ปฏิบัติการแกล้งปัญญาอ่อน
“อือ เราหลับไปตอนไหนเนี่ยจะว่าไปแล้วเราก็ไม่ได้หลับสนิทแบบนี้มาตั้งนานแล้วนิ” ฉันตื่นขึ้นมาจากการนอนที่แสนสุขสบายถึงแม้ว่าตอนที่เป็นาฬิกานั้นจะไม่ค่อยมีคนสนใจแต่ก็ไม่เคยได้นอนหลับสนิทสักครั้งเพราะความตื่นตัวตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ใช่เวลาทำภารกิจก็ตามมันเป็ความเคยชินของร่างกายนั้นด้วยเลยไม่ค่อยได้นอนหลับสนิทเหมือนอย่างเมื่อคืนทำให้วันนี้ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสคงเป็เพราะร่างนี้ยังเป็เด็กอยู่บวกกับที่นี้ไม่ต้องกลัวว่าจีอันตรายใดๆ เพราะเด็กคนนี้ไม่น่าจะมีศัตรูอะไรหรอดังนั้นฉันจึงสามารถนอนหลับอย่างไม่ต้องกลัวอะไรเลย
“คุณหนูตื่นแล้วรึเ้าคะ” เสียงของพี่ิิดังขึ้นเมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นจากในห้อง บ่งบอกว่าคนที่อยู่ด้านในนั้นตื่นแล้ว
“อืม” ฉันตอบรับกลับไปด้วยเสียงที่เเผ่วเบาให้ดูเหมือนว่าฉันพึ่งตื่นแต่ความจริงฉันก็พึ่งตื่นนิจะทำเหมือนทำไมเนี่ย โอ้ยบางครั้งก็งงตัวเอง ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยหลังจากที่ฉันตอบรับกับไปแล้วพี่ิิก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง
“ล้างหน้าก่อนนะเ้าคะ” พี่ิิเดินเข้ามาพร้อมกับผ้าเช็คหน้าและอ่างน้ำที่เตรียมมาสำหรับล้างหน้าเดินมาที่โต๊ะข้างเตียงแล้วบอกกล่าวกับฉันที่
“เ้าคะ” ฉันจึงตอบรับไปและลงมือล้างหน้าอยู่โดยที่มีพี่ิค่อยช่วยเอาจริงนะแค่ล้างหน้าที่จริงฉันทำเองก็ได้แต่กลัวมันจะผิดปกติเลยต้องให้พี่ิิช่วย หลังจากที่ล้างหน้าเช็คหน้าเช็คแล้วพี่ิก็พูดกับฉันว่าต้องไปกินข้าวที่ไหน
“วันนี้คุณหนูต้องไปรับสำรับที่เรือนใหญ่นะเ้าคะ” หลังจากที่พี่ิิพูดขึ้นฉันก็พยักหน้ารับรู้
“เสร็จแล้วเรารีบไปกันเ้าคะพี่ิิ ฮวาเออร์หิวมาเลยเ้าคะ” ไม่รอให้พี่ิิได้ตอบรับอะไรฉันก็วิ่งออกจากห้องไปที่เรือนใหญ่ทันทีเพราะตอนนี้ฉันหิวจนจะกินพี่ิิทั้งตัวแล้วเนี่ยต้องรีบไปเสียแล้ววิ่งแบบนี้คงไม่มีใครมาว่าเราได้หรอกมั้งถึงคนในอดีตจะเคร่งเื่ความเป็กุลสตรีแต่กับเด็กที่ผิดปกติทางสมองอย่างฉันคงไม่มีใครมาว่าหรืออบรมเื่กุลสตรีอะไรเหรอเพราะถึงอบรมไปก็คงไม่เข้าเข้าสมองอ่ะแต่ก็ดีเหมือนกันถ้าให้ฉันต้องมาคอยเรียนอะไรที่มันยุ่งยากขนาดนั้นให้ตายก็ไม่มีทางเรียนเด็ดขาด เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็ยิ่งเพิ่มความเร็วในการวิ่งไปที่เรือนใหญ่ทันที
“อย่าวิ่งเ้าคะคุณหนู ระวังเ้าคะ” เสียงพี่ิิดังขึ้นจากด้านหลัง
