บทที่ 2 ว้าวุ่น
ทันใดนั้น ‘อิ่นจู’ สาวใช้คนสนิทเร่งร้อนยกถาดกระสายยาเข้ามาด้านใน ชนเข้ากับฮวนหรงอย่างแรงในขณะที่ฮวนหรงกำลังออกจากเรือนด้วยความเร่งรีบ ชามกระเบื้องสีหยกร่วงหล่นตรงหน้า แตกละเอียดเป็เศษเสี่ยง อิ่นจูร้องไห้ระงมแต่ไร้เสียง นางไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผู้เป็นาย เพียงฮวนหรงยื่นมือเข้าไปประคอง อิ่นจูก็เอียงตัวหลบเป็สัญชาตญาณ หัวไหล่ของอิ่นจูสั่นหงักราวลูกนกไร้ขน
ฮวนหรงได้เห็นท่าทีหวาดผวาเ่าั้ ก็ได้แต่ขมวดคิ้วหงุดหงิด แล้วถามอิ่นจูด้วยเสียงแ่เบาว่า
“ข้าเอง ทำราวกับเห็นผีไปได้”
คำพูดสั้นห้วนเพียงเท่านี้ ครั้นอิ่นจูได้ยินแทนที่จะเบาใจ แต่นางกลับหมอบลง ใช้หน้าผากขนาบพื้นอยู่ที่ปลายแทบเท้า แล้วเปล่งน้ำเสียงสั่นเครือออกมาขอโทษขอโพย “บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะ คุณหนูอย่าตีบ่าวเลย ต่อไปบ่าวไม่กล้าแล้ว”
ฮวนหรงเบื่อหน่ายคร้านจะอธิบาย หากพูดว่านางไม่ใช่เฟยฮวนหรงคนเดิมแล้ว ก็ดูน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย ฮวนหรงจึงทำได้แค่ประคองอิ่นจูให้เงยหน้าขึ้น แล้วพูดกับนางเสียงเบา พร้อมส่อแววตาประกายเจิดจ้าให้อิ่นจู “ตั้งสติแล้วฟังข้า จากนี้เ้าจะไม่โดนตีแล้ว”
อิ่นจูได้ฟังประโยคนั้นก็ใคร่สงสัย คิดว่าตนเองกำลังฝันไป จึงหยิกเนื้อแขนของตัวเองอย่างแรง หลังจากนั้นก็รู้สึกเจ็บมาก และรู้ได้ในทันทีว่าผู้ที่เห็นอยู่ด้านหน้าที่มีท่าทีอ่อนโยน และมีท่าทีรู้จักเป็ห่วงเป็ใยผู้อื่น คือคุณหนูเฟยฮวนหรงของนางตัวเป็ ๆ ไม่ใช่ภาพลวงตาแต่อย่างใด อิ่นจูประหลาดใจนัก เพราะแววตาเป็ประกายเจิดจ้าอย่างเมื่อครู่ นางไม่เคยเห็นคุณหนูเฟยแสดงออกที่ไหนมาก่อน ยกเว้นเสียแต่ยามเห็นท่านแม่ทัพก็เท่านั้น
ขณะที่อิ่นจูเหม่อลอย ฮวนหรงคิดว่าตนเองกำลังเสียเวลา จะปล่อยให้ช้ากว่านี้ไม่ได้ เสียงพลุและสังคีตสงบลงได้สักพักแล้ว แเื่ก็ดูห่างตา เดาว่าน่าจะทยอยกลับกันไปเยอะแล้ว ต่อให้ที่นี่คือจวนสกุลมิ่ง ไม่ใช่จวนสกุลเฟย บิดาและมารดาของนางก็ถือเป็แม่งานกึ่งหนึ่ง ดังนั้นหากจะกลับก็น่าจะกลับเป็คนสุดท้าย แต่ก่อนจะจากไปฮวนหรงไม่ลืมที่จะฝากฝังคำพูดให้อิ่นจูไปจัดการให้
“เ้าเก็บชามยาให้เรียบร้อย ของใช้ส่วนตัวของข้า จงเร่งเก็บลงหีบ ข้าจะกลับจวนสกุลเฟยคืนนี้พร้อมท่านแม่ ส่วนเื่หย่าวันพรุ่งนี้ค่อยให้ท่านพ่อเขียนจดหมายเทียบสั่งไปที่ทางการ”
“อ๋า! คุณหนูอยากแต่งกับท่านแม่ทัพมากไม่ใช่หรือเ้าคะ ลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าคุณหนูลงทุนลงแรงไปมากเท่าไหร่กว่าจะได้เป็ฮูหยินจวนมิ่ง” อิ่นจูใจนตัวโยน เร่งเตือนสติผู้เป็นาย เพราะอาการเจ็บป่วยกะทันหัน อาจทำให้คุณหนูเฟยสติเลอะเลือนไปชั่วขณะก็เป็ได้
