ทั่วทั้งโพรงใต้ดินตกอยู่ในความเงียบอันน่าหวาดหวั่น
หลังจากประตูหินสั่นะเืเพียงครั้งเดียว
ไม่มีใครพูดอะไรอีก
แม้แต่ชายถือดาบที่ดูสุขุมมาตลอด ก็ยังมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ
สายตาของเขาจับจ้องประตูหินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจกล่าวเสียงต่ำ
“ถอย”
ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
ทุกคนรีบถอยออกจากบริเวณนั้นทันที
ไม่มีใครกล้าอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว
โซ่ั์ที่พันรอบประตูยังคงส่งเสียงครืดคราดแ่เบา
กระดิ่งผนึกที่เอวของสมาชิกหอเฝ้าราตรียังคงสั่นเป็ระยะ
กริ๊ง...
กริ๊ง...
เสียงนั้นเบาเหลือเกิน
แต่กลับทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเย็นไปถึงกระดูก
ระหว่างเดินกลับ
ไม่มีใครพูดอะไร
บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
แม้แต่ชายถือกระดิ่งที่ชอบบ่นอยู่ตลอด ยังปิดปากเงียบสนิท
นี่เป็ครั้งแรกที่หลินเซวียนเข้าใจอย่างแท้จริง
ว่าคนเหล่านี้กำลังกลัว
ไม่ใช่ความระมัดระวัง
ไม่ใช่ความสงสัย
แต่เป็ความกลัวจริง ๆ
ระหว่างทางกลับ
ดวงตาของหลินเซวียนเริ่มปวดหนึบ
ภาพดวงตาขนาดมหึมายังคงวนเวียนอยู่ในหัว
บางครั้ง
เขาได้ยินเสียงกระซิบดังขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ
“ผู้ถือโคม...”
“กลับมา...”
“เวลาใกล้มาถึงแล้ว...”
ทุกครั้งที่เสียงดังขึ้น
หัวใจของเขาจะเต้นแรงขึ้นทันที
เขาพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็เพียงภาพหลอน
แต่ลึกลงไปในใจ
เขากลับไม่แน่ใจอีกต่อไป
การมองเห็นสิ่งนั้น
มีราคา
และดูเหมือนว่าเขากำลังเริ่มจ่ายมันแล้ว
เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน
หอเฝ้าราตรีเริ่มเคลื่อนไหวทันที
ชายถือดาบนำทุกคนเข้าสู่ศาลาร้างกลางหมู่บ้าน
จากนั้นหยิบยันต์สีทองแผ่นหนึ่งออกมา
เขากัดปลายนิ้ว
หยดเืลงบนยันต์
ฟู่—
เปลวไฟสีฟ้าลุกขึ้นทันที
อักขระจำนวนมากปรากฏบนผิวกระดาษ
ก่อนที่แสงสีทองจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ทะลุเมฆขึ้นไป
หลินเซวียนมองภาพนั้นอย่างตกตะลึง
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นสิ่งที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก
ชายถือดาบกล่าวเพียงไม่กี่ประโยค
“พบผนึกโบราณระดับต้องห้าม”
“ขอผู้ตรวจการระดับสูงเข้าตรวจสอบ”
หลังกล่าวจบ
ยันต์ก็กลายเป็เถ้าถ่านทันที
หลินเซวียนยิ่งตระหนักชัด
เื่นี้ใหญ่กว่าที่เขาคิด
ใหญ่กว่าหมู่บ้าน
ใหญ่กว่าูเา
และอาจใหญ่กว่าทั้งชีวิตที่เขาเคยรู้จัก
ขณะเดินผ่านศาลา
เขาได้ยินคนของหอเฝ้าราตรีกำลังสนทนากันเบา ๆ
“หากเป็สิ่งนั้นจริง...”
