ที่ห้องทรงพระอักษรของจักรพรรดิเหยียนซีเหอ
เวลานี้องค์จักรพรรดิเหยียนซีเหอและบุคคลระดับสูง รวมไปถึงอ๋องเหยียนลั่วก็อยู่ที่นั้นด้วย พวกเขากำลังปรึกษากันว่าจะจัดการกับศาลาชุนิอย่างไรดี
“ ฝ่าาข้าคิดว่าพวกเราควรจับตาดูพวกมันอย่างใกล้ชิด ” เสนาบดีเหลียงฝู่กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
“ จับตาดูยังไง? พวกมันไปมาราวกับสายลม แม้กระทั้งคนของสำนักผู้ตรวจการก็ยังไม่สามารถหาตัวพวกมันได้เลย แม้กระทั้งชิงป้าที่เป็ราชันยุทธ์ขั้นกลางก็ยังถูกพวกมันสังหาร ” เสนาบดีเต๋อเซวียนกล่าวพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและไม่พอใจ
“ นอกจากนี้จากการคาดเดาของข้า ข้าคิดว่าศาลาชุนิเป็มนุษย์เพราะถ้าหากเป็พวกเผ่าปีศาจกลิ่นอายของพวกมันก็น่าจะรุนแรงพอสมควร ซึ่งมันจะทำให้คนของหอเฟิงอี้สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน ” ผู้ดูแลหอเฟิงอี้นามว่า สวี่จู้ถง กล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง
หอเฟิงอี้เป็หน่วยงานที่ช่วยเหลือหน่วยงานต่างๆในการสืบคดีที่เกี่ยวข้องกับปีศาจ เพราะพวกเขามีวิชาลับที่สามารถในการมองเห็นออร่าของปีศาจได้
“ ในเมื่อพวกมันเป็มนุษย์หรือว่าพวกมันถูกส่งมาจากอาณาจักรอื่น? อย่างเช่นอาณาจักรต้าเฉียน ” เสนาบดีกรมโยธาถามขึ้นด้วยความกังวล
เนื่องจากสถานการณ์ในตอนนี้อาณาจักรต้าเหยียนและอาณาจักรต้าเฉียนเกือบจะเปิดากันเพราะเหมืองแร่ิญญา ที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาอย่างกระทันหัน
เนื่องจากเหมืองแร่ิญญานี้ติดอยู่กับพื้นที่ระหว่างอาณาจักรต้าเหยียนและอาณาจักรต้าเฉียน ทำให้สองอาณาจักรได้ส่งผู้ฝึกตนระดับราชันยุทธ์ไปเฝ้าระวังเอาไว้
ในขณะที่องค์จักรพรรดิและตัวตนระดับสูงกำลังปรึกษากันอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงลึกลับเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ ทุกท่านไม่ต้องคิดมาก พวกเราศาลาชุนิมาจากไหนพวกท่านไม่จำเป็ต้องให้ความสนใจหรอก พวกเรามีหน้าที่ในการสังหารคนชั่วเท่านั้น ถ้าหากพวกท่านเป็คนดีและทำเพื่อประชาชนพวกท่านก็ไม่จำเป็ต้องกลัว ”
เมื่อเสียงนั้นหายไป ทุกๆคนในห้องต่างก็หยิบอาวุธออกมาพร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายของระดับปราชญ์ยุทธ์และราชันยุทธ์ออกมาทันที
“ ปกป้องฝ่าา ” เหยียนลั่วะโขึ้นก่อนที่เขาจะเข้าประชิดตัวองค์จักรพรรดิทันทีเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย
เสนาบดีคนอื่นๆเองก็ล้อมองค์จักรพรรดิไว้เช่นกัน
จากนั้นพวกเขาก็เห็นบุคคลที่สวมหน้ากากสีดำและสวมอาภรณ์สีดำยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องทรงพระอักษร