“ท่านแม่” เสียงฉันดังขึ้นเมื่อเข้ามาในห้องอาหารแล้วและก็พบว่ามารดาของเด็กคนนี้นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว
“อย่าวิ่งฮวาเออร์ เดี๋ยวก็หกล้มเป็แผลหรอก” เสียงท่านแม่ดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นว่าฉันวิ่งเข้ามาในห้องอาหารพร้อมกับวิ่งเข้าไปกอดท่านแม่ อืม คิดถึงคุณแม่จังเลย ไม่รู้ว่าทุกคนที่นั้นจะสบายดีและคิดถึงนางบ้างไหมนะ
“ก็ฮวาเออร์หิวนิเ้าคะ” นางตอบกลับไปเพราะตอนนี้ฉันหิวจริงๆ ฉันไม่รอให้ท่านแม่ได้กล่าวอะไรอีกก็เดินเข้าไปที่เก้าอี้ของตัวเองที่นั่งข้างท่านแม่ทันที
“ท่านแม่เ้าคะท่านพ่อกับพี่หญิงล่ะเ้าคะเมื่อไหร่จะมาฮวาเออร์หิวมากเลย” ฉันหันไปถามท่านแม่เพราะในห้องอาหารตอนนี้มีเพียงฉันกับท่าแม่เท่านั้น
“ท่านพ่อของลูกอยู่ในห้องอักษรเดียวก็คงมาแล้ว ส่วนพี่หญิงของลูกอยู่ในห้องครัวเดี๋ยวก็คงออกมาแล้วล่ะ”
“พี่หญิงมานั้นแล้วเ้าคะท่านแม่” ฉันพูดขึ้นเมื่อเห็นพี่สาวเดินเข้ามาให้ห้อง
“นั้นไงท่านพ่อเ้ามาโน้นแล้ว” ท่านแม่พูดขึ้นบ้างเพราะเห็นท่านพ่อเดินเข้ามาแล้วเช่นกันรอไม่นานท่านพ่อกับพี่หญิงก็เดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร ส่วนพี่ชายคนโต๊ะนั้นอยู่ที่กองทัพไม่ค่อยได้อยู่ที่จวนมากนัก
“เย้ ฮวาเออร์จะได้กินข้าวสักที”
“ดีใจอะไรลูกคนนี้นิ” เสียงท่านพ่อดังขึ้นหลังจากที่นั่งทีของท่านแล้ว
“ก็ดีใจที่จะได้กินข้าวไงเ้าคะ มีแต่ของหน้ากินทั้งนั้นเลย”
“ถ้าน่ากินเ้าก็กินเยอะๆ นะเ้าตัวเล็ก” เสียงพี่สาวดังขึ้น
“เ้าคะ” หลังจากนั้นเราก็ทานข้าวกันอย่างเงียบเพราะไม่มีคนพูดขึ้นมาและดูจากสีหน้าของท่านพ่อก็ดูไม่ดีเท่าไหร่เหมือนคนมีเื่กุ้มใจยังไงไม่รู้แต่ฉันก็ไม่ถามอะไรหรอเพราะฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะทำตัวเป็เด็กผิดปกติที่ไม่มีเื่ให้ต้องเครียดอะไรมากนอกจากเครียดเื่กิน เื่เที่ยว เื่เล่นเท่านั้น หลังจากที่พวกเราทานข้าวเสร็จต่างก็เเยกย้ายกันไปท่านพ่อก็ออกไปว่าราชการส่วนพี่หญิงก็กลับเรือนของตนเองท่านแม่กับเธอก็พากันไปนั่งเล่นที่ศาลากลางน้ำที่อยู่สวนหลังจวนเพราะสวนแห่งนี้เงียบสงบที่สุดตอนนี้นางและท่านแม่ก็มานั่งทีศาลาที่ว่าแล้วและที่นี้ก็สวยมากเลยด้วย อยากออกไปวิ่งเล่นจังเลย
“ท่านแม่เ้าค่ะ ฮวาเออร์ออกไปจับผีเสื้อได้ไหมเ้าคะ” เสียงฉันดังขึ้นพร้อมกับทำสายตาออดออนสุดฤทธิ์เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่้า
“ได้สิแต่อย่าไปวิ่งเล่นไกลนักเล่า” เสียงท่านแม่ดังขึ้น
“เ้าคะ ไปจับพี่เสื้อกันพี่ิิ”
“ระวังด้วยล่ะ”
“เ้าคะท่านแม่”
“ดูแลลูกข้าให้ดีๆ ด้วยล่ะ”
“เ้าค่ะฮูหยิน”