"แฮ่ก แฮ่ก.. ย๊า ! " เฉินลู่ได้แต่วิ่งเล่นไล่จับภาพร่างเงาของเฉินอี้ซ้ำไปมาอยู่แบบนั้นสักพักหนึ่ง
เฉินอี้ที่เห็นเฉินลู่เริ่มออกอาการเหนื่อยแล้ว จึงใช้ท่าเท้าเทพอัสนีเป็ครั้งสุดท้าย วิ่งอ้อมไปดักทางด้านขวาของน้องชาย แล้วยกนิ้วชี้จิ้มแหย่เข้าไปตรงแก้มเล็กๆหนึ่งที
“นี่แนะ!.. ฮ่าๆ” เฉินอี้ยิ้มกล่าวอย่างหัวเราะชอบใจนัก
“อุ๊!..” เฉินลู่ร้องเสียงเล็กน่ารักเมื่อโดนพี่ใหญ่จิ้มแก้มเล่น ทันใดนั้นตนพลันมองเห็นโอกาส รีบพุ่งะโเข้าไปจับตัวของพี่ใหญ่ทันที!
"ฮั่ยย๊ะ!"
"โอ๊ะ!.." เฉินอี้เลิกคิ้วกล่าวอุทานออกมาคำหนึ่งให้กับการเล่นทีเผลอของเฉินลู่ แล้วหงายหลังล้มกลิ้งลงไปพร้อมกัน ในสภาพนอนแผ่ราบอยู่บนผืนหญ้าด้วยกันสองคนอย่างมีความสุข
เฉินลู่ที่ทำสำเร็จแล้ว พลันยิ้มกว้างกล่าวออกไปด้วยใบหน้าดีอกดีใจว่า “ไชโย!..ในที่สุดข้าก็จับตัวพี่ใหญ่ได้แล้ว! อ่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า..” เด็กน้อยนอนชูมือสองแขนขึ้น ะโกล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
“ฮ่า ฮ่า เ้าเก่งมากเสี่ยวลู่ พี่ใหญ่คนนี้แพ้ให้เ้าแล้ว..”เฉินอี้ยิ้มกล่าวหัวเราะขบขัน พลางเอามือลูบหัวน้องชายตัวเองอย่างอ่อนโยน
"อะ แหะๆ.." เฉินลู่หลับตายิ้มแก้มปริท่าทางขวยเขินให้กับพี่ใหญ่อย่างมีความสุข
เฉินอี้พยุงตัวน้องชายลุกขึ้นยืน พลางกล่าวบอกไปขณะที่จับหัวเฉินลู่อย่างนุ่มนวลว่า “เอาล่ะเสี่ยวลู่.. พวกเราเล่นกันพอเท่านี้ก่อน ไว้เราค่อยมาเล่นกันต่ออีกทีคราวหน้านะ”
"เอ๋ ! ทำไมล่ะพี่ใหญ่ ! ข้ายังอยากจะเล่นต่ออีกนะ นะ น้าาา.."เฉินลู่ทำหน้ามุ่ยขึ้นกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ แสดงสีหน้าท่าทีออดอ้อนต่อพี่ใหญ่ของตัวเอง
เฉินอี้ที่เห็นท่าทางน้องชายของตัวเองเป็เช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวกล่าวหัวเราะออกไปว่า “ฮ่า ฮ่า..ไม่ได้หรอกนะเสี่ยวลู่ เพราะว่า..” เขาหยุดลงพลางผินใบหน้าแววตาเรียบเฉย...ไปตรงทางฝั่งที่มีพ่อลูกตระกูลหลินยืนอยู่ แล้วกล่าวต่อ “เหมือนพวกเราจะมีแขกมาหาน่ะสิ..”
เฉินอี้รับรู้ถึงการมาของพวกเขาสองคนนานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมายังทำเป็ไม่สนใจก็เท่านั้น เพราะกำลังเล่นสนุกกับน้องชายเฉินลู่ผู้น่ารักน่าชังคนนี้อยู่
เฉินลู่ที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วจึงหมุนใบหน้าดวงน้อยๆ หันสายตากลมโตมองไปตามทิศทางเดียวกันกับพี่ใหญ่ แล้วกล่าวอย่างเอะใจขึ้นว่า
“อ่ะ!..จริงด้วยคนพวกนั้นเป็ใครกันน่ะ?..”
