“โครงสร้างเชิงวิศวกรรมมันไม่ได้ต่างกันมากครับ ผมเลยเชื่อว่านี่คือวิธีเพิ่มยอดขายสัญญาซ่อมบำรุงผมเชื่อว่าแนวทางนี้น่าจะไปได้ครับคุณวิสูตร” เช้านี้ โจเป็นฝ่ายขอนัดคุณวิสูตรแม้ในช่วงที่ตัวเองถูกพักงาน
“ช่วงหลังเราขายผลิตภัณฑ์ของเราได้น้อยลงเพราะแพ้สงครามราคา” โจอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“ทำให้จำนวนงานระบบของเราที่ติดตั้งใหม่น้อยลง ผลกระทบโดยตรงของเราก็คืองานซ่อมบำรุงของเราก็ขายได้น้อยลงไปด้วยโดยเฉพาะความพยายามของลูกค้าที่จะเอางานซ่อมบำรุงไปทำเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายแต่ในความเป็นจริง ช่างเทคนิคของเราสามารถซ่อมบำรุงผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งของเราได้เพราะมันไม่ต่างกันมาก ผมจึงคิดว่าเราน่าจะนำเสนอลูกค้าคือเสนอขายสัญญาบริการซ่อมบำรุงระบบที่อาจจะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ของเราน่ะครับ”โจมองเห็นท่าทีกระตือรือล้นของคู่สนทนาที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“แต่แม้จะเทียบเฉพาะสัญญาให้บริการบำรุงรักษาค่าบริการเราก็แพงกว่าคู่แข่ง อะไรทำให้คุณคิดว่าลูกค้าจะเลือกเราแทนที่จะเลือกสัญญาซ่อมบำรุงที่เสนอโดยเจ้าของผลิตภัณฑ์เองหล่ะ?”คุณวิสูตรสอบทานแผนการตลาดของเขา
“ด้วยความที่เราเข้ามาในตลาดเมืองไทยก่อนคนอื่น เราจึงมีทีมซ่อมบำรุงที่ใหญ่กว่าคู่แข่งและมีประสบการณ์มากกว่า อีกทั้งผลงานซ่อมบำรุงของเราดีที่สุดในตลาดตอนนี้นะครับเรากล้ารับรอง “อะเฝละบีลอิทิ” ที่เก้าสิบห้าเปอร์เซ็น เพราะเราพิสูจน์แล้วในโปรเจคอื่นๆ ที่ผ่านมานะครับ” (ผู้เขียน - “อะเฝละบีลอิทิ” คือ availability หมายถึงความพร้อมต่อเนื่องที่ระบบทำงานโดยไม่หยุดชะงัก ด้วยเหตุใด ๆเช่นเครื่องหรืออุปกรณ์ขัดข้อง) เขาคิดไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วกับแผนการตลาดนี้
“และด้วยความที่เรามีทีมงานที่ใหญ่กว่าเวลาที่ระบบมีปัญหาหรือหยุดชะงัก เราแก้ไขและสามารถทำให้ “เทิร์นอะราวด์ ไทม์”สั้นกว่าคู่แข่งในตลาดตอนนี้ เราใช้สถิติอ้างอิงจากโปรเจคอื่นพิสูจน์ผลงานได้ครับ”(ผู้เขียน - “เทิร์นอะราวด์ ไทม์” คือ turnaround time หมายถึง ระยะเวลาในการหยุดระบบเพื่อแก้ไข และนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง)
แม้ว่าค่าบริการเราอาจจะแพงกว่าคู่แข่ง แต่การให้บริการด้วยประสิทธิภาพสูงกว่าในระยะยาวจะทำให้ระบบสามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยมีช่วงเวลาหยุดชะงักน้อยที่สุดซึ่งทำให้เกิดค่าเสียโอกาส หรือค่าขาดกำไรที่น้อยกว่า สุดท้ายแล้วเราจะไม่ได้แพงกว่าคนอื่นเพราะลูกค้าสร้างกำไรได้มากกว่าเพราะระบบต้องมีช่วงหยุดชะงักน้อยกว่าผมว่าแนวทางนี้ เราพิสูจน์ด้วยตัวเลขความคุ้มค่าได้นะครับ” แววตาของโจมุ่งมั่นเขาเชื่อเหลือเกินว่าแนวทางการทำการตลาดแบบนี้เป็นไปได้
