่ตรงใบหน้าของผู้ชายมาดเซอร์ ที่ตอนนี้ยังคงนั่งมองเธออยู่ใกล้ๆ พร้อมกับจับมือของเธอเอาไว้
"เคทีไม่เป็อะไรนะ" แอนนาถามออกไป พร้อมกับมองไปยังเคที
"มะ...ไม่เป็ไร"
ทันทีที่เ้าตัวเริ่มรู้สึกตัว เคที ก็ชักมือของเธอออกมาจากการเกาะกุมมือของเขาทันที และขยับตัวนั่งให้ตรง พลางเขยิบออกมาให้ห่างจากเขา
"เกิดอะไรขึ้นหรอ แอนนา" เธอถามพลางหันไปมองหน้าเพื่อนของเธอ
"จำได้รึป่าวว่าเกิดอะไรขึ้น?" แอนนาถามเคทีออกไป
"จำได้แค่ว่าพวกเราหนีเ้าตัวประหลาดนั่นมาจนถึงห้อง เก็บเสบียงอาหาร....แล้วว.."
เคทีบอกเพื่อนของเธอก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นกุมขมับ จากอาการปวดหัวทันที เกิดอะไรขึ้นทำไมเธอถึงนึกไม่ออกกันนะ เธอจำได้แค่ว่าเธอหนีเ้าตัวประหลาดมายังห้องเก็บเสบียงแล้ว ก็...แล้วก็สบตาเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่มีนัยตาดุษเหยี่ยวที่จ้องมองมายังเธอพร้อมกับเล็งปืนมาที่ตัวเอง ....แล้วยังไงอีกละ? เคทีส่ายหัวไปมาเบาๆ และบอกเพื่อของเธอไปตามตรง
"จำไม่ได้!" เคทีบอกกับแอนนา
เมื่อพวกเขาได้ฟังคำตอบจากคนตรงหน้า ต่างก็หันมามองหน้ากันทันที พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่จัดการกับตัวประหลาดพวกนั้น จะเป็คนเดียวกันกับที่นั่งอยู่ตรงหน้าของพวกเขา ตอนนั้นพวกเขายังจำได้ดีถึงความน่ากลัวที่คนตัวเล็กได้แสดงให้พวกเขาได้เห็น มันเหมือนกับปีศาจ ที่อยู่ในร่างของมนุษย์ยังไงยังงั้น หรือเธอจะเป็เครื่องจักรสังหาร ตามที่ด็อกเตอร์ ได้ควาดหวังไว้กันนะ
ริค คาร์โด้ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ เคทีเมื่อได้ยินคำตอบของคนด้านข้าง เขาแทบอยากจะหักคอแม่คนนี้ซะที ได้ยังไงกันจูบเขาซะดูดดื่มแบบนี้แล้วมาแกล้งทำเป็ลืมกันได้! ก่อนที่ใบหน้าหล่อจะบึ่งตึงด้วยความขัดใจ เหมือนกับโดนเด็กแย่งของเล่นก็ไม่ปาน เขาเสมองไปทางอื่นทันทีที่เธอพูดจบ
เคที่ยังคงพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยิ่งเธอพยายามนึกเท่าไรเธอก็นึกไม่ออกอยู่ดี แต่จู่ๆ เธอก็ต้องร้องโอ๊ย! ออกมาพลางยกมือขึ้นกุมศีรษะของตัวเอง ภาพความทรงจำต่างๆ ได้หลั่งไหลเข้ามาภายในหัวของเธอ เหมือนกับภาพวีดีโอที่โดนเร่งความเร็วให้ไวกว่าปกติ นี่มันอะไรกัน ภาพในความทรงจำของเธอปะปนกันไปหมด เธอไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ ในความทรงจำของเธอ ทันทีที่เห็นเธอรู้สึกได้ มันเป็ภาพของอาวุธชีวะภาพ ภายในบรรจุของเหลวสีฟ้าสดใส อยู่ภายใน
"ไวรัส!" เคทีพลั้งปากพูดออกมาเบาๆ ถึงสิ่งที่เธอเห็น เคทีไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเธอถึงรู้ว่าของเหลวในความทรงจำนั้นคือไวรัส
"เมื่อกี้คุณ...ว่าอะไรนะ?''