“ข้าไม่สน! แต่งได้ ก็หย่าได้” ฮวนหรงพูดเสียงแข็งอย่างมาดหมาย แล้วมุ่งไปยังโถงรับรองหน้าจวน
ขณะที่ฮวนหรงสาวเท้าว่องไวไปได้หนึ่งจั้ง ข้างเรือนนอนมีมุมอับบังสายตา คาดไม่ถึงว่ามิ่งไป๋เจี๋ยจะซ่อนตัวอยู่ในบริเวณนั้น และลอบฟังอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มคว้ามือไปกระชากนางอย่างแรง ฮวนหรงใจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่ถอยหลังทีละก้าวกระทั่งแผ่นหลังของนางแนบขนาบไปที่ฝ่าผนังเรือน หากจะหนีก็หนีไม่พ้นแล้ว ยามนี้เอาแต่คิดว่าแววตาคู่นั้นที่โดดเด่นในความมืดน่ากลัวยิ่งนัก
วงแขนกว้างของไป๋เจี๋ยโถมลงมากักขังฮวนหรงไว้ ใบหน้าของเขาขยับเข้ามาใกล้จนััได้ถึงลมหายใจอุ่น ที่ไหลออกจากจมูกรดลงที่ปลายหน้าผากของนาง เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากข้างหู
“หย่ารึ! น่าขัน! ในสมองเ้าติดเล่นจนเป็นิสัยใช่หรือไม่ หากไม่ใช่เพราะเ้าวิ่งเต้นให้บิดาไปทูลขอสมรสพระราชทาน ข้าก็คงไม่ต้องจนใจมาแต่งกับสตรีเช่นเ้า! บัดนี้แต่งเข้าจวนมิ่งของข้าแล้ว คิดอยากหย่าก็จะหย่าได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ”
แม้บรรยากาศรอบตัวมืดสลัวจนไม่สามารถลอบสังเกตสีหน้าของไป๋เจี๋ยได้ แต่หากฟังจากน้ำเสียงที่เขาเปล่งออกมาก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าเขากำลังโกรธมาก ในเวลานี้ไม่ใช่ว่าไป๋เจี๋ยไม่อยากหย่ากับนาง แต่ทว่าทั้งคู่เพิ่งจะผ่านพิธีคำนับฟ้าดินด้วยกันมาหมาด ๆ นางก็ขอหย่าอย่างนั้นหรือ หากหย่ากับนางในวันรุ่งขึ้นจริง เกรงว่าทั่วราชสำนักคงหัวเราะเยาะขบขัน อีกทั้งยังเป็การกระทำที่ไร้มารยาท ไม่ไว้หน้าฮ่องเต้ ถึงไป๋เจี๋ยจะเ็าไร้ใจ อย่างไรก็ต้องไว้หน้าฮ่องเต้และรักษาหน้าตาให้สกุลมิ่ง
เดิมทีคืนนี้ไป๋เจี๋ยไม่คิดจะโผล่หัวไปให้นางเห็นแม่แต่เงา ซึ่งตอนที่กำลังคำนับฟ้าดินอยู่นั้น จู่ ๆ นางก็เกิดเป็ลมขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ โชคดีที่มีท่านหมอมาร่วมเป็สักขีพยานในโถง จึงเร่งตรวจชีพจร รายงานว่านางพักผ่อนน้อยและตากลมมากเกินไป ร่างกายจึงอ่อนแอกะทันหัน ไป๋เจี๋ยไม่วางใจ เพราะยามนี้ไป๋เจี๋ยอยู่ในสถานะต้าเจียงจวินผู้ถือตราตั้ง ที่หมายถึงตำแหน่งแม่ทัพผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ไป๋เจี๋ยกลัวว่าจะมีผู้ใดแอบลอบทำเื่มิดีมิร้ายในจวนมิ่ง โดยฉวยโอกาสลงมือในวันมงคล หลังจากส่งแเื่เสร็จ จึงปลีกตัวออกมาตรวจตรา ครั้นได้เห็นฮวนหรงจากบานหน้าต่าง จะไม่เข้าไปทักทายก็ดูแล้งน้ำใจ ไป๋เจี๋ยจึงฝืนเดินเข้าไปในห้องหอ ครั้นได้เห็นว่านางสุขสบายดีไม่มีอันใดผิดปกติ จึงเลือกซดน้ำชาตามด้วยเหล้า แล้วจึงจากมา...