“ เ้าเป็ใคร! ” เหยียนลั่วถามขึ้นทันทีพร้อมกับหันดาบใส่
“ ข้าหรือ? ข้าคือยมฑูตดำเฮยจวินแห่งศาลาชุนิ ข้าได้รับคำสั่งจากนายท่านให้มาแจ้งกับพวกเ้าว่า พวกเราศาลาชุนิไม่ได้คิดที่จะทำลายอาณาจักรต้าเหยียน เพียงแค่พวกเรากำลังจัดระเบียบอาณาจักรต้าเหยียนใหม่ ขุนนางคนไหนที่กล้าทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ พวกเราศาลาชุนิจะเป็ผู้ลงทัณฑ์ให้เอง พวกเ้าก็แค่หาขุนนางคนใหม่ที่มือสะอาดไปทำหน้าที่แทนก็พอ ” เฮยจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ พวกเ้าทำแบบนี้้าสิ่งใด? ” องค์จักรพรรดิเหยียนซีเหอถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
“ สิ่งที่พวกเรา้าก็ได้บอกกับเ้าไปแล้ว เ้าจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่พวกท่าน แต่ถ้าหากพวกเ้ายังกล้าสืบหาที่ซ่อนของศาลาชุนิอีกล่ะก็ พวกเราก็จะถือว่าพวกเ้า้าที่จะสร้างปัญหาให้กับพวกเรา ถึงตอนนั้นพวกเ้าจะต้องเสียใจ ” เฮยจวินกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยออร่าของระดับเซียนยุทธ์ออกมา
หนานิได้กำชับเฮยจวินแล้วว่าไม่จำเป็ต้องปลดปล่อยพลังทั้งหมด เพียงแค่ระดับเซียนยุทธ์ก็เพียงพอที่จะข่มขวัญทุกๆคนที่อยู่ในท้องพระโรงแล้ว
ทันทีที่ออร่าของเซียนยุทธ์ปะทุขึ้น ทุกๆคนในห้องทรงพระอักษรถึงกับทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น เนื่องจากออร่าของเซียนยุทธ์ไม่ใช่สิ่งที่ระดับปราชญ์ยุทธ์หรือบรรพจารย์ยุทธ์จะต่อต้านได้
“ ระดับเซียนยุทธ์!! ”
องค์จักรพรรดิเหยียนซีเหอและคนอื่นๆเบิกตากว้างด้วยความใ
เวลานี้ทุกๆคนในห้องทรงพระอักษรก็ทราบแล้วว่าศาลาชุนิแข็งแกร่งมากแค่ไหน ระดับเซียนยุทธ์นี้เกรงว่าแม้แต่ในทวีปฮุยต้วนนั้นมีไม่ถึงยี่สิบคนด้วยซ้ำ
เหนือกว่าระดับจักรพรรดิยุทธ์ก็คือระดับเหนือยุทธ์ เหนือระดับเหนือยุทธ์ก็คือระดับเซียนยุทธ์ ซึ่งระดับนี้เพียงพอที่จะหยิ่งผยองในทวีปฮุยต้วนได้แล้ว
หลังจากที่เห็นอาการของทุกๆคนแล้วเฮยจวินก็เก็บกลิ่นอายของเซียนยุทธ์และหายตัวไป เพียงแต่เขาก็ได้ทิ้งข้อความเอาไว้ว่า “ จักรพรรดิเหยียนซีเหอ พวกเราสืบประวัติของเ้ามาแล้ว เนื่องจากเ้าเป็องค์จักรพรรดิที่ดีผู้หนึ่ง ศาลาชุนิจึงจะมอบคำขอให้กับเ้าหนึ่งข้อ เ้าสามารถใช้คำขอใดๆก็ได้กับศาลาชุนิหนึ่งข้อ โดยใส่พลังยุทธ์ไปที่เหรียญตราของศาลาชุนิ ”
สิ้นเสียงของเฮยจวิน เหรียญตราของศาลาชุนิก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าขององค์จักรพรรดิ
องค์จักรพรรดิมองดูเหรียญตราที่ลอยบนอากาศก่อนที่จะหยิบมันมาพร้อมกับถอนหายใจ