“ดินแดนตงอวิ๋นอาจไม่สงบอีกแล้ว”
อีกคนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“หวังว่าพวกเราจะคิดมากเกินไป”
หลินเซวียนหยุดฟัง
แต่ไม่มีใครพูดต่อ
คำว่า “สิ่งนั้น” ยังคงเป็ปริศนา
และยิ่งเป็ปริศนา
ก็ยิ่งน่ากลัว
คืนนั้น
หลินเซวียนนอนไม่หลับ
ทุกครั้งที่หลับตา
เขาจะเห็นประตูหิน
เห็นโซ่ั์
และดวงตาคู่นั้น
จนกระทั่งดึกมาก
ความเหนื่อยล้าจึงพาเขาเข้าสู่ห้วงนิทรา
แต่ทันทีที่หลับ
เขากลับพบว่าตนเองยืนอยู่กลางเมืองโบราณสีดำ
ท้องฟ้ามืดมิด
พื้นดินแตกร้าว
รอบด้านเต็มไปด้วยอาคารขนาดมหึมาที่พังทลาย
ไกลออกไป
มีเซียนจำนวนมากกำลังคุกเข่า
นับหมื่น
นับแสน
จนสุดสายตา
เหนือท้องฟ้า
โซ่ั์พันเกี่ยวกันราวกับขึงฟ้าทั้งผืนไว้
และระหว่างโซ่เ่าั้
มีตะเกียงจำนวนมหาศาลลอยอยู่
นับหมื่นดวง
แสงของมันส่องสว่างท่ามกลางความมืดอันไร้ขอบเขต
จากนั้น
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ผู้ถือโคม...”
หลินเซวียนหันไปมอง
แต่ไม่เห็นผู้ใด
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“เวลาใกล้มาถึงแล้ว...”
เขากำลังจะก้าวเข้าไปหา
แต่ทันใดนั้น
ภาพทั้งหมดก็แตกสลาย
ราวกับกระจกที่ถูกทุบจนแหลกละเอียด
หลินเซวียนสะดุ้งตื่นทันที
เหงื่อเย็นชุ่มแผ่นหลัง
หอบหายใจรุนแรง
แสงแรกของรุ่งสางกำลังสาดเข้ามาทางหน้าต่าง
เขาพยายามสงบสติอารมณ์
แต่แล้วสายตากลับหยุดอยู่ที่ฝ่ามือตนเอง
บนฝ่ามือนั้น
มีอักขระสีดำจาง ๆ ปรากฏขึ้น
ราวกับถูกบางสิ่งประทับตราเอาไว้
หลินเซวียนจ้องมันอยู่นาน
แต่ไม่ว่าเขาจะมองอย่างไร
ก็ไม่อาจเข้าใจความหมายของมันได้
เช้ามืดวันนั้น
เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าหมู่บ้าน
ชาวบ้านจำนวนมากรีบออกมาดู
คนของหอเฝ้าราตรีก็เช่นกัน
บนถนนสายหลัก
มีชายผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
เขาสวมชุดคลุมสีดำเข้ม
ด้านหลังปักตราสัญลักษณ์หอเฝ้าราตรีส่วนกลาง
ไม่มีผู้ติดตาม
ไม่มีสัตว์อสูร
ไม่มีขบวนคุ้มกัน
แต่เพียงเขาก้าวเข้ามาในหมู่บ้าน
ทุกคนกลับรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
ราวกับูเาลูกหนึ่งกำลังกดทับหัวใจ
แม้แต่ชายถือดาบยังรีบค้อมศีรษะ
สีหน้าเคร่งเครียดกว่าที่เคย
ผู้มาใหม่ไม่ได้มองผู้ใด
เขาเพียงเงยหน้าขึ้น
สายตาจับจ้องูเาเื้ัหมู่บ้าน
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ผนึกระดับนี้...”
“เหตุใดจึงปรากฏในดินแดนชายขอบ”
ไม่มีผู้ใดตอบ
ลมเย็นพัดผ่านถนนสายหลัก
บรรยากาศเงียบงันอย่างประหลาด
ผู้ตรวจการก้าวเดินต่อไป
จนถึงประตูหมู่บ้าน
จากนั้นหยุดลง
เงยหน้ามองูเาอีกครั้ง
ดวงตาเย็นเฉียบราวคมดาบ
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“หากช้าไปกว่านี้...”
“คงมีคนตายอีกมาก”