ใบปลิวใต้ดิน
เสียงเครื่องพิมพ์เถื่อนก้องในห้องใต้ดินเก่าแก่กลิ่นหมึกฉุนคละคลุ้งไปทั่วโดมินิโคกับลูกน้องผลัดกันหยิบกระดาษขึ้นมาตากบนราวเหล็กที่ขึ้นสนิมตัวอักษรสีดำตัดกับพื้นขาวเรียบง่ายแต่ชัดเจน
“Pop Mom II ไม่ใช่เครื่องมือ”
ใบปลิวเหล่านี้จะถูกซ่อนในกระสอบแป้งส่งออกไปยังตลาดย่านแรงงาน พับเล็ก ๆ ยัดใส่กล่องนมที่เด็ก ๆ ถือเดินเล่นหรือไม่ก็แอบเขียนกำแพงในซอกหลืบให้ใครสักคนอ่านเจอโดยบังเอิญ
นกน้อยในสลัม
เรมิโอกลับจากทำงานโรงงานเดินเข้ามายังห้องใต้ดินในโกดังลับ สายตากวาดมองไปยังเหล่าอาสาสมัครแรงงานที่ช่วยกันโรเนียวใบปลิวปลุกระดม หนึ่งในนั้นคือ ซอนญ่าคนที่เขาห่วงใยดั่งน้องสาวแท้ ๆ เหตุการณ์มันเริ่มจากวันนั้น....
เสียงกลองเหล็กดังลั่นในย่านโรงงานยามค่ำไฟจากการจราจลคราวนั้นยังติดตาคนจำนวนมากคืนที่กลุ่มแรงงานถูกปราบปรามด้วยกำลังปืนบนถนนสายเล็กมีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งหนีตายไปพร้อมฝูงชน เธอถูกเศษกระจกบาดแขนเืไหลซึมลงมาตามท่อนแขนขาวจนเปื้อนเสื้อผ้าราคาถูกที่ขาดวิ่น
“ช่วยที…!”เธอร้องด้วยเสียงแหบพร่าก่อนจะล้มลงตรงหน้าแรงงานหนุ่มผู้กำลังรีบพยุงเพื่อนาเ็อีกคน
คืนนั้นเองที่ชะตาของ ซอนญ่า กับ เรมิโอ เริ่มพันกัน จากหญิงสาวที่ไม่เคยมีใครรู้จักเธอถูกนำตัวลงไปพักรักษาที่ฐานใต้ดินของกลุ่มแรงงาน โดมินิโคให้คนทำแผลคร่าว ๆแล้วปล่อยให้นอนบนเตียงไม้แคบ ๆ ข้างลังเสบียง
เช้าวันต่อมาแรงงานหนุ่มได้เห็นชัดเจนเป็ครั้งแรก—เด็กสาวตรงหน้าไม่ต่างอะไรจากนกน้อยที่พลัดหลงมาในรังหมาป่าใบหน้าซีดเซียว ดวงตาโตใสคลอด้วยน้ำตา แต่รอยยิ้มบาง ๆ ยังคงฝืนปรากฏอยู่“ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้เมื่อคืน ไม่อย่างนั้น…คงตายไปแล้ว”
จากวันนั้นมาเธอเริ่มกลายเป็ส่วนหนึ่งของฐานลับอย่างเงียบ ๆ
ค่ำคืนหนึ่งขณะทุกคนกำลังพับใบปลิวบนโต๊ะยาว ซอนญ่าก็นั่งพับกระดาษอย่างตั้งใจเธอทำงานเหมือนคุ้นเคยมานาน ไม่เคยปริปากบ่น ริมฝีปากเล็ก ๆยังร้องทำนองเพลงเก่าของแรงงานเบา ๆ จนคนรอบข้างแอบฟังแล้วยิ้ม
แรงงานหนุ่มอดถามไม่ได้“ทำไมเธอต้องมาเหนื่อยอยู่ที่นี่ ทั้งที่น่าจะหาทางออกไปได้ง่ายกว่า”
เธอเงยหน้าขึ้นรอยยิ้มเศร้าน้อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า “ฉันยังมีพ่อกับแม่ที่ป่วยต้องทำงานทุกวันส่งเงินไปให้ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีข้าวให้กิน…แล้วยังมีน้อง ๆอีกสองคน ที่ไม่ได้เรียนหนังสือสักคน” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะเสแสร้งมันเต็มไปด้วยความอัดอั้นจากชีวิตจริง “บางครั้งฉันอยากร้องไห้ แต่ถ้าฉันร้องแล้วใครจะหาข้าวให้ครอบครัวล่ะ”
คำพูดเรียบง่ายนี้ทำให้เรมิโอนิ่งไปเขาเคยคิดว่าชีวิตตัวเองลำบากแล้ว แต่เด็กสาวคนนี้กลับดูเหนื่อยยิ่งกว่าถึงกระนั้น เธอยังมีรอยยิ้มให้ทุกคนเสมอ
คืนฝนตกอีกคราวหลังช่วยกันเก็บใบปลิวใส่ลังไม้จนมือเปื้อนหมึกดำ ซอนญ่านั่งลงบนขั้นบันไดโลหะเก่าเธอมองหยดน้ำฝนรินผ่านหลังคาสังกะสี แล้วหันไปบอกแรงงานหนุ่มด้วยเสียงนุ่มนวล“บางทีฉันก็อยากมีบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ฝนไม่รั่ว แค่นั้นก็ดีพอแล้ว”