“ ดูเหมือนว่าเื่นี้จะไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะเข้าไปยุ่งได้แล้ว ” องค์จักรพรรดิกล่าวพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อย
แน่นอนว่าทุกๆคนที่อยู่ที่ห้องทรงพระอักษรก็รู้สึกเช่นเดียวกับองค์จักรพรรดิ ในต่อมาในท้องพระโรง องค์จักรพรรดิออกคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดสืบหาหรือสร้างปัญหาให้กับศาลาชุนิอีกต่อไป นอกจากนี้ถ้าหากขุนนางใดตายด้วยการสังหารของศาลาชุนิ ผู้ที่เป็หัวหน้าของขุนนางผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบ
ซึ่งคำกล่าวนี้เสนาบดีทั้งหมดต่างก็เห็นชอบ ทำให้เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่โตทันที
เพราะขุนนางทั้งหมดรู้ดีว่าศาลาชุนิจะสังหารเฉพาะขุนนางที่ทำเื่ชั่วร้ายเท่านั้น ถ้าหากขุนนางคนไหนตายเพราะศาลาชุนิก็เท่ากับขุนนางนั้นเป็คนชั่ว
เพียงพริบตาเสนาบดีทั้งหมดรวมไปถึงสำนักผู้ตรวจการก็ลงมือกวาดล้างขุนนางที่ทำชั่วทันที เพราะถ้าหากขุนนางที่ตายเพราะศาลาชุนิเป็ลูกน้องของพวกเขาเอง พวกเขาจะต้องถูกลงโทษโดยองค์จักรพรรดิเป็แน่
และใน่เวลาครึ่งปีมานี้ ขุนนางหลายร้อยคนถูกจับกุมและมีบางส่วนที่หนีรอดไปได้ แต่ท้ายที่สุดขุนนางที่หนีรอดไปนั้นก็ถูกศาลาชุนิสังหารและนำหัวกลับไปไว้ที่ทำงานเดิมของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้ทำให้อาณาจักรต้าเหยียนถูกปรับเปลื่ยนใหม่ทั้งหมดและขุนนางเกือบทั้งหมดก็จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ขุนนางเท่านั้นที่ถูกจัดการ แต่ตระกูลใหญ่ต่างๆทั่วทั้งอาณาจักรต้าเหยียนก็ยังหวาดกลัว เพราะพวกเขามีสายที่อยู่ในราชสำนัก ทำให้พวกเขารู้ว่าเื้ัของศาลาชุนิมีแม้กระทั้งระดับเซียนยุทธ์ ต่อให้รวมพลังทั้งอาณาจักรก็ไม่สามารถเอาชนะเซียนยุทธ์ได้
ทำให้ตระกูลน้อยใหญ่ทั้งหมดในอาณาจักรต้าเหยียนได้สั่งให้คนของตัวเองทำตัวดีๆและห้ามสร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน ถ้าหากใครฝ่าฝืนถูกลงโทษสถานหนัก
แน่นอนว่ารุ่นเยาว์ของตระกูลใหญ่บางคนไม่พอใจ พวกเขาก็ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ท้ายที่สุดหัวของพวกเขาก็ถูกนำไปวางไว้ที่ตระกูลของพวกเขาเอง และนั้นก็ทำให้รุ่นเยาว์ของตระกูลต่างๆเก็บตัวและไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับชาวบ้านอีกเลย
หนานิที่ได้รับข้อความเหล่านี้เขาก็หัวเราะอย่างพึงพอใจและยังสั่งให้ศาลาชุนิกระจายไปทั่วอาณาจักรต้าเหยียนและอาณาจักรใกล้เคียง