แต่ถึงอย่างนั้นไป๋เจี๋ยก็ยังต้องระแวดระวังอยู่ดี จึงซุ่มอยู่ไม่ไกล คาดไม่ถึงว่าเขาจะได้ยินคำว่าหย่าจากปากนาง แล้วยังเห็นนางอ่อนโยนกับอิ่นจู ซึ่งแตกต่างจากนิสัยเดิมของเฟยฮวนหรงโดยสิ้นเชิง หากเป็เฟยฮวนหรงคนเก่า นางจะต้องร้ายกาจ อารมณ์ร้อนระอุแปรปรวน ไม่ว่าผู้ใดเข้าใกล้ก็ต้องถูกแผดเผาจนไหม้ม้วย ดูอย่างอิ่นจูเป็ตัวอย่าง นางมีสภาพดีซะที่ไหน แต่ละครั้งที่เข้าไปรับใช้ ต่างมีสภาพสะบักสะบอมกลับออกมา
ฮวนหรงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ในใจล้วนหวาดกลัวเพราะไม่เคยเห็นไป๋เจี๋ยพูดยาวเท่านี้มาก่อน หากจำไม่ผิด ั้แ่นางได้ใกล้ชิดบุรุษหน้าเข้มผู้นี้ เขามักจะพูดเพียงสองสามคำเท่านั้น คือ ไม่ ไม่ และไม่! แต่ถึงจะหวาดกลัวมาก ฮวนหรงจะต้องยึดมั่นในปณิธานของตัวเอง พอนึกถึงเหตุการณ์ในวันวานที่ผิดพลาดไป ฮวนหรงบอกกับตัวเองในใจ ว่าต้องมุ่งมั่นต่อไป
ดังนั้นยามนี้แววตาหรี่แคบของนางเบิกโพลงขึ้นชั่วขณะ ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงเลือนหาย เหลือเพียงความกล้าและบ้าบิ่น ฮวนหรงจึงเปล่งเสียงแข็งกระด้างลอดไรฟันต่อหน้าไป๋เจี๋ยว่า “ข้าจะหย่า!”
อันคำล้อเลียนที่สาวใช้มักนำไปพูดคุยให้สนุกปาก ก็คือเื่ของเฟยฮวนหรงอีกนั่นแหละ ว่ากันว่าเฟยฮวนหรงนิสัยร้ายกาจน่าชัง คุณหนูสกุลเฟยเอาแต่ใจยิ่งนัก ไม่ว่าใครขัดใจนางเท่ากับหาเื่ให้ตัวเอง เพราะนางมีนิสัยเช่นนี้บ่าวในเรือนจึงหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้นางอยู่ตลอด เว้นแต่กับมิ่งไป๋เจี๋ยที่เฟยฮวนหรงไม่กล้าแสดงนิสัยร้ายกาจต่อหน้าเขา ดูก็รู้ว่านางอัดอั้นเพียงใดที่ไม่เคยได้เป็ตัวของตัวเองอย่างเปิดเผย
เพราะอย่างนี้เอง มิ่งไป๋เจี๋ยจึงพลอยรู้สึกอึดอัดตามไปด้วยเมื่อได้อยู่กับนาง ครั้นพบหน้านางทีไรก็ต้องเกิดเื่ยุ่งยาก หาเื่ดีไม่ได้ ชายหนุ่มหน้าเข้มกล้าพูดได้เต็มปากว่าแต่งกับนางเพราะการเมือง หาได้มีใจเสน่หา
ก่อนหน้านี้ไป๋เจี๋ยได้บังเอิญพบเข้ากับอิ่นจูบนทางเดิน จึงถือโอกาสนี้สอบถามนางถึงสาเหตุที่ฮวนหรงร่างกายอ่อนแอฉับพลัน โดยอิ่นจูเล่าว่า เฟยฮวนหรงเชื่อตำราโบราณเก่าแก่ ที่ว่าหากเ้าสาวเป็ผู้ปักผ้าคลุมหน้าสีแดงด้วยตนเอง จะทำให้สามีภรรยารักใคร่ปรองดองจวบจนผมขาว เพราะความเชื่อประการนี้จึงทำให้เฟยฮวนหรงหมกมุ่น สามวันก่อนเข้าพิธีฮวนหรงพากเพียรเย็บปักผ้าคลุมหน้าเ้าสาวด้วยตัวเอง คาดว่าในวันแต่งงานคงถูกลมเย็นมากเกินไป ประจวบกับสามวันที่แล้วฮวนหรงพักผ่อนน้อย จึงหมดสติได้ง่ายๆ
ไป๋เจี๋ยได้ฟังอย่างละเอียดก็พอเข้าใจได้ ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับรู้แล้วหันหลังจากไป แล้วเปล่งเสียงพูดเบา ๆ ว่า “โง่นัก! ผ้าคลุมผืนเดียวจะควบคุมข้าได้งั้นหรือ”
ยามนี้ท่าทางของฮวนหรงดูเหิมเกริมและยโสยิ่ง อย่างไรมิ่งไป๋เจี๋ยก็เป็ถึงแม่ทัพแห่งแคว้นโยวผิง ย่อมไม่ชอบให้สตรีเหนือกว่า ครั้นได้เห็นแววตาหยาบกระด้างของนางช่างดูแน่วแน่มากจริง ๆ ยามนี้ไป๋เจี๋ยอดคิดไม่ได้ ว่าฮวนหรงอาจจะแปรผันกลายเป็อื่น น้ำเสียงเข้มขึงขังดังขึ้น
“คิดว่าข้าไม่รู้หรือ ว่าเ้าแอบนัดพบชายอื่น!”
ฮวนหรงงงเป็ไก่ตาแตก นางเอาแต่ทุ่มเถียงกับตัวเองในใจ ว่านางไปนัดพบบุรุษอื่นตอนไหนกัน?