หลังจากที่ต้มยาเสร็จ ม่ายซุ่ยก็ค่อยๆ ยกยาเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง
เซียวจิ่งเถียนกำลังเอนกายพิงหัวเตียงอ่านหนังสืออย่างสบายใจเหมือนกับว่าเื่ที่เกิดขึ้นไม่มีผลใดๆ ต่อเขาทั้งสิ้น
แสงสว่างค่อยๆ ลอดหน้าต่างทรงขนมเปียกปูนส่องเข้ามาในห้อง สาดส่องไปบนใบหน้าที่คมเข้มสมชายชาตรีของชายหนุ่มหน้าตาของเขาดูลึกล้ำเหมือนคืนที่มืดมิด ราวกับว่าอารมณ์สุขทุกข์โกรธดีใจทั้งหมดล้วนถูกซุกซ่อนอยู่ลึกที่สุดภายในใบหน้าแกร่งนั้นไม่มีทางที่จะแสดงออกมาง่ายๆ เลยแม้แต่น้อย
ม่ายซุ่ยรู้สึกว่าเขาไม่ได้โหดร้ายทารุณเหมือนกับที่ผู้คนเล่าลือกันแต่กลับเงียบสงบสุขุมเฉกเช่นท่านลุงข้างบ้าน ทันใดนั้นไม่คิดเลยว่าลุงที่อยู่ด้านหน้าจะหันมาสบตาพอดีนางรีบก้มหน้างุดพร้อมยกถ้วยยาวางไว้บนริมขอบหน้าต่างให้เขา
“ได้เวลากินยาแล้ว” ม่ายซุ่ยพูด
“อืม รู้แล้ว” เซียวจิ่งเถียนพูดเสียงเรียบโดยไม่มองนาง “หมดธุระของเ้าแล้วออกไปเถอะ”
ม่ายซุ่ยถอยออกมาจากห้องอย่างอารมณ์ดี
‘ลุงก็ลุงสิ!’
‘ไม่ใช่โจรก็พอ!’
เมิ่งซื่อนั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างโต๊ะผิงไฟ
นางสูญเสียมารดาไปั้แ่ยังเด็ก ปีนั้นที่นางถูกแม่เลี้ยงบังคับให้แต่งงานกับเซียวจงไห่พ่อหม้ายผู้สูญเสียภรรยาเพื่อนำสินสอดที่ได้รับจากตระกูลเซียวไปเป็สินสอดสู่ขอภรรยาให้น้องชายของนางที่เป็ลูกแท้ๆของแม่เลี้ยง เนื่องจากตอนที่นางอยู่บ้านเดิมนั้นนางถูกแม่เลี้ยงรังแกทั้งด่าทอและทุบตีอย่างทารุณดังนั้นเมื่อถึงตอนที่นางต้องมาเป็แม่เลี้ยงบ้าง นางจึงสาบานกับเซียวจงไห่ว่านางจะรักและดีกับลูกชายทั้งสองของเขาให้เหมือนลูกแท้ๆนางคิดเช่นนี้และทำเช่นนี้มาโดยตลอด
แต่ว่าหลังจากที่บุตรชายคนโตและบุตรชายคนรองของเซียวจงไห่แต่งงานแล้วนางก็รู้สึกว่าไม่ว่านางจะทำอย่างไรก็ล้วนแต่ผิดทั้งสิ้น
ั้แ่สะใภ้สองคนนี้แต่งเข้าบ้านมา ก็มักจะมีท่าทีที่เป็ปฏิปักษ์กับนางอยู่เสมอๆ
บางครั้งนางก็ยังไม่รู้ว่านางทำอะไรผิด
“ท่านแม่ ท่านอย่าเศร้าใจไปเลย” ม่ายซุ่ยเข้าไปในห้องแล้วนั่งลงข้างโต๊ะผิงไฟปลอบโยนนาง“รอท่านพ่อกลับมาพวกเราค่อยปรึกษากัน”
“ถึงปรึกษากันไปแล้วจะทำอย่างไรได้เล่า?” เมิ่งซื่อเช็ดน้ำตาแล้วพูดต่อ “หากข้าไม่ตกลงพวกนางก็จะไม่หยุดแต่หากข้าตกลงก็เป็ไปไม่ได้ที่พวกเราจะหาแป้งสาลีสองกระสอบมาให้พวกนางได้ ทางไหนก็มีแต่ความลำบากในการใช้ชีวิต!”