“อืม ฟังดูน่าสนใจ และมีเหตุมีผลมากครับโจคุณมองมุมใหม่ได้น่าสนใจมาก เอาอย่างงี้แม้ว่าคุณจะพักงานอยู่และไม่ได้รับเงินเดือน แต่ผมให้คุณออกไปหาลูกค้าได้นำเสนอแนวทางนี้ได้ และหากขายได้สำเร็จผมให้ค่าคอมมิชชั่นพิเศษกับคุณเป็นรายโปรเจคไปละกันแนวทางนี้ผมน่าจะขออนุมัติจากบริษัทแม่ได้ แต่คุณต้องเข้าใจนะ ว่าถ้าขายไม่ได้ผมไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้ได้ในช่วงนี้ เพราะเราจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย” คุณวิสูตรยิ้มทั้งสีหน้าและแววตาเป็นอันสรุปว่าโจสร้างโอกาสให้ตัวเองในวันที่ถูกพักงาน หากแนวทางนี้เป็นไปได้เขาจะยังคงมีรายได้จากการเปิดตลาดใหม่ ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครในบริษัททำมาก่อน
จริงอย่างที่พ่อบอกเขาหากยังพอมีอะไรในมือที่เขาพอจะทำได้ก็ไม่มีเหตุที่ต้องกังวลนั่งจับเจ่าโทษโชคชะตาดินฟ้าอากาศซินะ เป็นอันว่าปัญหาเรื่องงานแก้ไขไปได้หนึ่งเปลาะเรื่องหัวใจหล่ะ ยังพอมีอะไรที่เขายังทำได้อีกบ้าง?
สาย ๆ วันเสาร์ เขาบอกอรว่ามีเรื่องอยากคุยด้วยขอเวลาเธอหนึ่งวัน
“เราจะไปไหนกันคะ?” เธอถามเมื่อก้าวขึ้นรถ
เขาขับรถออกจากคอนโดเธอและมุ่งหน้าเข้าเมือง “เราจะมุ่งหน้าออกมหาสมุทรอินเดียจุดหมายปลายทางคือบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของแอฟริกา วันนี้เราจะไปเกาะมาดากัสการ์กันครับ”เขาหันมาตอบคำถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อ๋อค่ะ งั้นพี่ก็มุ่งหน้าลงใต้ไปภูเก็ตบ้านพี่แล้วก็ขับรถคันนี้ออกทะเลไปตรงแหลมพรหมเทพเลยก็น่าจะได้นะคะ” เธอตามน้ำไปกับเขาทั้งสองหันมามองกันและหัวเราะพร้อมกัน “พี่โจนี่ท่าจะบ้า” เธอพึมพำ สายวันนี้การจราจรไม่หนาแน่นเขาพาเธอมาถึงที่หมายในเวลาไม่นาน
“ไหนว่าจะพาไปแอฟริกา ไหงมาแวะร้านขนมปังเกาหลีในสยามสแควร์ล่ะคะ?”เธอถามพลางเลื่อนจานเล็กออกไปด้านข้าง เปิดพื้นที่ว่างบนโต๊ะเล็กให้พนักงานยกจานขนมปังปิ้งและไอศกรีมวางบนโต๊ะพร้อมกับนมกล้วยขวดเล็ก และเครื่องดื่มเย็นอีกแก้ว เพียงเท่านี้ก็เต็มโต๊ะญี่ปุ่นที่มุมห้องริมหน้าต่างแล้ว
“แวะเติมพลังกันก่อนครับ วันนี้ถือเป็นชีทเดย์วันตามใจหนึ่งวัน ปกติผมก็งดมื้อเช้าตามที่อรแนะนำนะ คุมน้ำหนักได้มาตลอดเลย แต่ตอนนี้ยังวิ่งไม่ได้ข้อเท้าเพิ่งหายก็เลยกินตามใจหน่อยนะ ยกเว้นสักวันนะครับ”
“แต่พี่โจเดินได้ปกติดีแล้วนะคะอีกไม่นานน่าจะกลับมาวิ่งได้ ที่ว่ามีเรื่องจะคุยกับอรนี่คือจะชวนอรไปลงวิ่งรายการไหนอีกรึเปล่าคะเดี๋ยวขาหายดีแล้ว อรเป็นโค้ชให้ได้นะคะ?” เธอยิ้มพลางรินนมกล้วยออกจากขวดเล็กน่ารักใส่แก้วและเลื่อนแก้วนมไปให้เขา
“เรื่องวิ่งก็ใช่ครับ แต่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า” เขาหยิบขวดเปล่านมกล้วยยกขึ้นมา“กติกาของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือเฉพาะคนที่ถือขวดนมกล้วยเท่านั้นที่มีสิทธิพูดนะครับ” เขาเลิกคิ้ว คล้ายจะถามว่าเธอตกลงกับกติกานี้หรือไม่
“พิธีรีตองขนาดนั้นเลย โอเคค่ะ อรพร้อมฟังแล้ว”
เขานิ่งไป มองตาเธอ สูดหายใจเข้าเต็มปอดกลั้นไว้ชั่วครู่ แล้วค่อย ๆ ระบายลมออกคล้ายมีเรื่องที่พูดยากและไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง...