ตอนนี้ศาลาชุนิกลายเป็สถานที่ที่ชาวบ้านให้การเคารพอย่างมาก เพราะมันทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นกว่าเดิมมาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ลดลงมากเช่นกัน ทำให้ชีวิตของพวกเขาไม่จำเป็ต้องดิ้นรนและหวาดกลัวขุนนางรวมไปถึงตระกูลใหญ่ที่จะมารังแกพวกเขาอีกด้วย
กลับมาปัจจุบัน ณ ตระกูลหนาน
เวลานี้หนานิ หนานเฟยหยุนและซวีลั่ว กำลังกินข้าวพร้อมกับพูดคุยกันถึงเื่การที่จะส่งหนานิไปยังสถาบันฉินเยี่ย ซึ่งเป็สถาบันฝึกยุทธ์ที่ดีที่สุดในแคว้นฉินโจว เพราะสถาบันนี้อยู่ภายใต้การดูแลของฉินอ๋อง ซึ่งเป็อ๋องผู้ปกครองแคว้นฉินโจว
ฉินอ๋องคือน้องชายขององค์จักรพรรดิ นามว่าเหยียนเฉิน เขามีพร์ที่ยอดเยี่ยมและปัจจุบันเขาอายุแค่เจ็ดสิบปีความแข็งแกร่งระดับราชันยุทธ์ขั้นสูง แต่เขาไม่ชอบการถูกกักขัง เขาชอบอิสระมากกว่า ทำให้เขาหลีกเลี่ยงราชสำนักและมาอยู่ที่แคว้นฉินโจวแทน นอกจากนี้แคว้นฉินโจวก็ติดอยู่กับเทือกเขามรณะ ซึ่งเป็เทือกเขาที่ทอดยาวไกลกว่าหมื่นลี้และยังมีสัตว์อสูรที่ทรงพลังจำนวนมากอยู่ในนั้น
ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากที่จบจากสถาบันฉินเยี่ยเกือบทั้งหมดเข้าร่วมกับฉินอ๋องเป็ทหารในการป้องกันการบุกรุกของสัตว์อสูรจากเทือกเขามรณะ
เนื่องจากเทือกเขามรณะอยู่ติดกับแคว้นฉินโจว ทำให้บางครั้งมีสัตว์อสูรที่ทรงพลังจำนวนหนึ่งออกมาจากเทือกเขามรณะมาบุกโจมตีเมืองต่างๆที่ติดอยู่กับเทือกเขามรณะ ทำให้ฉินอ๋องตัดสินใจที่จะตั้งค่ายทหารหลายค่ายเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้สัตว์อสูรบุกโจมตีชาวเมือง
อีกอย่างแม้ว่าหนานิจะสามารถฝึกฝนตัวเองอยู่ที่บ้านได้แต่ทว่าหนานิก็อายุสิบหกปีเกือบจะสิบเจ็ดปีแล้ว อย่างน้อยๆหนานเฟยหยุนก็คิดว่าจะส่งหนานิไปยังสถาบันฉินเยี่ยเพื่อเปิดหูเปิดตาและให้ลูกชายคนเล็กของพวกเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการใช้ชีวิตภายนอกบ้าง
เขาไม่้าให้หนานิมีชีวิตอยู่ในสถานที่เล็กๆเหมือนกับเขาที่อยู่แต่หมู่บ้านหยุนฉาง โดยเมืองฮุ่ยคือสถานที่ที่ไกลที่สุดที่เขาเคยเดินทาง
เพราะแบบนี้หนานเฟยหยุนจึงได้ให้หนานหลินไปยังเมืองต้าฉินเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ อีกอย่างถ้าหากนางเจอคนที่ดีก็จะทำให้นางมีความสุขอีกด้วย
“ อีกสองเดือนสถาบันฉินเยี่ยจะเปิดรับสมัครศิษย์แล้วนะ ตอนนี้เ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง? ” ซวีลั่วกล่าวขึ้น
“ ท่านแม่ข้าเตรียมตัวพร้อมแล้วขอรับ ด้วยความแข็งแกร่งของข้าท่านแม่ไม่คิดว่าจะไม่ผ่านการทดสอบงั้นหรือ? ” หนานิยิ้ม
