ตอนที่146 แม่ขอโทษนะลูก
ณิชาวิ่งหนีแมงป่องยักษ์ที่ตัวใหญ่โตใกล้เคียงกับแมงมุมยักษ์ด้วยความหวาดกลัวจู่ ๆ พื้นดินหายไปพร้อมกับร่างร่วงหล่นลงสู่เหวอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอรีบคว้าแง่หินใกล้ตัวไว้ในทันทีก่อนที่ร่างจะหล่นลงไปโดยมีเพียงเศษหินชิ้นเล็กใหญ่ร่วงลงสู่เบื้องล่างซึ่งเธอไม่ได้ยินเสียงสะท้อนกลับมาแม้แต่น้อยบ่งบอกว่าเหวมืดดำเบื้องล่างย่อมลึกเกินหยั่งถึงแน่นอน
‘อย่าตามฉันมาเลยนะหันหน้าไปสนใจทางอื่นโน่น.....ไป!’
ณิชาแหงนหน้าจ้องมองแมงป่องยักษ์ด้วยหัวใจที่เต้นตึ้กตั้กเนื่องด้วยระยะห่างจากมือเธอที่เกาะแง่หินไว้นั้นเป็นส่วนที่ยื่นอยู่ใต้ชะง่อนผาโดยอยู่ห่างจากตัวแมงป่องยักษ์แค่หนึ่งศอกเท่านั้นในขณะที่แมงป่องยักษ์ยืนอยู่บนชะง่อนผาซึ่งนับได้ว่าเป็นระยะห่างที่ใกล้ชิดพอสมควร
ถึงแม้ว่าเธอจะอยู่ในสภาพล่องหนก็ตามก็ยังไม่วายที่จะตื่นตระหนกพร้อมกับมีเหงื่อซึมเต็มฝ่ามือสองข้างซึ่งทำให้มือที่เกาะแง่หินไว้นั้นลื่นมากขึ้นเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามกรอบใบหน้างามและลำตัวอย่างบังคับไม่ได้
แมงป่องยักษ์ทำท่าจะเดินลงจากชะง่อนผาเพื่อตามหาสิ่งผิดปกติที่มันไม่สามารถมองเห็นได้ทว่ามันพลันหยุดนิ่งพร้อมกับมีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายส่งเสียงขึ้นมาจากเหวทันใด
“ฟู่!...ฟู่!...ฟู่!...ฟู่!...ฟู่!”
ณิชาลดสายตาลงโดยไม่จ้องมองแมงป่องยักษ์อีกเนื่องด้วยเธอกำลังจ้องมองไปยังทิศทางที่พลังจิตสำรวจพบทางรอดของตนเอง
เธอพบเข้ากับสะพานธรรมชาติซึ่งเป็นชะง่อนผาจากสองด้านยื่นมาเกือบประกบกันได้พอดีทว่ายังมีระยะห่างระหว่างกันประมาณสามสิบเมตรซึ่งเป็นระยะที่เธอสามารถกระโดดข้ามไปได้เนื่องด้วยตำแหน่งของชะง่อนผาแห่งนั้นเป็นจุดแคบของเหวซึ่งอยู่ห่างจากตัวเธอราวสองร้อยเมตร
‘นั่นมันน่าจะเป็นเส้นทางธรรมชาติเพื่อออกจากที่นี่แน่ ๆ รีบไปให้พ้นเสียที...เจ้าแมงป่อง ฉันจะได้ไปตามเส้นทางนั้น’
ณิชาคิดอย่างกังวลใจที่พบว่าแมงป่องยักษ์แค่หยุดชะงักจากเสียงขู่คำรามเหมือนเตือนจากสัตว์ร้ายบางชนิดทว่ามันยังคงหยุดนิ่งในตำแหน่งเดิมที่ใกล้กับตน ทำให้เธอไม่สามารถโหนตัวขึ้นไปอยู่บนชะง่อนหินได้
อย่างไรก็ตามณิชาจำเป็นที่จะต้องดึงความสนใจของแมงป่องยักษ์ให้ถอยห่างออกไปจากตนครั้นได้ยินเสียงคำรามจากสัตว์ร้ายบางชนิดดังขึ้นจากเบื้องล่างหุบเหวทำให้เธอตัดสินใจทำสิ่งสำคัญบางอย่างในทันที
‘ในเมื่อไม่ยอมขยับไปทางไหนเลยฉันจะช่วยกระตุ้นให้เองละกัน’
ณิชาเหยียบหินก้อนเล็กใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวโดยเธอไม่กล้าปล่อยมือข้างใดข้างหนึ่งจึงเลือกที่จะใช้เท้าเขี่ยให้หินเหล่านั้นร่วงหล่นสู่เหวอีกครั้งโดยหวังว่าสัตว์ร้ายที่น่าจะแข็งแกร่งกว่าแมงป่องยักษ์มันจะได้กระตุ้นให้แมงป่องยักษ์หนีไปทางอื่นเสียที
‘อึ้บ!...อึ้บ!...สำเร็จเสียที’
ณิชาถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่สามารถเขี่ยก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ปลายเท้าให้ร่วงหล่นลงไปพร้อมกับลุ้นว่าจะมีเสียงขู่คำรามขับไล่แมงป่องยักษ์ออกไปจากชะง่อนหินนี้หรือไม่
พลันมีเสียงคำรามขึ้นอีกครั้งซึ่งดังกว่าเดิมและมีเสียงการเคลื่อนไหวขึ้นมาจากเหวลึกแล้ว
“ฟู่!...ฟู่!...ฟู่!...ฟู่!...ฟู่!”