ชายหนุ่มมองเธอนิ่งแววตาสับสน เขาอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยภาพของคุณครูสาวที่เขาไม่อาจลืมได้รอยยิ้มของซอนญ่าทำให้หัวใจเขาหวั่นไหว แต่ในส่วนลึกก็รู้สึกผิดที่ปล่อยให้ตัวเองหวั่นไหวต่อคนที่ไม่ใช่เธอคนนั้น
ซอนญ่าก้มหน้าลงอย่างไม่ให้เขาเห็นริมฝีปากที่เหมือนกำลังยิ้มกลับสั่นไหวเล็กน้อย เธอเงียบไปนานก่อนจะเปล่งเสียงเบาหวิว “ไม่เป็ไรหรอก…ฉันรู้ตัวดี ว่าฉันไม่เคยอยู่ในสายตานาย”
ประโยคธรรมดานั้นทิ้งาแเล็กๆ ในใจแรงงานหนุ่มทันที เขาได้แต่นั่งเงียบปล่อยให้เสียงฝนซัดลงบนสังกะสีดังกลบทุกความรู้สึก
ภาพสุดท้ายในค่ำคืนนั้น ซอนญ่านั่งก้มหน้า พับใบปลิวอย่างสงบเหมือนทุกวันร่างบางสั่นเพราะหนาว แต่ดวงตายังคงเปล่งประกายอบอุ่นอย่างน่าประหลาดจนแรงงานทั้งหลายเริ่มเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่งในสลัมไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเื้ัรอยยิ้มนั้น…ซ่อนความจริงอันใหญ่หลวงเอาไว้
การกลับมาของปิเอโตร
อีกฟากของเมืองในห้องโถงแก้วใสของตระกูลชั้นสูง งานเลี้ยงยามค่ำเล็ก ๆกำลังดำเนินไปด้วยเสียงเครื่องดนตรีสังเคราะห์อ่อนหวานจูเลียน่าถูกบังคับให้มานั่งร่วมโต๊ะกับครอบครัวอัลฟอนโซ เธอพยายามเก็บอารมณ์แต่ทุกคำสนทนาที่เต็มไปด้วยการยกยอและการเมืองกลับทำให้เธออึดอัด
“จูเลียน่า”เสียงชายหนุ่มดังขึ้นข้างหลัง เธอหันไปและเห็น ปิเอโตร ก้าวเข้ามา เขายังคงเป็คนเดิม—สูง โปร่งแต่งกายสุภาพสมบูรณ์แบบ แววตาอบอุ่นแต่แฝงด้วยความมั่นใจเขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ตั้งใจเกินไป“นานเหลือเกินที่เราไม่ได้เจอกัน…ั้แ่ยังวิ่งเล่นในสวนหินของทำเนียบ”
ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นในใจจูเลียน่า พวกเขาเคยเป็เพื่อนเล่นกันจริง ๆ สมัยเด็ก แต่เมื่อโตขึ้นโลกก็แยกเส้นทางอย่างสิ้นเชิงเธอรู้ว่าเขามองเธอไม่ใช่เพื่อนอีกแล้ว—แต่เป็ว่าที่คู่หมั้นที่ “เหมาะสม”ที่สุดในสายตาทั้งสองครอบครัว
ปิเอโตรโน้มตัวลงเล็กน้อยเสียงเบาจนมีแต่เธอได้ยิน
“ฉันอยากให้เธอกลับมาอยู่ข้างฉันโลกนี้มันไม่ปลอดภัยเกินไปสำหรับคนที่ดื้อดึงจะเดินทวนสายลม”
คำพูดนั้นไม่ใช่การขอร้องแต่คือการย้ำสิทธิ์ที่เขาคิดว่าตนควรมี
จูเลียน่าฝืนยิ้มรู้ว่าต้องตอบอย่างระมัดระวัง เพราะรอบตัวเต็มไปด้วยสายตาของผู้ใหญ่ที่คาดหวัง
ปิเอโตรจิบไวน์แล้วมองจูเลียน่าเขาบอกกับพ่อแม่เสียงนิ่งแต่หนักแน่น
“ไม่ว่าจะอย่างไรจูเลียน่าจะต้องอยู่ในตระกูลของเรา” คำพูดนั้นทำให้หัวใจของครูสาวร่วงวูบลงสู่เหวรู้สึกเหมือนถูกล้อมกรอบทีละด้าน
คืนเดียวกันนั้น—ในตรอกสลัมใบปลิว “Pop Mom II” ถูกแปะตามกำแพงเปียกฝนคนงานบางคนหยุดอ่านแล้วพยักหน้า บางคนฉีกทิ้งเพราะกลัวแต่ข้อความนั้นยังคงแพร่ไปช้า ๆ เหมือนไฟลามทุ่งใต้เถ้าถ่าน
ในเงามืดของเมืองเอ็นโดโปลิสสี่เส้นทางกำลังเคลื่อนเข้าหากัน
เรมิโอที่เลือกจะยืนเคียงข้างแรงงาน
จูเลียน่าที่พยายามปกป้องเด็กๆ
ซอนญาที่ซ่อนบางอย่างไว้หลังรอยยิ้ม
และปิเอโตรที่เดินเข้ามาด้วยความเชื่อมั่นว่าโลกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนอย่างเขา
ความรักและการเมืองเริ่มพันกันแน่นขึ้นทีละเถาเหมือนเถาวัลย์ที่กำลังรัดคอเมืองให้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก.
จบตอนที่ 6
( 5 ก.ย. 68 )