“ท่านแม่หากไม่ได้จริงๆ ก็แยกบ้านเถอะ” เซียวอวิ๋นเหนียงพูดอย่างโมโห“พวกนางรังแกท่านไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งแล้ว ท่านจะอดทนยอมลงให้แก่พวกนางทั้งชีวิตไม่ได้หรอกนะ”
“อวิ๋นเหนียงคำพูดเช่นนี้ เ้าอย่าได้พูดอีกเลย” เมิ่งซื่อถอนหายใจพูดทั้งดวงตาที่แดงก่ำ“พ่อของเ้าไม่อยากแยกบ้าน โดยบอกว่าการแยกบ้านนั้นเป็เื่น่าขายหน้า เขาบอกว่าอยู่ด้วยกันหลายๆคนจึงจะมีครึกครื้นมีชีวิตชีวา เวลาทำงานก็ร่วมแรงร่วมใจกันจึงจะมีพลัง”
ม่ายซุ่ยหลุบตาลง
แม่สามีลูกสะใภ้อยู่ด้วยกันจะบอกว่าครึกครื้นก็ครึกครื้น แต่ก็มีความขัดแย้งกันเกิดขึ้นอย่างรุนแรงฉะนั้นแยกกันอยู่จะสงบและมีความสุขกว่า
ท่านพ่อสามี ท่านมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว...
แต่ว่านางเป็สะใภ้คนใหม่ ดังนั้นเื่ใหญ่เช่นการแยกบ้านนี้นางก็พูดอะไรมากไม่ได้
“แต่จากเหตุการณ์นี้ ดูท่าว่าพวกเราจะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขแล้วล่ะ”เซียวอวิ๋นเหนียงพูดอย่างไม่พอใจ “ตอนนี้พี่ชายของข้าก็แต่งงานแล้วทุกคน ไม่จำเป็ต้องมาเบียดเสียดอยู่รวมกันแล้ว”
“เ้าไม่ได้เป็คนที่ต้องดูแลบ้านดูแลครอบครัว เ้าไม่รู้หรอกข้าวและฟืนราคาแพงขนาดไหนถึงแม้ว่าแยกบ้านจริงพี่ชายของเ้าจะไปอยู่ที่ใด?”
“แยกบ้านก็ไม่จำเป็ต้องออกไปอยู่ข้างนอกนี่หน่า”เซียวอวิ๋นเหนียงกระซิบ
เมิ่งซื่อได้แต่ทอดถอนใจ
เมื่อถึงเวลาเที่ยง เซียวฝูเถียนและเซียวกุ้ยเถียนกลับมาถึงบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ตอนที่พวกเขาถึงฝั่งก็มีคนมาบอกเื่ที่เกิดขึ้นในบ้านให้พวกเขาฟังทั้งสองคนข่มความโกรธเอาไว้แล้วจัดการนำปลาลงจากเรืออย่างเร่งรีบ จากนั้นรีบเดินจ้ำอ้าวกลับบ้านด้วยความโมโหเพื่อแป้งสาลีหนึ่งกระสอบทะเลาะกันจนเป็เื่เป็ราวขนาดนี้ มันน่าโมโหยิ่งนัก!