ความสงสัยได้ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของตัวเฉินลู่น้อย เพราะเพิ่งจะเคยพบเจอกับทั้งสองคนนี้เป็ครั้งแรก
“พี่ใหญ่คาดว่าน่าจะเป็ท่านผู้นำประมุขตระกูลหลินที่มาหา.. เ้าก็อย่าลืมกล่าวทักทายพวกเขาล่ะ..” เฉินอี้กล่าวบอกด้วยใบหน้ายิ้มบาง
เมื่อสังเกตจากภาพลักษณ์ภายนอกที่สง่าผ่าเผย ดูน่าเกรงขามของบุรุษชายร่างกำยำสูงใหญ่ผู้นี้แล้วลองเอามาเปรียบเทียบกับความทรงจำของเฉินอี้คนเก่า เมื่อครั้งสมัยที่ยังเป็เด็กอยู่ก็พอจะรู้ได้เองว่าเขาคือใคร.. ส่วนสตรีสาวหน้าตาสละสลวยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็คงจะเป็บุตรีของเขาที่มีนามว่าหลินฉีหนิง
"คนพวกนี้คงจะรู้ว่าข้ากลับมาั้แ่เมื่อวานแล้วสินะ.." เฉินอี้กล่าวในใจขณะลอบสังเกตพวกเขาจากระยะไกล
เฉินอี้คาดการณ์มาก่อนแล้วว่าพวกคนตระกูลหลินจะต้องรีบเดินทางมาที่ตระกูลเฉินในเร็ววัน เพื่อทำการถอนหมั้นเขา.. จากข่าวลือเื่ความเป็ความตายของเขาที่ได้รู้มาจากหลิวเย่
"เหหห อย่างงั้นเองหรอกหรอ" เฉินลู่ตอบรับคำกล่าวของพี่ใหญ่ จากนั้นเหลือบสายตาไปมองเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งเข้า แล้วพลันกล่าวอย่างใขึ้นว่า "โหหห! พี่สาวคนนั้นช่างงดงามยิ่งนัก! หรือว่าพี่คนนั้นจะเป็คนรักของพี่ใหญ่กัน?.." น้ำเสียงใสซื่อบริสุทธิ์ได้ออกมาจากความไม่ประสีประสาของเด็กน้อย
“ฮ่า..ฮ่า..ก็คงจะเป็แบบนั้นล่ะมั้ง..” เฉินอี้เงยหน้าขึ้นกล่าวหัวเราะ พลางหรี่สายตามองลง...เพ่งพิจารณาไปที่ตัวหลินฉีหนิงอย่างจริงจังถี่ถ้วน... นี่ไม่ใช่เพราะความงามอันน่าหลงใหลของนาง แต่เป็ที่ระดับบ่มเพาะลมปราณที่นางมี!
“ระดับหลอมลมปราณขั้นที่ 4 งั้นหรือ.. อีกทั้งยัง..” เฉินอี้กล่าวในใจขณะมีสีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง เห็นได้ชัดถึงพร์ที่ตัวนางมีไม่แพ้ผู้ใด
ในส่วนของด้านหลินเหิงอี้ที่ยังคงมีสีหน้าเหม่อลอย ยืนจ้องมองพวกเฉินอี้อยู่เนิ่นนานไม่ขยับไปไหน เอาแต่พยายามนึกภาพบุคคลจากภายในความทรงจำของตนเองอยู่ว่า
เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าข้าผู้นี้เป็ใครกัน?..เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเขาในตระกูลเฉินมาก่อน?..