แมงป่องยักษ์รีบหันตัวเดินหนีไปจากชะง่อนหินอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ณิชาตัดสินใจเหวี่ยงตัวเองแล้วโหนขึ้นไปยืนอยู่บนชะง่อนหินจากนั้นเธอออกตัววิ่งลัดเลาะหน้าผาไปที่ตำแหน่งจุดแคบของหน้าผาสองด้านเพื่อข้ามฝั่งจากชะง่อนผาสองแห่งที่ยื่นเข้ามาหากัน
“บัดซบ!เป็นตัวอะไรก็ตามที?! อย่าตามฉันมาเลยนะ”
ณิชาพึมพำขณะที่ออกวิ่งใกล้ถึงตำแหน่งเป้าหมายเตรียมกระโดดข้ามระหว่างชะง่อนผาแล้วเธอได้แต่หวังว่าจะสามารถกระโดดข้ามผ่านไปได้โดยที่ไม่ถูกบางสิ่งไล่ตามมาทันตนเองถึงแม้ว่าเสียงการเคลื่อนไหวอันแข็งแกร่งและทรงพลังนั้นจะเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นทุกขณะก็ตาม
ขณะที่ณิชาเตรียมตัวกระโดดข้ามระหว่างชะง่อนหินอยู่นั้นพลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ทรงพลังพุ่งเข้ากระแทกตัวเองทำให้เธอต้องต้องกลิ้งหมุนตัวหลบไปก่อนที่จะกระโดดข้ามเนื่องจากหากเธอฝืนกระโดดตรงไปย่อมถูกบางสิ่งฟาดเข้าเต็มแรงอย่างแน่นอน
เมื่อกลิ้งตัวหลบได้อย่างทุลักทุเลแล้วเธอรีบหาซอกหินบริเวณหน้าผาหลบซ่อนตัวทันใดซึ่งโชคดีมีช่องเล็กขนาดพอดีตัวให้มุดเข้าไปหลบซ่อนได้โดยเธอได้แต่หวังว่าสัตว์ประหลาดที่ทรงพลังนั้นจะไม่ตามมาพบตัวเธออีก
‘มันคืออะไรกันแน่?! ทำไมถึงได้ทรงพลังยิ่งนัก? ความแข็งแกร่งมันน่าจะพอๆ กับอาจารย์ ทว่ามันตรวจพบฉันได้ยังไง?’
ณิชาเกิดคำถามในใจเพราะแปลกใจที่สัตว์ประหลาดที่เธอหลบหนีอยู่นั้นมันสามารถใช้บางอย่างฟาดเข้าที่ตัวเธอถูกตำแหน่งทั้งที่เธออยู่ในสภาวะล่องหนซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับเธอเป็นอย่างยิ่ง
จากความรู้สึกสงสัยก่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นว่าสัตว์ประหลาดดังกล่าวคือสัตว์ประหลาดชนิดใดเพราะที่ผ่านมานั้นเธอไม่กล้าแม้แต่จะเสียเวลาเหลือบมองมันทว่าเธอต้องเร่งรีบหลบหนีเอาตัวรอดให้ทันก่อน
เธอรีบเอามืออุดปากตัวเองพร้อมสร้างเกราะป้องกันตัวเพื่อปิดบังตัวตนเพิ่มในทันทีเนื่องด้วยเธอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเชื่องช้าเข้ามาใกล้ที่หลบซ่อนตัวมากขึ้นทุกขณะจึงไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวสักนิดพร้อมกับจ้องมองทางเข้าซึ่งเป็นโพรงเล็ก ๆขนาดพอดีลำตัวที่จะมุดเข้ามาได้โดยภาวนาขอให้สัตว์ประหลาดดังกล่าวผ่านที่หลบซ่อนแห่งนี้ไปไกลๆ
“ขวับ!”