“เอ่อ...คือ พี่โจจะพูดวันนี้เลยมั้ยคะ?”เธอเย้ากลั้วหัวเราะ เพราะเขานิ่งไปนานมาก
“ผมชอบอรนะครับ ผมคิดกับอรมากกว่าเพื่อน และผมก็อยากคบกับอรแบบแฟนไม่ใช่แบบเพื่อน” เขาพูดประโยคนั้นแบบไม่ตะกุกตะกักราวกับซ้อมพูดประโยคนั้นในใจมาแล้วหลายรอบ การพูดอะไรแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตุ๊กตาหมีน้อยยืนหลบมุมอย่างเขาเคยทำมาก่อนเขาไม่มีทางพูดอะไรแบบนี้ได้โดยไม่ซักซ้อมมาก่อน
“พี่โจ...แต่อร..” เธอยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็ยกขวดนมกล้วยขึ้นมาชูให้เห็นตรงหน้า เธอจึงหยุด คิ้วขมวดเข้าหากัน และรอฟังเขาพูดต่อ
“และผมเชื่อว่าอรเองก็รู้สึกได้ว่าผมคิดกับอรมากกว่าเพื่อนผมอยากขอบคุณอร ที่อรไม่เคยรังเกียจผมขอบคุณที่อรเห็นคุณค่าของความเป็นเพื่อนระหว่างเรา และพยายามถนอมรักษามันไว้แม้จะรู้ว่าผมคิดยังไงกับอร” แต่ละประโยคเรียบเรียงมาอย่างดี ไม่มีความกำกวมแต่ชัดเจน
เธอทำท่าคล้ายจะพูดอะไร แต่ก็หยุดตัวเองเมื่อตาเหลือบไปเห็นขวดนมกล้วยในมือเขา
"ผมรู้ว่าอรลำบากใจ เพราะไม่อยากทำร้ายความรู้สึกผมไม่อยากให้ผมผิดหวัง และไม่อยากให้ผมคิดกับอรมากกว่าเพื่อนเพราะอรไม่ได้คิดกับผมแบบนั้น อรลำบากใจที่จะดีกับผมเพราะไม่อยากรู้สึกว่าอรทำอะไรที่เป็นการให้ความหวังกับผมเพราะอรไม่อยากทำให้ผมเสียใจ อรก็เลยบอกผมอย่างตรงไปตรงมา ว่าขอให้ผมคิดกับอรแค่เพื่อน”
“ก่อนหน้านี้ ผมไม่รู้ว่าอรมีเรื่องอะไรฝังใจแต่ผมรู้สึกว่าเราเข้ากันได้ดี และคิดไปเองว่าวันนึง เมื่อเวลาผ่านไปอรอาจจะลืมเรื่องราวเก่า ๆ เมื่อถึงวันนั้น ระหว่างเราน่าจะเป็นได้มากกว่าเพื่อน”
“แต่พอผมรู้ว่าเรื่องที่อรฝังใจนั้น คือเรื่องของพี่ทศและยิ่งเมื่อผมได้มารู้จักพี่ทศ ผมก็ไม่แปลกใจที่อรจะชอบพี่ทศนะครับ พี่ทศเป็นพี่ที่น่ารักผมเองก็ชอบพี่ทศมากเหมือนกัน ทั้งหล่อ ทั้งเก่งนิสัยดีด้วยผมไม่มีอะไรจะไปเทียบพี่ทศได้เลย”
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะพี่โจ” เธอแย้งด้วยเสียงแผ่วเบาและเป็นอีกครั้งที่เขายกขวดนมกล้วยขึ้นมา บ่งบอกให้รู้ว่าเขายังพูดไม่จบ