่เวลาหลายปีที่ผ่านมา หลินเหิงอี้ได้แต่ยุ่งอยู่กับการทำงานในฐานะผู้นำของตระกูลหลิน จนแทบจะไม่ไมีเวลามาพบปะคนตระกูลเฉินเหมือนเมื่อก่อน ั้แ่สมัยที่ได้หมั้นหมายกับหลินฉีหนิงแล้ว จึงทำให้ไม่สามารถจดจำลักษณะรูปร่างหน้าตาของหลานเขยตัวเองได้แน่ชัดนัก
เฉินอี้ในตอนนี้ได้ก้าวเท้าเดินมาอย่างช้าๆ แล้วหยุดลงกล่าวคำทักทายประมุขตระกูลหลิน ขณะที่มีเฉินลู่อิงแอบอยู่ด้านหลังด้วยความเขินอายต่อพี่สาวหลินฉีหนิงผู้งดงาม
"ข้าน้อยเฉินอี้ขอคารวะท่านผู้นำตระกูลหลิน ข้ารู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้พบกับท่านในวันนี้..ต้องขออภัยด้วยที่ข้าไม่ได้มากล่าวคำทักทายท่านโดยเร็ว” เฉินอี้โน้มตัวมือประสานขึ้นกล่าวคำนับลงอย่างนอบน้อม แล้วหันใบหน้ายิ้มบางไปกล่าวแนะนำตัวน้องชายตนเอง ขณะที่ยังอยู่ในท่าเดิมต่อว่า “ส่วนเด็กที่อยู่ด้านหลังก็คือน้องชายของข้าเองนามว่า เฉินลู่”
เฉินลู่ได้ค่อยๆเยื้องตัวออกมาจากด้านหลัง แล้วก้มใบหน้าน้อยๆลงกล่าวคำนับตามพี่ใหญ่ด้วยท่าทางเคอะเขินติดขัดว่า “ขะ ข้าน้อยเฉินลู่ คารวะท่านผู้นำตระกูลหลิน ข้าน้อยเองก็ยินดีที่ได้พบกับท่านด้วย” น้ำเสียงเล็กน่ารักของเด็กกล่าวออกมาอย่างไร้เดียงสา
หลินเหิงอี้เมื่อได้รู้ก็เบิกตาโพรงโต พลันเงยหน้าขึ้นกล่าวหัวเราะด้วยความกระจ่างว่า “ฮ่า ฮ่า ฮ่า นึกว่าใครที่ไหน..ที่แท้ก็หลานเฉินอี้กับหลานเฉินลู่นี่เอง" เขายกมือกล่าวอย่างอารมณ์ดีไปอีกว่า "ไม่เป็ไรหรอกไม่ต้องใส่ใจ ข้าเองก็ดูเ้าแสดงทักษะเมื่อครู่อย่างเพลิดเพลินเหมือนกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
หลินเหิงอี้ไม่นึกเลยว่าเฉินอี้ที่เป็คู่หมั้นบุตรสาวตนเองจะมีทักษะวิชาติดตัวที่น่าทึ่งเพียงนี้ มันจึงทำให้รู้สึกชอบอกชอบใจเป็อย่างมากนัก ซึ่งแท้จริงแล้ววันนี้เขาตั้งใจจะมาคุยเื่การถอนหมั้น และเพื่อที่จะมายืนยันข้อเท็จบางอย่างเกี่ยวกับข่าวลือต่างๆนาๆของเฉินอี้ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็อย่างนั้นซะทีเดียว..
เฉินอี้หันหน้าตาเรียบเฉยมองไปทางหลินฉีหนิงที่ยืนอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวทรงเสน่ห์ แล้วเริ่มกล่าวทักทายนางออกไป “ทางนี้คงจะเป็แม่นางหลินฉีหนิง..ข้าก็ยินดีที่ได้พบกับเ้าเช่นกัน”
"..." หลินฉีหนิงเพียงยืนนิ่งเฉยด้วยสีหน้าท่าทางไร้อารมณ์ แววตาสาดประกายความเ็าของนางยังคงจับจ้องมาที่เฉินอี้อย่างไม่ละสายตา
เฉินลู่ที่ยืนอย่างเขินอายแก้มแดงก็กล่าวทักทายนางด้วยความใสซื่อว่า “ข้า..เฉินลู่..ยินดีที่ได้พบพี่สาวหลินคนสวยด้วยเช่นกัน”
เฉินอี้กับหลินเหิงอี้ต่างยิ้มให้เฉินลู่อย่างเอ็นดูขบขัน
แต่แม่นางหลินฉีหนิงนั้นยังคงเงียบนิ่งเฉยหลับตาเฉยชาอยู่แบบนั้นเหมือนเดิม..