ทันใดนั้นสัตว์ประหลาดที่ไล่ล่าณิชาเลื้อยเข้ามาถึงตำแหน่งที่หญิงสาวหลบซ่อนตัวอยู่ทว่ามีซอกหินสองแห่งที่อยู่ติดกัน โดยซอกหินอีกแห่งนั้นมีโพรงขนาดใหญ่และกว้างกว่าซึ่งเธอไม่เลือกเข้าไปหลบซ่อนเพราะกังวลว่าจะเรียกความสนใจจากสัตว์ประหลาดมากกว่าจึงเลือกที่จะหลบซ่อนตัวในโพรงเล็ก ๆ ที่ไม่ดึงดูดสายตาแทน
“บึ้ม!...บึ้ม!...บึ้ม!”
ณิชาเบิกตาโตจ้องมองอสรพิษเพลิงที่มีลำตัวและดวงดาโตสีแดงก่ำขนาดสูงสามเมตรมันพ่นลูกไฟอันแข็งแกร่งเข้าใส่โพรงหินข้างเคียงซึ่งอยู่ใกล้กับโพรงหินของเธอจนทำให้เธอต้องขดตัวให้เล็กที่สุดพร้อมแนบลำตัวเข้ากับผนังหินที่ยังไม่ถูกทำลายโดยมีเสื้อผ้าบางส่วนขาดวิ่นไปเพราะแรงระเบิดที่เกิดจากพลังแผดเผาของลูกไฟ
เธอไม่คาดคิดว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวและทรงพลังเช่นนี้ซึ่งมันอยู่ในขอบเขตสร้างฐานรากระดับต้นโดยเป็นขอบเขตที่แข็งแกร่งกว่าเธอและแมงป่องยักษ์
‘ชีวิตฉันซวยซ้ำซวยซ้อนเสียจริงหนีเสือปะจระเข้แท้ ๆ’
ณิชาคิดอย่างกังวลใจโดยเธอเอาแต่ก้มหน้าหลบเพราะไม่กล้าสบตากับผู้แข็งแกร่งเนื่องด้วยกังวลว่ามันจะตรวจจับตำแหน่งของตนเองพบจึงต้องการหลบเลี่ยงเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจหากว่าตนเองโชคร้ายและไม่สามารถหลบหนีจากอสรพิษยักษ์ตัวนี้ไปได้
“บึ้ม!...บึ้ม!...บึ้ม!”
พลันมีเสียงระเบิดจากลูกไฟที่ถูกพ่นออกมาจากปากของอสรพิษเพลิงเข้าใส่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งคราวนี้พลังลูกไฟทำให้เกิดอุโมงค์ขนาดใหญ่บนผนังหินซึ่งดูคล้ายกับว่าอสรพิษเพลิงไม่ยินยอมปล่อยให้คนบุกรุกอาณาเขตของมันหลบหนีไปได้
เธอรับรู้แค่ว่าเกราะหุ้มกายที่สร้างไว้เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เนื่องด้วยเธอเค้นพลังเกือบหมดตัวออกมาต่อต้านเปลวเพลิงอันแข็งแกร่งของอสรพิษเพลิงเพื่อไม่ให้ร่างกายตนเองถูกเปลวเพลิงเผาไหม้
อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการปกป้องตนเองเพื่อเอาชีวิตรอดของเธอนั้นจำเป็นต้องแลกด้วยพละกำลังทั้งหมดที่ตนเองมีโดยที่เธอได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นอีกสองชุดก่อนที่ตนเองจะหมดสติไปเพราะหมดสิ้นพลังคุ้มกายแล้วทว่าพลังเอสเปอร์ที่ใช้ล่องหนยังคงอยู่ ทำให้อสรพิษเพลิงจากไปด้วยความหัวเสียที่ไม่พบซากศพเธอทั้งที่มันมั่นใจในตำแหน่งดังกล่าวก็ตาม
ณิชาฟื้นตื่นขึ้นมาหลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มเธอลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับสำรวจร่างกายตนเองซึ่งพบว่ารอยไหม้บนเสื้อผ้าไม่ได้ทะลุเข้ามาถึงผิวอันบอบบางของตนเองช่วยให้เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เฮ้อ!โชคดีจริง ๆ ที่ฉันยังปลอดภัยอยู่ กระโดดข้ามชะง่อนหินไปก่อนดีกว่าหากรั้งรอที่นี่อยู่อีก ฉันอาจไม่มีโอกาสรอดอีกครั้ง”
ณิชาตัดสินใจที่จะกระโดดข้ามชะง่อนหินให้ได้ก่อนวางแผนการต่อไปเพราะเธอกังวลว่าอสรพิษเพลิงจะกลับมาตรวจสอบใหม่อีกครั้งเนื่องด้วยห้วงสติสุดท้ายก่อนหมดสติไปนั้นเธอพบว่ามันจากไปโดยไม่เต็มใจอย่างแน่นอนซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ที่มันจะกลับคืนมาตรวจสอบอีกครั้ง
อย่างไรก็ดีความคิดรอบคอบของเธอช่วยทำให้เธอปลอดภัยอีกครั้งเหตุเพราะเมื่อณิชากระโดดข้ามชะง่อนหินไปได้แค่ไม่กี่อึดใจ อสรพิษเพลิงพลันพุ่งตัวขึ้นมาจากเหวลึกเบื้องล่างเพื่อตรวจสอบตำแหน่งโพรงหินเดิมที่เคยมีณิชาอยู่ในทันทีทว่าเธอไม่ได้รับรู้ในส่วนนี้อีกแล้ว
..........
