ั้แ่มู่ตานแจ้งแก่สองพี่น้องว่าพร้อมจะเริ่มทำกระดาษขาย วันต่อมาทั้งสามก็ช่วยกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เฟิงเฉินก่อนออกไปรับจ้างใช้แรงงานในตลาดไท่หยางก็จะรับหน้าที่จัดหาวัสดุและจัดการงานที่ต้องใช้แรงงานต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ส่วนมู่ตานและเฟิงเออร์นั้นคือผู้รับไม้ต่อในการผลิตขั้นถัดไป หนึ่งเด็กหนึ่งหญิงสาวยามนี้ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย ทุกจังหวะของการขยับตัวเป็ไปอย่างคล่องแคล่วสัมพันธ์กันยิ่งนัก วันเวลาผ่านไปกระดาษถูกนำออกจากตะแกรงมาเรียงซ้อนกันแผ่นแล้วแผ่นเล่า จากหนึ่งกลายเป็สอง และจากสองกลายเป็สิบ เด็กน้อยแอบชำเลืองมองหญิงสาวที่ยังคงง่วนอยู่กับการร่อนเยื่อกระดาษ สลับกับกองกระดาษที่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะอย่างภูมิใจ
“พี่มู่ตานเหนื่อยหรือไม่เ้าคะ” เฟิงเออร์เดินเข้าไปใกล้ พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าเก่าซีดซับเหงื่อที่ผุดซึมขึ้นมาตามไรผมให้นาง มู่ตานส่งยิ้มอ่อนหวานพลันหยุดมือจากตะแกรงชั่วคราว
“เฟิงเออร์เด็กดียังทำงานแข็งขันนัก แล้วข้าจะเหน็ดเหนื่อยได้อย่างไร”
ดวงหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มไม่เพียงสร้างความอบอุ่นใจให้กับผู้ร่วมงานตัวน้อย แต่ยังชวนให้นึกย้อนไปถึงวันที่เจอกับมู่ตานครั้งแรก เดิมทีนางเกลียดชังเด็กเกเรในหมู่บ้านพวกนั้นนัก เพราะนอกจากมักจะตอกย้ำความเป็เด็กกำพร้าต่ำต้อยของนางแล้ว ยังถูกกลั่นแกล้งให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่พอมาวันนี้ได้แต่คิดว่าหากตัวนางไม่ถูกตัวต่อไล่ต่อยคงไม่ได้มาพบกับหญิงสาวตรงหน้า หรือในความโชคร้ายมักมีเื่ดีแอบซ่อนอยู่เสมอจริงอย่างที่ใครมักพูดปลอบใจกัน
“เฟิงเออร์เหนื่อยแล้วรึ ไปพักหน่อยดีหรือไม่ เมื่อเช้าข้าต้มน้ำเซียงหลันไว้พวกเราเข้าไปจิบสักหน่อยเถิด” มู่ตานขยับเดินไปตากตะแกรงอันสุดท้ายก่อนจะสาวเท้ากลับเข้ามาโอบไหล่น้อยเข้าไปในบ้านพร้อมกัน
“ยังไม่ได้เ้าค่ะ” เด็กน้อยขืนตัวแล้ววิ่งกลับไปรวบกระดาษที่แห้งสนิท ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้ามาในวงแขนของหญิงสาวอีกครั้ง
“ไปกันเถอะเ้าค่ะ” ดวงตาสดใสยามนี้ช่างงดงามราวกับแสงตะวันยามกระทบกับผืนน้ำยามเย็น