"เฮ้อ" หลินเหิงอี้เห็นแล้วก็ต้องถอนหายใจกล่าวอย่างออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าขอโทษแทนที่บุตรสาวของข้าเสียมารยาทต่อพวกเ้าด้วยนะ..นางก็เป็แบบนี้แหละ..ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก”
เฉินอี้ก็ยิ้มพยักหน้ากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ“ไม่เป็อันใดท่านประมุขหลินข้าเข้าใจ..พวกเราอย่ามัวแต่ยืนคุยกันอยู่ตรงนี้เลย..ข้าขอเชิญพวกท่านเข้าไปคุยที่ด้านในกันดีกว่า”
หลินเหิงอี้พยักหน้า “อื้ม..ข้าขอโทษด้วยที่มาก่อนที่ได้กำหนดไว้หนึ่งวัน..วันนี้พวกข้าขอรบกวนพวกเ้าตระกูลเฉินด้วย”
หลังจากประมุขหลินกล่าวเสร็จเฉินอี้และเฉินลู่ร์ก็เดินนำเข้าไปในบ้านตระกูลเฉินตามมาด้วยพ่อลูกตระกูลหลินเดินมาอย่างไม่ห่าง
ระหว่างเดิน..หลินฉีหนิงที่เงียบอยู่นานหลังจากตกตะลึงที่ได้เห็นทักษะของเฉินอี้ก็เอ่ยปากนวลขาวหยกกล่าวนุ่มนวลเสียงเบาขึ้น“ท่านพ่อ..มันใช้ท่าร่างเคลื่อนไหวอันใดกัน!?..ท่านเคยเห็นมันมาก่อนหรือไม่?..”
หลังจากได้ยินคำถามนี้หลินเหิงอี้มองดูแผ่นหลังของเฉินอี้หรี่ตาลงขมวดคิ้วส่ายหัวกล่าวเสียงค่อย“ไม่..ข้าไม่เคยพบเห็นท่าร่างนี้จากคัมภีร์ทักษะใดมาก่อนเลย..มันจะต้องเหนือยิ่งกว่าคัมภีร์ระดับจิตหรือแม้แต่ปฐีแน่ๆ..”หลินเหิงอี้คาดเดาจริงจัง
หลินฉีหนิงที่ได้ยินว่าเฉินอี้คู่หมั้นอาจฝึกคัมภีร์ทักษะวิชาที่เหนือกว่าตนก็เกิดประกายแววตาที่ลังเลขึ้น..
ตัวเองที่มาถึงบ้านตระกูลเฉินในวันนี้..ตั้งใจจะมาเพื่อขอถอนหมั้นมันแท้ๆ..แต่กลับมีความรู้สึกลังเลขึ้นมาซะได้ทั้งที่ในอดีตตนเคยได้ยินข่าวลือชื่อเสียงแย่ๆของมันว่าเป็คนเ้าชู้ชอบเอาแต่เที่ยวไปมาไม่คิดสนใจฝึกวรยุทธ์อย่างจริงจังแท้ๆ
นางในตอนนี้ที่ได้เห็นตัวจริงของมันดันแตกต่างออกไปจากที่เคยได้ยินมาลิบลับจะรู้สึกลังเลก็ไม่แปลกอะไร
หลินฉีหนิงคิดกล่าวในใจ“ไม่ว่ายังไง..ข้าก็ต้องถอนหมั้นมันในวันนี้ให้ได้..เพราะข้าจะต้องกลายเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์ในดินแดนแห่งนี้..ไม่มีเวลาว่างมาคิดสนใจในตัวของบุรุษหรอก!” ตนคิดตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้ว
เฉินอี้ที่ได้ยินพ่อลูกตระกูลหลินกระซิบกันก็เพียงยิ้มบางไม่กล่าวอันไดเดินเข้าไปข้างในต่อจนถึงห้องรับแขก..แล้วพวกมันก็ได้พบกับเฉินเหว่ยหงที่ยิ้มหน้าบานเดินผ่านทางมายังห้องรับแขกพอดี
เฉินเหว่ยหงหยุดลงเมื่อเห็นพวกหลินเหิงอี้จึงยิ้มกล่าวทักทาย “อ่าว!..พี่หลินยินดีที่ได้พบท่าน..ใยท่านมาที่นี่ไวปานนี้ก่อนถึงวันกำหนดหล่ะ?”เฉินเหว่ยหงรีบมากล่าวพลางจับมือกับสหายสนิทผู้นี้ทันที
หลินเหิงอี้ได้จับมือทักทายก็หัวเราะกล่าว“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..วันนี้พวกข้ามีเื่สำคัญต้องมาพูดให้ได้น่ะ..ยังไงก็ขอรอกวนด้วยนะท่านเ้าเมือง..หืม!?..” ทันใดนั้นมันก็ััได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในตัวเฉินเหว่ยหงได้
เฉินอี้หันมองไปยังบิดาตนก็เพียงยิ้มมุมปากกล่าวในใจ“งั้นเหรอ..ท่านพ่อใช้โอสถฟื้นฟูพลังลมปราณที่ข้าให้ไปแล้วสินะ..”