ลานบ้านมีควันลอยออกมาไปทั่วบริเวณ
เซียวจงไห่นั่งยองอยู่ชายคาบ้านในมือถือกิ่งไม้ขีดเขียนอยู่บนพื้นดินเมื่อเห็นสองพี่น้องเดินเข้ามาก็ถอนหายใจพร้อมพูดว่า “เดี๋ยวพวกเ้ากินข้าวเสร็จแล้วก็พากันไปรับภรรยากลับมาเสียบอกพวกนางว่าพวกข้ายอมให้สินสอดเพิ่มแล้ว ตอนนี้เ้าสามก็กลับมาแล้ว รอให้แผลของเขาหายดีก่อนแล้วพวกเราค่อยเตรียมดินปลูกข้าวสาลีเพิ่มหากได้ผลผลิตดีไม่แน่ว่าปีหน้าก็สามารถเก็บรอมแป้งสาลีได้สองกระสอบแล้ว”
“ท่านพ่อท่านอย่าไปฟังพวกนางพูดจาไร้สาระ มีที่ไหนให้สินสอดเพิ่มย้อนหลังกัน?” เซียวฝูเถียนบุตรชายคนโตเปลือยกายท่อนบน บนหลังที่โดนแดดเผาจนไหม้คล้ำมีรอยแผลเป็ที่น่ากลัวปรากฏอยู่ซึ่งก็คือรอยขูดตอนที่แบกเรือนั่นเอง เขาใช้ผ้าเช็ดไปที่หน้าอย่างไม่ใส่ใจพร้อมพูดว่า“ข้าจะไม่ตามใจนิสัยแย่ๆ นี้ของนาง นางอยากกลับมาก็กลับเถอะ ไม่อยากกลับมาก็ลาก่อน”
เขารู้สึกว่าเื่นี้ภรรยาและแม่ยายของเขาทำไม่ถูกต้อง แต่งงานกันมาก็หกเจ็ดปีแล้วยังมาคิดค่าสินสอดเพิ่มเช่นนี้เขารับไม่ได้จริงๆ
“พี่ใหญ่ท่านจะพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนัก ให้พวกนางพาลูกไปอยู่บ้านของแม่นางมันไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง มีเื่อะไรไปรับกลับมาแล้วค่อยคุยกัน เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโกรธกันไปมา”บุตรชายคนรองเซียวกุ้ยเถียนมองไปที่ห้องทางทิศใต้ที่ปิดประตูอยู่ รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมากถ้าหากไม่ใช่เพราะเ้าสามทำให้มันแย่ไปกว่าเดิม เื่จะกลายมาเป็เช่นนี้ได้อย่างไรเขาได้ยินมาแล้วว่าเ้าสามเป็คนไล่พวกนางไปเอง
ทำเื่ไว้แล้วยังจะทำตัวเหมือนเด็กดีเชื่อฟังอีก
สินสอดของภรรยาเ้าสามไม่เพียงแต่มากที่สุด ทั้งยังไม่มีสินสอดติดตัวกลับมาอีกแม้แต่น้อยเช่นนี้แล้วจะไม่ให้ผู้อื่นต่อว่าได้อย่างไร