“และในวันนี้ที่พี่ทศกลับมา มันก็ไม่มีเหตุผลที่อรจะต้องพยายามลืมเรื่องเก่าๆ อีกแล้ว มันเป็นเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้น และผมควรจะยินดีด้วยกับทั้งอรและพี่ทศที่ได้กลับมาเจอกัน แต่ผมไม่อยากให้เรื่องดี ๆ นี้ทำให้เราต้องห่างกันผมรู้ว่าอรรู้ ว่าผมคิดอย่างไรกับอร และเพราะอรเป็นห่วงผมไม่อยากทำร้ายความรู้สึกผม อรก็เลยไม่อยากที่จะทำอะไรให้ผมเข้าใจผิดว่าเป็นการให้ความหวังหรืออะไรก็ตามอรจึงบอกผมชัดเจนให้ผมคิดกับอรแค่เพื่อน อรเป็นห่วงความรู้สึกผมนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกดีกับอรมากขึ้นไปอีก” เขาพูดวกวนเนื้อหาเดิมแม้จะซ้อมมาแล้วหลายครั้ง
“อรไม่อยากให้เราต้องห่างกัน เพราะพี่โจคือเพื่อน คือพี่ที่ดีกับอรมาตลอด” เธอผิดกติกา เพราะเป็นฝ่ายพูดโดยไม่มีขวดนมกล้วยในมือแต่เมื่อรู้ตัว เธอก็เงียบและฟังเขาพูดต่อ
“ผมเข้าใจอร และผมจะไม่ห่างไปไหนขอเพียงแค่อรไม่ต้องสนใจว่าผมจะคิดยังไงกับอร เราก็เป็นเหมือนเดิมได้ผมจะไม่เข้าใจผิด ไม่คิดไปเอง ผมเข้มแข็งพอที่จะดูแลหัวใจตัวเอง เราไปเที่ยวไปกินกันได้เหมือนอย่างที่เรามาเที่ยวกันสองคนวันนี้ เราตกลงกันแบบนี้ได้มั้ยครับ”เขาเลื่อนขวดนมกล้วยไปให้เธอ บ่งบอกว่าเขาพูดเรื่องที่อยากพูดจบแล้ว และพร้อมจะเป็นฝ่ายฟังบ้าง
เธอหยิบขวดนมกล้วยไว้ในมือ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียบเรียงสิ่งที่จะพูดชั่วครู่
“อรก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นค่ะอยากให้เราไปเที่ยวไปกินด้วยกันได้เหมือนเดิม แต่อรทำไม่ได้หรอกที่จะไม่สนใจว่าพี่จะคิดยังไง มันเหมือนเอาเปรียบความรู้สึกกันอรหวังดีกับพี่และไม่อยากให้พี่เสียใจ อรไม่สนใจว่าพี่จะคิดยังไงไม่ได้หรอกค่ะถ้าอรรู้สึกว่าพี่อาจจะคิดกับอรมากกว่าเพื่อน อรก็อาจจะจำเป็นต้องรักษาระยะห่างเพราะอรไม่อยากทำร้ายความรู้สึกพี่นะคะ” เธอปล่อยมือจากขวดนมกล้วยเขาเอื้อมมาหยิบมันไป
“กฎก็คือกฎ กติกาก็คือกติกา อรตอบคำถามผมไม่ได้ ตอนที่ถามว่าเราจะควบคุมทิศทางของบอลลูนยังไงในเมื่อมันไม่มีเครื่องยนต์ และผมได้สิทธิขออะไรก็ได้จากอร เหมือนที่อรเคยใช้สิทธิที่ผมตอบผิดเรื่องที่ว่าเรือใบล่องทวนลมได้รึเปล่าและอรใช้สิทธิในการขอให้ผมคิดกับอรแค่เพื่อน วันนี้ ผมขอใช้สิทธินั้นขอให้อรไม่ต้องสนใจว่าผมจะคิดยังไงกับอรนะครับ ไม่ต้องห่วงผมผมรับรองได้ว่าผมโตพอที่จะดูแลหัวใจตัวเอง และผมจะไม่เสียความรู้สึกหรือคิดไปเองว่าอรทำอะไรที่ดูเหมือนให้ความหวังอะไรกับผม เราเข้าใจกันและเราก็จะไปกินไปเที่ยว และไปวิ่งด้วยกันเหมือนเดิมเมื่อขาผมหายแล้ว”
