บทที่32
คำเชิญรวมพิธี
ราตรีนั้นผ่านพ้น
ใต้ต้นไม้ใหญ่สายลมพัดผ่านหลี่หยุนกำลังอยู่ในท่านั่งสมาธิตั้งแต่ในช่วงกลางวันปานทั่วทั้งร่างกายของเขาแผ่ซ่านออกมาปกคลุมร่างกายภายนอก
ระดับเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนนี้วิถีแห่งการฝึกฝนมันสามารถพัฒนาขึ้นได้โดยที่มีปัจจัยหลายๆอย่างส่งเสริม
พรสวรรค์ทางด้านร่างกายที่มีมากมายกว่าผู้อื่นเพียงเท่านั้นยังมีพวกพรรคพลังวิญญาณที่เป็นตัวส่งเสริมให้เขานะฝึกฝนวรยุทธได้เพิ่มพูนความเร็วมากขึ้นอีก
วันนี้ซินซินทางออกไปบริเวณด้านนอกมุ่งตรงไปยังเมืองต่างๆเพื่อที่จะไปซื้อของที่เขาต้องการกลับมา
หลี่หยุนได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นเขาเองก็เตรียมตัวบางอย่างเอาไว้
ท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนจะรื่นรมสายลมพัดผ่านร่างกายต้นไม้สูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังเสียงกิ่งก้านใบของมันเอนเอียงไปมากระทบการเกิดเสียง
หลี่หยุนที่กำลังนั่งอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่สัมผัสได้ถึงบางอย่างดวงตาของเขาที่มันกำลังพับปิดอยู่เปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ
ดวงตาคู่นั้นค่อยๆเปิดขึ้นมาดวงตาของเขามองตรงไปยังบริเวณด้านนอกรั้วไม้
มองไปเขาก็มองเห็นบุรุษที่คุณเคยยืนอยู่บริเวณด้านหน้าผู้ที่ยืนอยู่บริเวณด้านนอกรั้วไม้ในตอนนี้ไม่ใช่ใครอื่นเจียนเจี๋ยบุรุษผู้นั้นมายืนอยู่บริเวณด้านหน้าชะโงกหน้าชะโงกตามองเข้ามาด้านในราวกับว่ากำลังตามหาบางอย่าง
หลี่หยุนถือโอกาสในครั้งนี้ค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆปรากฏกายให้คนผู้นั้นเห็นตอนแรกเขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่มีสิ่งก่อสร้างบดบังเลยทำให้มองเห็นได้ยากเย็น
เมื่อเขาลุกขึ้นยืนอีกฝ่ายก็มองเห็นเขาได้ในทันทีคนผู้นั้นมองเห็นเขามันก็แสดงหน้าตาราวกับว่าพบเจอสิ่งที่ต้องการ
มือของมันยกสูงขึ้นราวกับว่าจะเรียกเขาไปหาหลี่หยุนใช้โอกาสนี้ในการเดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เท้าทั้งสองข้างของเขาอยู่ตรงบริเวณริมรั้วหลี่หยุนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เจ้ามาทำอันใดที่สถานที่แห่งนี้หรือว่าบทเรียนที่ข้าให้ไปศึกษาทั้งหมดแล้วอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเขาพูดออกไปเช่นนั้นผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าส่ายใบหน้าของตนเองไปมาก่อนที่จะตอบกลับอย่างรวดเร็ว“ ไม่!!! แต่ว่าที่เดินทางมาในครั้งนี้เพราะว่ามีของที่จะมามอบให้กับท่าน ”
ได้ยินเช่นนั้นเขาก็แสดงใบหน้าฉงนอย่างรวดเร็วหลี่หยุนแสดงแววตาที่สงสัยก่อนที่อีกฝ่ายจะยื่นบางอย่างมาให้กับเขา
สิ่งที่มันถูกยื่นมามันเหมือนกับสารที่ถูกใส่เอาไว้ภายในกระบอกกลมๆสีดำที่รูปร่างดูดี
แค่มองเพียงแค่ครั้งเดียวก็มองเห็นว่ามันไม่น่าจะใช่ของธรรมดาทั่วไปทั่วไปแล้วถ้าเป็นของธรรมดาทั่วไปมันจะไม่ได้ถูกส่งมาในรูปลักษณะนี้
เขาเลยประหลาดใจเล็กๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายส่งมาให้กับเขา
“ หมายความว่าอย่างไร? เจ้านี่มันคืออันใดเหตุใดจึงนำมามอบให้กับข้า?” เขาถามออกมาอย่างรวดเร็วด้วยความสงสัย
ขณะนั้นเองผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าก็ตอบกลับ“ มันคือของที่ถูกส่งมาที่สำนัก เป็นการเชิญสำนักที่อยู่ภายในเมืองล่องนภาเข้าไปร่วมพิธีการล่าสัตว์ที่จะถูกจัดขึ้น”
หลี่หยุนได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนั้นก็พูดสวนขึ้น“ พิธีล่าสัตว์แถวนั้นหรือพิธีล่าสัตว์ที่ว่าหมายถึงว่าพิธีที่ถูกจัดขึ้นโดยท่านอ๋อง?”