ใน่สามปีมานี้ ความแข็งแกร่งของหนานิที่ได้แสดงให้กับทุกๆคนเห็นคือเขาอายุสิบหกปีมาถึงระดับราชันยุทธ์ขั้นสูงแล้ว อีกเพียงนิดเดียวก็จะเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์ แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาคือระดับเหนือยุทธ์ขั้นกลาง
เมื่อได้ยินที่หนานิกล่าวมา ซวีลั่วก็หัวเราะและส่ายหน้าเบาๆ
นางรู้ดีว่าตอนนี้หนานิแข็งแกร่งยิ่งกว่านางเสียอีก บุตรชายคนเล็กของนางเป็ถึงราชันยุทธ์ขั้นสูง เพียงแค่ตัวตนนี้ก็ทำให้อาณาจักรต้าเหยียนสั่นะเืแล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันหนานิอายุเพียงแค่สิบหกปีกว่าเท่านั้น
อีกอย่างที่หนานิคิดที่จะไปยังเมืองต้าฉินก็เพราะเขาคิดที่จะใช้เมืองต้าฉินเป็เมืองหลักในการสร้างเครือข่ายของหอการค้าหมื่นสมุทร ให้กระจายไปทั่วอาณาจักรต้าเหยียนและอาณาจักรรอบๆก่อน
และที่สำคัญที่สุดคือกฏหมายของอาณาจักรต้าเหยียน ใครก็ตามที่อายุสิบห้าถึงสิบแปดปีจะต้องเข้าร่วมกับสถาบันผู้ฝึกยุทธ์หรือสถาบันทั่วไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าหากไม่ผ่านก็จะถือว่าเป็คนที่ไร้พร์และจะอยู่ต่ำสุดของฐานะทั้งหมด
สาเหตุที่ราชสำนักตั้งกฏนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้รุ่นเยาว์ของอาณาจักรมีความรู้และความสามารถในการช่วยเหลือราชสำนักในอนาคต
ยามค่ำคืน
หนานิได้ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายจากห้องของเขามายังหอการค้าหมื่นสมุทรที่อยู่ในเมืองฮุ่ย
ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยฟางเจวี๋ย นักวางค่ายกลระดับเซียนสามดาวเพียงคนเดียวของหนานิ
เมื่อหนานิมาถึงเขาก็เรียกตัวบุคคลระดับสูงของหอการค้าทันที
ภายในห้องทำงานของหนานิ บุคคลระดับสูงของหอการค้ามีมากกว่าสิบคน ซึ่งแต่ละคนมีกลิ่นอายของบรรพจารย์ยุทธ์เป็อย่างต่ำ ส่วนคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือฟางเจวี๋ยและอวี้เซียงที่มีความแข็งแกร่งระดับกึ่งเซียน
ส่วนทางด้านของหยางผิงที่เป็ผู้ดูแลหอการค้าหมื่นสมุทร หลังจากที่ผ่านมาถึงสามปีเขาก็มาถึงระดับเซียนยุทธ์ขั้นสมบูรณ์แล้ว
“ หยางผิง ั้แ่วันพรุ่งนี้เ้าและคนอื่นๆไปที่เมืองต้าฉิน ข้าจะใช้เมืองต้าฉินเป็ศูนย์กลางของหอการค้าหมื่นสมุทร ส่วนหอการค้าหมื่นสมุทรสาขาเมืองฮุ่ยข้าจะให้ติงอี้มารับหน้าที่แทน ” หนานิกล่าวขึ้น
ติงอี้ก็คือหนึ่งในตัวละครที่หนานิอัญเชิญมา ปัจจุบันเขาเป็ถึงยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นสูง
หลังจากที่สั่งการทุกๆคนเสร็จแล้ว หนานิก็หยิบเอานกกระดาษออกมาและส่งข่าวไปบอกเจียงเหรินและหนิงขวงให้ย้ายศูนย์บัญชาการของศาลาชุนิไปยังเมืองต้าฉิน