หลินเหิงอี้กล่าวถามอย่างตระหนก“ท่านเ้าเมืองเฉิน..ระดับพลังบ่มเพาะของท่านใยเพิ่มขึ้นถึงเพียงนี้!?..”
“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ตอนนี้ระดับพลังลมปราณข้าเพิ่มขึ้นเป็แก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้นที่4 แล้วล่ะนะพี่หลิน..ฮ่า..ฮ่า” เฉินเหว่ยหงกล่าวะเิหัวเราะอย่างมีความสุขต่อหน้าสหายผู้นี้
โอสถฟื้นฟูพลังลมปราณนั้นไม่เพียงช่วยเพิ่มพลังลมปราณบ่มเพาะให้ได้เต็มอย่างเดียว..แต่ยังช่วยผู้ที่ตันเถียนอยู่ในจุดตีบตันใกล้ทะลวงสามารถที่จะทะลวงพลังบ่มเพาะขึ้นไปอีกขั้นได้ด้วยนี้คือความพิเศษของโอสถระดับเต็ม10 ส่วนเท่านั้นระดับต่ำลงมาไม่อาจทำแบบนี้ได้มันถึงป็นสมบัติล่ำค่าที่ใครๆต่างก็้า..
หลินเหิงอี้เห็นสหายสนิทของตนก้าวหน้าไปอีกขั้นยิ่งกว่าก็ตื่นตระหนกประหลาดใจไปพักหนึ่ง..มันเป็เพียงผู้มีระดับพลังแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้นที่3 ซึ่งต่ำกว่าของเฉินเหว่ยหงในตอนนี้แล้ว..
หลินเหิงอี้มันเริ่มคิด
“ไม่เพียงแค่บุตรชายเ้าเมืองเฉินเหว่ยหงมันจะมีทักษะที่เหนือธรรมดาแต่ตัวมันเองยังเพิ่มระดับพลังยุทธ์ขึ้นไปอีกขั้นด้วย..ตระกูลเฉินตอนนี้มันเกิดเื่อะไรขึ้นกัน!?”
ในวันนี้หลินเหิงอี้จำเป็ต้องมาถอนหมั้นกับตระกูลเฉินตามที่บุตรสาวตนหลินฉีหนิงขอร้องไว้แท้ๆไม่ต่างกับการกลับคำพูดที่ตนเคยให้ไว้ในอดีตว่ามันสัญญาจะยกบุตรสาวของตนให้กับบุตรชายของเฉินเหว่ยหงแต่งงานเมื่อมีอายุครบ15 ปี ซึ่งจะเป็อีก 1 ปีต่อจากนี้ทำให้ตนต้องลำบากใจมากพอแล้ว..ยังมีเื่เหล่านี้อีกก็ยิ่งทำให้คิดหนักกล่าวคำยากเข้าไปใหญ่
ตอนนี้หลินเหิงอี้กำลังยืนขมวดคิ้วคิดบางอย่างอยู่..ขณะเดียวกันเฉินเหว่ยหงที่กำลังหัวเราะอยู่ก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวของเฉินอี้..มันจึงหยุดหัวเราะจ้องตาโตไปเฉินอี้ฉับพลันทันที
เฉินอี้ที่รู้สึกได้ถึงการจ้องมองนี้ของเฉินเหว่ยหงก็เข้าใจได้ทันทีพลางคิด“ท่านพ่อคงััได้ถึงการเลื่อนระดับขั้นพลังยุทธ์ในกายของข้าแล้วสินะ..แต่คงต้องห้ามไม่ให้ท่านพ่อกล่าวต่อหน้าพวกตระกูลหลินก่อน”
เฉินอี้คิดเสร็จพลันเอานิ้วชี้ขวาตั้งตรงไว้ที่ปากตน“ชู่วๆ” เป็การบอกในๆไปให้เฉินเหว่ยหงว่า“ท่านช่วยเงียบเอาไว้ก่อน..อย่ากล่าวอะไรออกไปหล่ะ!”