“ ใช่แล้วมันคือวิธีที่ถูกจัดขึ้นโดยท่านอ๋องโดยทั่วไปแล้วจะเชิญสำนักที่มีตัวตนอยู่ภายในเมืองให้เข้าร่วมสำนักของพวกเราเดินทางไปทุกๆปีแต่ในปีนี้รวมตัวของข้าก็มีเพียงแค่ศิษย์คนเดียวเท่านั้นเพราะแบบนั้นกำลังลังเลว่าจะเดินทางไปดีหรือไม่ ”
ฝ่ายพูดออกมาถึงเหตุผลในตอนนี้ที่เขากำลังแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจ
มันก็ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะแสดงใบหน้าที่หนักใจเช่นนั้นการเดินทางไปในครั้งนี้ไม่ได้แตกต่างกับการออกงานสังคมเลยแม้แต่น้อย
การที่เชิญพวกสำนักต่างๆภายในเมืองแห่งนี้มาเข้าร่วมมันเองก็เหมือนกับว่าเป็นการประเมินเหมือนว่าสำนักไหนมีกำลังพลทเยอะกว่ากัน
เรียกได้ว่าถ้าสำนักไหนมีจำนวนคนน้อยก็จะถูกจัดให้เป็นสำนักระดับล่างในตอนนี้การเดินทางไปมันเองก็เปรียบเสมือนชื่อเสียงของสำนัก
เพราะแบบนั้นเขาเลยเต็มไปด้วยความหนักใจที่ว่าจะเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ดีหรือไม่
โดยงานพิธีในครั้งนี้มันเองก็ถูกจัดขึ้นมาอีกอย่างตอนนี้สำนักเทพปฐพีก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนเมื่อก่อน
เมื่อลองดูแล้วคนภายในสำนักเหลือเพียงแค่เจียนเจี๋ยเป็นศิษย์คนเดียวเท่านั้นรวมไปถึงเจ้าสำนักก็ยังเป็นชายขี้เมาที่เอาแต่นอนแล้วก็ดื่มเหล้า
เพราะแบบนั้นสภาพการณ์ของสำนักตอนนี้ไปออกงานสังคมเช่นนั้นมันเองก็เทียบเท่ากับว่าการประณามตนเองแท้ๆ
หลี่หยุนให้ฟังเช่นนั้นเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดเช่นไรเขาจ้องมองดูของที่อยู่ภายในมือพร้อมแสยะยิ้มที่มุมปากราวกับมีความคิด
ก่อนที่จะตอบกลับผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าไป“ สำนักเทพปฐพีจะเข้าร่วมเจ้าตอบกลับไปเลยก็ได้ ”
ได้ยินเช่นนั้นผู้ที่อยู่ด้านหน้าเลยใบหน้าของตนเองขึ้นมามองด้วยความฉงน
มันอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปมากพอสมควรคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจในตอนนี้อีกฝ่ายกับตอบตกลงในการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ครั้งที่รู้ว่าจะเป็นผลเสียกับสำนัก
มันเลยทำให้ชายผู้นี้ไม่เข้าใจเลยสักนิดถึงความคิดของผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้า
“ หมายความว่าอย่างไรหมายความว่าจะให้เข้าร่วมอย่างนั้นหรือขอรับ? ทั้งที่คนภายในสำนักของเรามีเพียงแค่นี้เนี่ยนะขอรับ? ” เขาถามออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความสงสัย
หลี่หยุนพยักหน้าตอบรับกลับไป
“ แล้วตอบรับกลับไปเลยว่าพวกเราจะเข้าร่วม!!!เจ้าเองคิดมากค่ารู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เพราะแบบนั้นไม่จำเป็นจะต้องกังวล ”
หลี่หยุนทำการจัดการเกี่ยวกับปัญหาในส่วนนั้นจนเสร็จก็รีบเข้ามาขัดเกลาลมปราณภายในร่างกายของตนเองต่อ
การฝึกฝนเป็นไปอย่างต่อเนื่องด้วยการสนับสนุนหลักหลายอย่างจากทั้งปัจจัยรอบกายและปัจจัยภายใน
มันทำให้ลมปราณภายในร่างกายของเขาพัฒนาขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
สองวันถัดมา
งานเทศกาลถูกจัดขึ้นตลอดทุกราตรีในช่วงหลายวันที่ผ่านมาหลี่หยุนช่างน่าเสียดายเขาจำเป็นจะต้องมุ่งมั่นฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายของตนเองเลยทำให้ไม่สามารถไปเข้าร่วมงานเทศกาลที่ดูสนุกเช่นนั้นได้
เขาเพียงแค่ไปเดินมาในราตรีแรกเท่านั้นหลังจากนั้นทุกราตรีก็เก็บตัวฝึกฝนอยู่ภายในห้อง