เมื่อจัดการกับปัญหาต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนานิก็กลับไปที่ห้องนอนของเขาที่ตระกูลหนาน
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
ตอนนี้ตระกูลหนานได้เตรียมรถม้าและผู้คุ้มกันจำนวนหนึ่งไปยังเมืองต้าฉิน เนื่องจากการเดินทางไปยังเมืองต้าฉินต้องใช้เวลาอย่างน้อยยี่สิบวัน และสถาบันฉินเยี่ยจะเปิดรับสมัครศิษย์ก็จะเริ่มต้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เพราะฉะนั้นหนานเฟยหยุนจึงคิดที่จะส่งหนานิไปยังเมืองต้าฉินั้แ่ตอนนี้
เพียงแต่หนานิคิดว่าการเดินทางของเขาไม่จำเป็ต้องใช้คนเยอะขนาดนั้น เพียงแค่ผู้ติดตามสักสองถึงสามคนก็เพียงพอแล้ว
เมื่อหนานิเป็คนกล่าวออกมา หนานเฟยหยุนจึงได้แต่ยินยอมเท่านั้น แต่เพื่อความปลอดภัยของหนานิเขาจึงได้คัดเลือกผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งจากผู้คุ้มกันของตระกูลหนานมาสองคน
จู้ป๋ายและต้านชิง คือผู้คุ้มกันที่หนานเฟยหยุนเลือกมา
ซึ่งทั้งสองคนเป็คนที่อยู่กับตระกูลหนานมาั้แ่หลายสิบปีก่อนแล้ว เรียกได้ว่าเป็หนึ่งในบ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อตระกูลหนาน และด้วยพร์ที่โดดเด่นทำให้ทั้งสองได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้ทั้งสองกลายเป็ผู้ติดตามของหนานิในปัจจุบัน
หลังจากที่ผ่านไปสามปี จู้ป๋ายและต้านชิงที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเต็มที่ทำให้พวกเขาแสดงความสามารถออกมา ปัจจุบันทั้งสองมีความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูง ทั้งสองถือได้ว่าเป็คนที่มีพร์สูงอันดับต้นๆในหมู่ของบ่าวรับใช้ทั้งหมด
นอกจากผู้คุ้มกันทั้งสองคนแล้ว ยังมีผู้าุโของตระกูลหนานอีกหนึ่งคนที่ติดตามไปด้วย ซึ่งก็คือผู้าุโเก้าของตระกูลหนาน นามว่า หนานหย่าจี
หนานหย่าจีคือสตรีวัยกลางคน ปัจจุบันนางอายุสามสิบเก้าปี ความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง เนื่องจากนางก็เป็คนที่หนานเฟยหยุนเลือกที่จะฝึกฝนั้แ่แรกทำให้ความแข็งแกร่งของนางนั้นสูงมาก
อย่างหนานหย่าจี นางได้รับสมุนไพรรวมไปถึงโอสถที่ช่วยเพิ่มพร์ในด้านการฝึกยุทธ์ ทำให้นางพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่านางจะมีความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง แต่ถ้าหากนางใช้พลังทั้งหมด นางก็สามารถต่อสู้กับปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ได้อย่างสูสีเลยทีเดียว
หนานหย่าจีถือได้ว่าเป็คนที่มีพร์ในการต่อสู้สูงมากติดหนึ่งในสิบของตระกูลหนาน เพราะแบบนี้หนานหยุนเฟยจึงสั่งให้หนานหย่าจีมาคุ้มกันหนานิโดยเฉพาะ