“พวกเ้าไม่ต้องพูดอะไรกันแล้ว รีบไปรับพวกนางกลับมาบ้าน ในเมื่อพวกเราตอบรับเงื่อนไขนี้แล้วก็ไม่จะเป็ต้องแยกกันอยู่เช่นนี้”เซียวจงไห่พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้อง ด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขารู้สึกว่าต่อให้ต้องลำบากเพิ่มอีกสักหน่อยก็ไม่เป็ไรขอเพียงลูกชายของเขาทุกคนมีความสุขในการใช้ชีวิตก็เพียงพอแล้ว
หลังจากกินข้าวเสร็จเซียวฝูเถียนกับเซียวกุ้ยเถียนก็ออกเดินทางไปยังบ้านของแม่ยายเพื่อรับภรรยาและลูกกลับบ้าน
เมิ่งซื่อจึงพาม่ายซุ่ยและเซียวอวิ๋นเหนียงไปชายหาดเพื่อช่วยกันนำปลาออกจากอวนแห
อวนดักปลาขนาดใหญ่ถูกกางออกโดยมีสาหร่ายปลาเล็กและกุ้งติดอยู่เต็มไปหมดทุกครั้งที่ออกเรือกลับมาอวนดักปลาคือสิ่งสำคัญที่ต้องจัดการ ถ้าหากว่าถูกหินโสโครกเกี่ยวขาดแล้วจะต้องรีบชุนแหเพื่อซ่อมแซมรอยขาดไม่เช่นนั้นออกเรือจับปลาครั้งต่อไปปลาอาจจะหลุดออกจากแหไปได้
ตอนนี้ย่างเข้าเดือนสาม
ลมอุ่นแรกของทะเลก็ยังคงหนาว
เสื้อผ้าที่ม่ายซุ่ยสวมใส่ค่อนข้างบาง ลมหนาวของทะเลพัดเข้ามาตามคอเสื้อทำให้นางหนาวเสียจนตัวสั่นแต่เมื่อเห็นเมิ่งซื่อและเซียวอวิ๋นเหนียงกำลังจัดการอวนดักปลาอย่างวุ่นวาย นางก็เรียนรู้โดยมองการกระทำของพวกนางแล้วทำตามดีที่อวนดักปลาไม่มีรอยขาดจึงใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ตากไว้บนเรือรอให้แห้ง
บนหาดทรายมีปลาเล็กๆ มากมายที่ถูกทิ้งเอาไว้
คนในหมู่บ้านรู้สึกปลาเหล่านี้ตัวเล็กเกินไปจึงไม่เก็บไปด้วยปล่อยไว้ให้เป็อาหารของนกทะเล
ม่ายซุ่ยเห็นแล้วรู้สึกเสียดายจึงถือตะกร้าไม้ไผ่ที่ติดตัวมาลงไปเก็บปลาเล็กๆเ่าั้ ในระหว่างที่เมิ่งซื่อและเซียวอวิ๋นเหนียงนั่งพักอยู่บนเรือผ่านไปไม่นานนางก็เก็บได้เกือบครึ่งตะกร้าทำให้ม่ายซุ่ยดีใจเป็อย่างมาก
“พี่สะใภ้ปลาพวกนี้ตัวเล็กเกินไป ท่านจะเก็บไปทำไมกัน?” เซียวอวิ๋นเหนียงมองปลาน้อยอย่างดูแคลน “ตัดหัวตัดห่างก็ลำบากยุ่งยากเอาไปทำซุปก็เหม็นคาว จะทอดก็เปลืองน้ำมัน”
“ปลาเล็กๆ พวกนี้นำไปตากให้แห้งหมาดๆ จากนั้นก็นำไปเจียวกับน้ำมันเล็กน้อยหอมอร่อยมากเลยล่ะ” ม่ายซุ่ยยิ้ม เมื่อก่อนนางเคยกินปลาแห้งเล็กแบบนี้ผัดกับน้ำมันเล็กน้อยให้เปลี่ยนเป็สีเหลืองทองกลิ่นหอมนี้เรียกน้ำย่อยได้ดีเชียวล่ะ!