เฉินเหว่ยหงเห็นท่าทางของเฉินอี้ที่พยายามบอกตนแล้วจึงเข้าใจได้ทันทีไม่ได้โหวกเหวกกล่าวอันใดออกไป
หลินเหิงอี้ที่เห็นท่าทางผิดปกติของเฉินเหว่ยหงสหายสนิทมันก็ทำหน้างงกล่าวถามออกไป“ท่านเ้าเมืองเฉินมีอะไรเกิดขึ้นรึ?”กล่าวเสร็จพลางขมวดคิ้วมองไปยังตัวเฉินอี้ตามทิศทางที่เฉินเหว่ยหงมองอยู่
ตัวมันหลินเหิงอี้ที่ไม่รู้ถึงอดีตพลังปราณของเหิงอี้จึงไม่รู้สึกสงสัยอันใดกับระดับของมันในตอนนี้
ส่วนหลินฉีหนิงก็ไม่เคยสนใจในตัวเฉินอี้อยู่แล้วแถมระดับยังต่ำกว่าตนอีกเลยไม่คิดอันใด
“อ่ะ!..ไม่มีอะไรหรอก..อย่าใส่ใจเลย..ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า” เฉินเหว่ยหงที่รู้ตัวก็หัวเราะกลบเกลื่อนแล้วถามหลินเหิงอี้“ว่าแต่พวกท่านมาวันนี้มีธุระอะไรรึ?”ตัวมันรู้อยู่แล้วแต่ก็ยังถามออกไปเพื่อเปลี่ยนเื่
หลินเหิงอี้ก็ทำสีหน้าลำบากใจกล่าวออกยาก“ที่พวกข้ามาในวันนี้..คือ..ว่า..” หลินเหิงอี้มันยังทำใจไม่ได้จริงๆ
หลินฉีหนิงที่เงียบอยู่ก็กล่าวแทนด้วยใบหน้าเ็า“ตัวข้า้ามาถอนหมั้นกับเฉินอี้ที่ตระกูลเฉินแห่งนี้!..” นางกล่าวเสียงที่ค่อนข้างดังชัดเจน
ทุกคนในห้อง..ต่างเงียบลงพักหนึ่งทำให้บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้น
เฉินอี้ก้มหน้ายิ้มบางกล่าวต่อนางเป็คนแรก
“ข้าตกลงที่จะถอนหมั้นกับเ้า..”
เฉินเหว่ยหงและหลินเหิงอี้ต่างต่างสะดุ้งใกับการตกลงถอนหมั้นนี้ของเฉินอี้..พวกมันยืนนิ่งเหงื่อตกไม่กล่าวคำใดเพียงจ้องมองเฉินอี้และหลินฉีหนิงสลับไปมา
หลินฉีหนิงแปลกใจนิ่งจ้องมองเฉินอี้มันไปพักหนึ่ง..ตนคิดในใจก่อนหน้าว่า..มันน่าจะไม่ยอมที่จะถอนหมั้นตนง่ายๆซะอีก..แต่กลับบอกถอนง่ายๆซะงั้น!?
เฉินอี้ยิ้มให้กับท่าทางการตอบสนองของนาง“งั้นเื่นี้ก็คงจบไปแล้วสินะ..” พลันกล่าวเปลี่ยนเื่ด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น“งั้นข้าขอถามอะไรเ้าอย่างหนึ่ง..เ้ามี “กายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธิ์”สินะ?..แถมทุกคืนที่พระจันทร์เต็มดวงร่างกายภายในหัวใจเ้าจะหนาวสั่นทรมานจนขยับไม่ได้เลยอีกด้วยใช่มั้ย?”
คำถามนี้ของเฉินอี้ต้องทำให้หลินฉีหนิงตกตะลึง..ดวงตาที่นิ่งเย็นเป็น้ำแข็งของนางนั้นมีระลอกคลื่นสั่นไหวเกิดขึ้นทันที..