ผ่านยามโหย่วมาได้ไม่นานแสงอาทิตย์ก็ค่อยๆ ลดลาลับขอบฟ้าไป ซึ่งเป็่ขณะเดียวกับที่เฟิงเฉินกลับมาถึงบ้านพอดี อาหารง่ายๆ สองสามอย่างถูกวางลงบนโต๊ะ ใช้เวลาไม่นานก็ถูกกวาดเลียบลงกระเพาะของผู้หิวโชทั้งสามเป็ที่เรียบร้อย หลังจากเก็บสำรับและจัดการในครัว เฟิงเออร์ก็ทำหน้าที่ถือกระดาษที่เพิ่งทำเสร็จมาวางแทนที่ กระดาษแต่ละแผ่นล้วนมีสีขาวนวลตา อีกทั้งยังให้ัันุ่มเหนียว
“พี่เฟิงเฉินได้ของมาหรือไม่เ้าคะ” มู่ตานสอบถามถึงสิ่งที่ไหว้วานให้เฟิงเฉินหยิบยืมมาจากร้านพู่กันเซียน
“แน่นอน” เฟิงเฉินรีบไปหยิบห่อผ้าออกมา จากนั้นจัดเรียงแท่งหมึก พู่กัน และจานฝนไว้ตามลำดับ
“ข้าสอบถามมาจากเสี่ยวซีแล้ว เ้าสามารถยืมใช้ทั้งหมดนี้ได้ หากแต่พรุ่งนี้ข้าต้องนำไปคืน” เฟิงเฉินอธิบายก่อนที่จะทำหน้าที่ฝนหมึกตามขั้นตอนที่เสี่ยวซีแนะนำอย่างเก้ๆ กังๆ
“พี่เฟิงเฉินให้ข้าทำแทนเถิด” เฟิงเฉินเงยหน้ามองแล้วยิ้มเก้อ จากนั้นจึงยื่นส่งแท่งหมึกและจานฝนหมึกให้จนถึงมือ ทันทีที่รับมามู่ตานไม่รอช้าเตรียมทุกอย่างตามขั้นตอนอย่างรวดเร็ว
“เฟิงเออร์ช่วยวางกระดาษลงให้ข้าแผ่นหนึ่ง”
เฟิงเออร์ที่เฝ้ามองอยู่รีบลุกขึ้นหยิบกระดาษวางลงตรงหน้า จากนั้นมู่ตานจึงหยิบไม้ยาวประมาณ 3 ชุ่น วางทับลงบนกระดาษ ก่อนจะตวัดพู่กันเขียนอักษร แรกเริ่มนางลงน้ำหนักเพื่อให้ตัวอักษรดูมีพลัง ก่อนจะผ่อนแรงลงและค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักอีกครั้งในตอนท้าย ท่าทางที่ดูเป็ธรรมชาติของนางยามเขียนอักษรช่างเป็ภาพที่น่าดูชมนัก
“เนื้อกระดาษใช้ได้ กระดาษซับน้ำหมึกได้ดี” พูดจบมู่ตานก็ยกกระดาษออกจากไม้ทับกระดาษ “กระดาษไม่บางหรือหนาเกินไป หมึกไม่ซึมทะลุกระดาษ ใช้ได้ ใช้ได้แล้ว” ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มส่งให้ผู้อยู่รอบกายยามนี้เพลิดเพลินตายิ่งนัก
กว่าที่มู่ตานจะรู้ตัวว่าเป็คนพูดและทำทุกอย่างอยู่คนเดียวก็ยามที่บรรยากาศนั้นเงียบสนิทไม่มีการตอบสนองใดจากสองพี่น้อง นางมองไปยังดวงตาที่จ้องมาไม่กะพริบก็ชวนให้รู้สึกเก้อเขินอยู่ไม่น้อย
และใน่เวลานั้นเองนางกลับตระหนักได้ถึงการหลอมรวมระหว่างตันตันและมู่ตานคนเก่า ไม่ว่าจะเป็ความรู้ของชาติก่อน หรือทักษะของร่างเดิมนี้ล้วนสัมพันธ์ก่อเกิดให้กลายเป็มู่ตานคนใหม่ ยามนี้นางไม่ใช่ทั้งตันตันและยิ่งไม่ใช่มู่ตานคนเดิมอีกต่อไปแล้ว