เสี่ยวซานแผลที่โดนเล่นงานไปเองก็หนักหนาพอสมควรพยายามนี้ไหมว่าเวลานั้นจะผ่านไปแต่อีกฝ่ายก็ยังคงไม่ฝืนสติ
หลี่หยุนฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายของตนเองในช่วงระยะเวลา 2 วันที่ผ่านมาฝึกฝนตลอดทั้งวันทำให้ระดับฝีมือของเขาเพิ่มพูนขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
ในตอนนี้ลมปราณภายในร่างกายของเขาอยู่ในระดับขอบเขตลมปราณขั้นห้าแต่ว่าสิ่งที่มันพุ่งสูงขึ้นมันคือระดับทักษะของเขา
เพราะว่าทักษะทะลวงมารของเขาในตอนนี้อยู่ในระดับขั้นที่6 ซึ่งสามารถฝึกฝนสำเร็จมาได้ประมาณนึงแล้ว
เปิดระดับทักษะที่ขึ้นมาถึงหลายต่อหลายขั้นจากการมุ่งเน้นในการฝึกฝนเป็นเวลานานหลี่หยุนเขาเพิ่งรู้สึกถึงความสำเร็จในการขยันฝึกฝนเป็นเวลาวันละหลายๆช่วยยามติดต่อกัน
ฝีมือของเขาได้ตอนนี้รุดหน้าอย่างก้าวกระโดดผักวิญญาณที่เขาเพราะปลูกมันเองก็เป็นอาหารให้เขาได้เป็นอย่างดี
ช่วยส่งเสริมในการฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายให้พัฒนารวดเร็วขึ้นผนวกเข้ากับทักษะพรสวรรค์ที่มีทักษะเรียนรู้ที่รวดเร็วอยู่แล้วทำให้ร่างกายนี้พัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เรียกว่าระดับต้นปราณถือว่าเป็นระดับแรกสุดลมปราณนั้นไม่ได้ฝึกฝนยากเย็นการที่จะเลื่อนไปสู่ลำดับถัดไปเองก็ไม่ได้หนักหนา
มันจะแตกต่างจากระดับหลังๆอย่างสิ้นเชิง
หลังจากที่มุ่งเน้นในการฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายวันตอนนี้ช่วงระยะเวลา 2 วันตามเวลานัดหมายก็ได้เดินทางมาถึง
หลี่หยุนเดินออกมาจากห้องนอนตั้งแต่ในยามเช้าเขาสวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทชุดที่เขานั้นกำลังสวมใส่ดำทมิฬทั่วทั้งร่างกาย
หลี่หยุนแต่งกายอยู่บริเวณภายในห้องของตนเองเขาหยิบอุปกรณ์ต่างๆที่ตนเองต้องเตรียมไปนำมาใส่ร่างกาย
ว่าจะเป็นกระบี่มาให้ท้อหรือซองปริศนาที่เขานั้นเตรียมไปด้วย
เขาจัดเตรียมร่างกายทุกอย่างอยู่บริเวณด้านหน้ากระจกก่อนที่จะเดินออกไปด้านนอก
เดินออกมาก็พบเห็นเข้ากับซินซินกำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้าพร้อมแสดงแววตาที่เป็นห่วง
หลี่หยุนพยักหน้าตอบรับกลับไปแล้วพูด“ ไม่จำเป็นจะต้องกังวลเจ้าดูแลเสี่ยวซานให้ดีภายในสถานที่แห่งนั้นคนที่เข้าไปได้เป็นคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ”
“ ถึงเจ้าจะเดินทางติดตามเข้าไปด้วยแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถรอดพ้นการตรวจตราไปได้อย่างไรเสียก็มีคนอยู่มากมายคงจะไม่มีใครลงมืออย่างอุกอาจหรอก ”
เขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับพวกคนปริศนาพวกนั้นให้นางฟังว่าพวกมันจะลงมือสังหารในวันนี้แบบนั้นในตอนนี้นั่งเลยแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
อย่างไรเสียคนพวกนั้นก็เป็นยอดฝีมือที่อยู่ในระดับก่อจิตถามพวกมันยังมีจำนวนที่มากเสี่ยวซานยังพลาดท่าโดนเล่นงาน
เพราะแบบนั้นเลยกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่หลี่หยุนเขาเองก็ได้แต่แสดงรอยยิ้มพยายามเกลี้ยกล่อมให้นางนั้นอยู่ที่นี่
ก่อนที่เขาจะเดินออกไปบริเวณด้านนอกแล้วก็มุ่งตรงไปยังบริเวณงานพิธีที่ตั้งอยู่เขตนอกเมืองอย่างรวดเร็ว
หลี่หยุนเดินเท้ามุ่งตรงมาเรื่อยๆออกจากเขตนอกเมืองพบเห็นงานพิธีขนาดใหญ่ถูกจัดขึ้นบริเวณชายป่า
“ ในที่สุดก็ถึงแล้ว… ” เดินตรงเข้าไปภายในงานอย่างรวดเร็วผู้คนมากมายมารวมตัวกันภายในสถานที่แห่งนี้นับด้วยสายตายังไม่หมด
หลี่หยุนพี่เดินทางมาถึงพบเจอผู้คนมากมายรวมไปถึงคนจากสำนักคุ้มภัยด้วยเช่นกัน
….