“ที่เ้าพูดนี้เป็การกินของคนบนเขา” เมิ่งซื่อดูออกว่าสะใภ้คนนี้เป็คนขยันพูดอย่างพอใจว่า “พวกเราที่นี่อยู่ใกล้ทะเลชอบกินปลาที่สดใหม่ จึงไม่เคยชินที่จะกินปลาเล็กตากแห้งอย่างที่เ้าว่า”
“เช่นนั้นข้าเก็บกลับไปตากแห้ง อยากกินเมื่อใดพวกเราค่อยนำออกมาทำกินกัน”ม่ายซุ่ยยิ้มแย้ม
“ตามใจเ้าสิ” เมิ่งซื่อพูดพร้อมยิ้มอย่างเอ็นดู
เมื่อม่ายซุ่ยกลับถึงบ้านก็ลงมือจัดการทำความสะอาดปลาเ่าั้อย่างอารมณ์ดีจากนั้นก็ตัดหัวตัดหางแล้วใช้ลวดร้อยปลาตัวเท่าหัวแม่มือหลากสีเหล่านี้เป็พวงอย่างมีระเบียบแขวนตากไว้ตามใต้ชายคาบ้าน
จวบจนทุกคนกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ชายหนุ่มสองคนที่ไปรับภรรยาและลูกก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา
รอบโต๊ะผิงไฟขาดทั้งสองครอบครัวนี้ไปทำให้ดูโล่งไปไม่น้อย
“ลูกสะใภ้พรุ่งนี้เป็วันที่พวกเ้าจะต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมของเ้าแม่เตรียมของขวัญให้แล้วเรียบร้อย เ้าดูสิว่ายังขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่” เมิ่งซื่อพูดกับม่ายซุ่ยจากนั้นมองไปที่เซียวจิ่งเถียน “จิ่งเถียนแขนของเ้าดีขึ้นบ้างหรือไม่ หากยังเจ็บอยู่แม่จะได้ให้เซียวอวิ๋นเหนียงถือของเ่าั้ไปส่งให้”
“ข้าไม่ไป” เซียวจิ่งเถียนพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?” เมิ่งซื่อพูดอย่างไม่พอใจ “หลังจากแต่งงานสามวันแล้วพากันกลับไปเยี่ยมบ้านของภรรยานี่ถือเป็มารยาทที่พึงมีเ้าเป็ลูกเขยของตระกูลม่าย จะไม่ไปได้อย่างไร?”
“เ้าต้องไป” เซียวจงไห่เห็นด้วยกับภรรยาอย่างไม่ต้องสงสัย
เซียวจิ่งเถียนลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทันที
“เ้าพวกนี้มีแต่ทำเื่ให้ปวดหัว!” เซียวจงไห่เคาะนิ้วบนโต๊ะผิงไฟพร้อมพูดด้วยความโมโห“แต่ละคนทำเื่เช่นนี้ หรืออยากจะให้ข้าโมโหจนตายไปเสีย?”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเราไม่ต้องกลับไปหรอก” ม่ายซุ่ยกล่าว“ข้าอาศัยอยู่กับท่านลุงพวกเขายุ่งกันอยู่ตลอด ข้าไม่อยากไปรบกวนพวกเขาอีก อีกอย่างหลังจากนี้ไปข้าคงไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว”
ม่ายซานเฉวียนบอกว่าไม่ให้นางมีเื่อะไรก็หนีกลับบ้านไป
นางจะไปหาเื่ให้คนเกลียดนางทำไมกัน
“ลูกสะใภ้เ้ายังเด็กนัก” เมิ่งซื่อได้ยินดังนั้นในใจก็เข้าใจเื่ราวได้ทันทีนางจึงพูดด้วยท่าทีจริงจังว่า “หากพวกเราไม่ไปก็จะถือว่าพวกเราไม่มีมารยาท ผิดธรรมเนียมแต่หากไปแล้วลุงของเ้าไม่ต้อนรับพวกเรานั่นเป็พวกเขาที่เสียมารยาท ไม่ว่าอย่างไรพรุ่งนี้พวกเ้าก็ต้องไปนำเอาของขวัญที่แม่เตรียมให้ไปส่งให้พวกเขาเสียพวกเราตระกูลเซียวแต่งสะใภ้เข้าบ้านอย่างถูกต้องตามประเพณี ดังนั้นไม่มีทางที่จะเสียมารยาทเช่นนี้พรุ่งนี้ให้อวิ๋นเหนียงไปเป็เพื่อนเ้าเถิด”
“เ้าค่ะ” ม่ายซุ่ยทำได้เพียงพยักหน้ารับ ถือเสียเป็การรักษาหน้าให้ตระกูลเซียวก็แล้วกัน!
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
******เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก #Fishermanหนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า