ณิชาเดินลัดเลาะไปตามซอกหินซึ่งเป็นทางเดินเล็กแคบหลังจากที่กระโดดข้ามจากชะง่อนผาจากอีกฝั่งแล้ว เธอกำลังหาทำเลเพื่อตรวจสอบอาหารในกระเป๋าเป้ว่ายังกินได้หรือไม่เนื่องด้วยรู้สึกหิวจนตาลายและคิดว่าลูกน้อยจะต้องหิวเหมือนตนแน่นอน
“แม่ขอโทษนะลูกกินข้าวก็ไม่ตรงเวลา ไหนยังจะพาลูกมาเสี่ยงอันตรายอีก ยังดีนะที่หนูอดทนไปกับแม่อย่าจากแม่ไป
ก่อนนะคนดี อยู่คลอดออกมาให้แม่ได้ชื่นใจและอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเสียที”
ณิชาลูบหน้าท้องด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ได้เอาใจใส่หรือดูแลลครรภ์ตนเองมากพอเนื่องด้วยที่ผ่านมามีแต่เรื่องร้ายซึ่งต้องเผชิญอันตรายอยู่เป็นระยะเหตุการณ์ทุกอย่างล้วนเสี่ยงในการแท้งลูกในครรภ์ทั้งสิ้นทว่าทารกน้อยยังคงอึดและทนเหมือนตนเอง กระนั้นเธอไม่กล้าประมาทแต่อย่างใด
จนกระทั่งเธอเดินมาถึงปล่องขนาดเล็กตามธรรมชาติซึ่งมีแสงสว่างส่องลงมาเล็กน้อย ทว่าเป็นแสงอาทิตย์ที่ทำให้เธอรู้สึกโล่งอกและหายใจสะดวกขึ้นเนื่องด้วยเธอมั่นใจแล้วว่าตนเองใกล้พบทางออกกลับสู่โลกภายนอกเสียที
“ฮา ๆในที่สุดฉันก็พบทางออกแล้ว ยังดีที่มีแง่หินและเถาวัลย์อยู่บ้างฉันสามารถปีนได้แน่นอน แต่ตอนนี้ฉันจำเป็นต้องเพิ่มพลังเสียก่อนหวังว่าอาหารจะไม่เน่าบูดไปก่อนนะ”
ณิชาหัวเราะอย่างมีความสุขที่ตรวจสอบคร่าวๆแล้วมั่นใจว่าตนเองสามารถปีนป่ายขึ้นสู่ด้านบนเพื่อพบกับบรรยากาศโลกภายออกเสียทีหลังจากที่เสียเวลารอนแรมอยู่ใต้ดินมานานโดยที่เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าใช้เวลาทั้งหมดในใต้ดินไปกี่วัน
ขณะเธอกำลังกินข้าวสองกล่องสุดท้ายซึ่งเธอรู้สึกประหลาดใจที่พบว่าอาหารไม่เน่าบูดช่วยให้เธอกินอย่างสบายใจซึ่งเธอไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าการที่อาหารไม่เน่าบูดนั้นเกิดจากการกระทำของหัวใจรากแก้วนั่นเอง
“ไม่รู้ว่าทางพี่ชายปิงและสามีพวกเขาจะทำภารกิจสำเร็จหรือยัง?”
ณิชาถามตัวเองด้วยความสงสัยในผลสำเร็จของงานสองชิ้นระหว่างพี่ชายตนที่รับภารกิจตามหาตัวรองเจ้าสำนักกับภารกิจสามีในการคุ้มกันเจ้าชายเข้าสู่เมืองหลวงเธอได้แต่คาดหวังว่าทั้งสองคนจะสามารถทำภารกิจสำคัญให้ลุล่วงไปด้วยดี
หลังจากกินข้าวอิ่มแล้วณิชากระโดดเกาะแง่หินแล้วปีนป่ายขึ้นสูงโดยสลับกับยึดเกาะเถาวัลย์เพื่อปีนขึ้นสู่ปากปล่องธรรมชาติทั้งนี้เธอได้แต่หวังว่าพื้นที่ด้านบนจะไม่มีสัตว์ประหลาดรอคอยตนเองอยู่เหมือนดังเช่นที่ผ่านมา