ริค คาร์โด้ ที่หันหน้าไปมองทางอื่นกลับต้องหันหน้ากลับมามองคนตัวเล็กอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเธอเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่เขากลับได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก ริคเลยถามออกไป แต่เ้าตัวกลับนั่งนิ่ง ไม่ยอมพูดจาอะไรกลับเขาอีกเลย นี่เธอเห็นเค้าเป็ตัวอะไรกันนะ ที่นึกอยากจะจูบเมื่อไหร่ก็จูบนะหรอ! ริคยังคงคิดสับสนไปมา แล้วเขาจะกังวลไปทำไมกันเนี้ย? มันไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย เห้ออ..ก่อนที่เขาจะหันไปสนใจสิ่งรอบข้างต่อ
รถทั้งสองคันยังคงมุ่งหน้ากลับไปยังนครที่ถูกทิ้ง... เพื่อนำเสบียงอาหารและยารักษาโรคไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตก่อน ถึงจะเดินทางไปยังแอเรียที่ 7 ริคได้ตกลงกับเพื่อนทั้งสองของเขาโดยการเดินทางครั้งนี้เป็การตัดสินใจของเขาเองที่จะไปส่งเพื่อนทั้งสองของเขาและเธอ
ขบวนรถเคลื่อนที่ไปบนถนนสีเหลืองนวลที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายสีขาวสะอาดตา ที่ถูกพายุทรายพัดพาเข้ามากลบถนนคอนกรีตจนหมด พวกเขาต้องใช้ความสามารถจากการดูดวงดาวและสิ่งปลูกสร้างที่ยังหลงเหลืออยู่ในการเดินทาง
"ว่าแต่พวกคุณกินอะไรกันหรือยัง?" โทมัสถามพวกเธอแต่สายตากลับจ้องมองไปที่แอนนาแทน
"แกไม่ถามไปตรงๆ เลยละ เห็นมองซะขนาดนั้น" จิมว่าพลางกระแซะเพื่อนข้างๆ
"นี่ๆ...แกไม่ต้องมาทำหน้ายิ้มกริ่มแบบนั้นเลย"โทมัสเขาไม่ชอบเลยที่เพื่อนสนิทของเขาจะรู้ทันเขาไปซะทุกเื่
"ฉันไม่ได้ชอบยัยนี่ซะหน่อย...แกเลิกคิดได้เลย" โทมัสบอกกับจิมพลางมองหน้าคนที่เขาพาดพิงถึง
แอนนายังคงนั่งมองพวกหนุ่มๆ ในรถวิจารณ์เธอต่อไป ก่อนที่ใบหน้ารีๆ จะขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีเพราะทนฟังอยู่เฉยๆ ต่อไปไม่ไหวแล้ว
"ขอโทษนะ...ที่ขัดจังหวะ....พอดีว่า..เราก็ไม่นิยมผู้ชายปากสีชมพู ที่ดูไม่ออกว่าจะอยู่เพศไหนกันแน่หรอกนะ" แอนนาว่าพลางแสยะยิ้มส่งไปให้พวกหนุ่มๆ ก่อนจะเลยไปยังโทมัส ที่หน้าเหวอทันที่ ที่เธอพูดจบ.
"555.....เธอไม่ชอบแกรหว่ะ โทมัส"
"หุบปาก! ของนายไปเลยนะจิม"
เมื่อแอนนาพูดจบเพื่อนในรถต่างพากันส่งเสียงหัวเราะกันเสียยกใหญ่ ผิดกับโทมัสที่หมายมั่นปั้นมืออยู่ในใจแล้วว่า คอยดูเถอะสักวันจะได้รู้กันว่าตุ๊ดหรือชายกันแน่ โทมัสยังคงส่งสาตาอาฆาตไปยังเธอ แต่คนปากร้ายยังคงเชิดหน้า ลอยหน้าลอยตาอยู่ เธอคงคิดถูกแล้วหละว่าเขาคงไม่กล้าทำอะไรเธอ ใช่!เธอคิดถูก รอให้อยู่กันสองคนก่อนเถอะแล้วจะรู้!
รถทั้งสองคันยังคงวิ่งผ่าน ซากปะหลักหักพังไปเรื่อยๆ พวกเขาเดินทางโดยไม่มีการหยุดพักผ่อน เพื่อให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงจะพากันพักผ่อน หลังจากเดินทางผ่านไป 1 คืนกับอีกครึ่งวัน รถทั้งสองคันก็ขับเข้ามายังเขตเมือง ที่เต็มไปด้วยซากของเมืองเก่าที่ถูกทำลาย ในที่สุดพวกเขาก็ถึงที่หมาย
ภายนอกของนครที่ถูกทิ้ง แทบจะไม่มีเคล้าโครงของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่เลย บนพื้นที่ไม่เกิน 1 เอเคอร์ ถูกล้อมด้วยลูกกรงเหล็กเป็สี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูเข้าทางเดียว และมีป้อมปราการที่สร้างจาก โครงเหล็กไว้เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวภายนอก
เมื่อรถทั้งสองคันขับเข้ามาใกล้กับประตู ก็มีทหารยามวิ่งมาเปิดประตูให้พวกเขาแทบจะทันที ก่อนที่คนที่อยู่บนหอคอยจะช่วยกันยิงพวกผีดิบที่หลุดเข้ามาในตอนที่พวกเขาเปิดประตู รถทั้งสองคันวิ่งเข้ามาจอดยังภายในและดับเครื่องยนต์ลง