“แต่พี่โจ...” เธอแย้ง แม้ว่าเขายังคงถือขวดนมกล้วย
“กฎก็คือกฎ กติกาก็คือกติกา จบแค่นี้ครับเราไม่ต้องคุยเรื่องนี้กันต่อแล้ว ถ้าอรไม่ยอมรับกติกานี้อรก็ไม่มีสิทธิที่จะขอให้ผมคิดกับอรแค่เพื่อนนะ ยอมรับกติกานะครับ จบนะ” เขายิ้มทั้งแววตาด้วยเพราะโล่งใจที่ได้พูดในสิ่งที่ต้องการจะบอก และโล่งใจที่มีความรู้สึกว่าไม่ว่ามันจะออกหัวหรือก้อย เขาคิดว่าเขาดูแลหัวใจตัวเองได้
ดวงหน้าของเธอนิ่ง มองจ้องตาเขา รอยยิ้มเริ่มแย้มที่มุมปากและค่อย ๆ ผลิดอกออกผลไปที่ดวงตา ครู่เดียวยิ้มตาหยียิงฟันที่เขาอยากเห็นก็กลับมาปรากฎอีกครั้ง“ว่าแต่... ครั้งหน้าอรว่าตั้งเป้าแค่ 15 โลก่อนนะคะ รอขาพี่หายก่อน เดี๋ยวอรจัดตารางซ้อมให้ค่ะ”
“โอ้ย อย่ามาดูถูกกัน ผมแค่ข้อเท้าแพลงนิดหน่อย อย่างผมคราวหน้าก็ต้อง ฮาฟ มาราธอนแล้วหล่ะ จะให้มาย่ำอยู่ที่ 15 โลได้ไง คนเรามันต้องพัฒนาสิครับ ผมอ่ะกล้านะแต่คนอื่นอ่ะ กล้ารึเปล่า” เขาทำหน้ายียวนกวนส้นเท้าใส่เธอและทั้งสองก็หัวเราะไปด้วยกัน รู้สึกได้ถึงความโปร่งโล่งสบาย ด้วยเรื่องที่พูดยากได้ผ่านไปแล้วและทุกอย่างกำลังจะกลับไปเหมือนเดิม
“เอ่อ ก่อนที่ผมจะลืม ว่าจะบอกอรไว้ก่อนครับ ว่าจะต้องขอยืมกุญแจคอนโดมาทำกุญแจสำรองเพิ่มอีกสักดอกพอดีผมเก็บกุญแจสำรองไว้ในลิ้นชักที่ออฟฟิศ และล็อคลิ้นชักมันเสียเลยยังเปิดลิ้นชักที่ออฟฟิศไม่ได้ ก็เลยว่าจะทำกุญแจสำรองเผื่อไว้อีกดอกครับแต่ไม่รีบ ไว้วันไหนว่าง ๆ เราค่อยเอาไปทำที่ร้านกุญแจใกล้ ๆ คอนโดก็ได้ครับ”
“ได้ค่ะพี่โจ เดี๋ยวอรช่วยจำ ว่าแต่นี่เรานั่งอยู่ร้านนี้นานแล้วนะคะเมื่อไหร่จะไปถึงมาดากัสการ์อ่ะ ตกลงมันคืออะไรคะ?”
“สบาย ๆ ไม่ต้องรีบครับ ออกจากร้าน เลี้ยวซ้ายเดินไปหน่อยและก็เลี้ยวขวา ก็ถึงแล้วครับ มาดากัสการ์ ก็แค่ปากซอยครับ”
“บ้า” เธอยิ้มให้คนบ้า
ว่าแต่... มาดากัสการ์ มันอยู่ตรงไหน?
***************