จินแอนนี่รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เธอรู้ดีว่าสภาพของซูลั่วในตอนนี้ ไม่มีทางขยับตัวไปไหนเองได้อย่างแน่นอน
หรือว่า...จะมีคนฉวยโอกาสตอนที่ซูลั่วช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วลักพาตัวเธอไป?
ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ!
เธอไปถามหมอ แต่หมอก็ไม่รู้ว่าคนไข้หายไปไหน สุดท้ายทั้งสองจึงต้องรีบไปแจ้งอาจารย์
ขณะที่ทุกคนกำลังตามหาซูลั่วกันให้วุ่น เจ้าตัวกลับกำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่มสีขาว ฉู่ซิงหลานมองผู้หญิงที่ดูบอบบางและอิดโรยตรงหน้า จู่ ๆ ในใจก็รู้สึกอ่อนยวบลงมาอย่างไม่มีเหตุผล
“นึกว่าจะเก่ง ที่แท้ก็แค่นี้เอง”
ปากพูดจาเย็นชา แต่ในแววตากลับแฝงความอ่อนโยนที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่ทันสังเกต
กลิ่นหอมเข้มข้นของไม้ซีดาร์ค่อย ๆ โอบล้อมรอบกายซูลั่ว ผสมผสานเข้ากับกลิ่นกุหลาบอันหอมหวานของเธอ
ความทรงจำในช่วงเวลาอ่อนไหวหวนกลับมาอีกครั้ง ฉู่ซิงหลานก้มลงจูบที่มุมปากของซูลั่ว...
คู่ครองที่เข้ากันได้ทางพันธุกรรมหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ คือยาระงับอาการที่ดีที่สุด
ความเจ็บปวดทั่วร่างของซูลั่วค่อย ๆ บรรเทาลง ใบหน้าที่ซีดเผือดก็เริ่มกลับมามีสีเลือดฝาด
เธอรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในความฝันอันแสนหวาน กลับไปยังวันนั้น...ที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องรับรองในสำนักงานทะเบียนสมรส หางสีเงินขาวทั้งเก้าที่งดงามกำลังแกว่งไกวเบา ๆ
ซูลั่วลูบไล้หางสีขาวนุ่มนั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วค่อย ๆ หลับตาลง
ความเข้ากันได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์...แรงดึงดูดของฟีโรโมน...
ทำให้เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถเมินเฉยต่อฉู่ซิงหลานได้เลยสักนิด
ไม่อย่างนั้น ทำไมแม้แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ตอนที่เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว เธอยังจะฝันถึงเขาอีกล่ะ?
ซูลั่วนอนหลับไปนานมาก เมื่อตื่นขึ้นมา ไม่เพียงแต่ความเจ็บปวดทั่วร่างจะหายไป แต่ในร่างกายกลับเต็มไปด้วยพลัง
เธอมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง เมื่อพบว่าที่นี่คือห้องรับรองพิเศษของฉู่ซิงหลาน ดวงตาคู่สวยของเธอก็เบิกกว้างขึ้นทันที
“ตื่นแล้วเหรอ? ตื่นแล้วก็ไปได้แล้ว”
น้ำเสียงเย็นชาที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ซูลั่วตื่นเต็มตาทันที
ความรู้สึกวาบหวามในใจหายวับไป ร่างกายของเธอกลับสู่ความนิ่งสงบอย่างรวดเร็ว
เธอรีบสวมเสื้อผ้าอย่างไว โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ฉู่ซิงหลานที่กำลังอ่านเอกสารอยู่ เห็นแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เธอไม่สงสัยเหรอว่าทำไมฉันถึงกลับมา?”
“เราเคยผ่านช่วงเวลาอ่อนไหวมาด้วยกัน ตอนที่ฟีโรโมนของหม่อมฉันปั่นป่วน พระองค์จึงรับรู้ได้ และหม่อมฉันก็ยังมีประโยชน์ต่อพระองค์ หรือจะพูดให้ถูกก็คือการแต่งงานครั้งนี้ยังมีประโยชน์ต่อพระองค์ ก่อนที่มันจะจบลง พระองค์ก็คงไม่อยากให้หม่อมฉันต้องกลายเป็นคนพิการหรือปัญญาอ่อน พระองค์ถึงได้กลับมาช่วย”
“...”
ฉู่ซิงหลานขบกรามแน่น ผู้หญิงคนนี้...ตอนที่อ่อนแอเมื่อคืนน่ารักกว่าเยอะ
พอตื่นขึ้นมา ร่างกายกลับมาเป็นปกติ ก็กลับมาปากดีและเย็นชาเหมือนเดิม
ช่างไม่น่ารักเอาเสียเลย
เขาพูดเสียงเรียบ “ในเมื่อเธอเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว ก็ดี”
“ฝ่าบาทวางพระทัยเถอะเพคะ หม่อมฉันอยากจะหย่าอยู่ทุกวัน ไม่มีทางคิดเข้าข้างตัวเองแน่นอน”
“...”
ซูลั่วเดินมาถึงประตูห้องรับรอง มือของเธอแตะลงบนประตูอิเล็กทรอนิกส์
ฉู่ซิงหลานก็พูดขึ้นมา “ฉันเปิดช่องทางติดต่อพิเศษให้เธอแล้วไม่ใช่เหรอ? ทรมานขนาดนั้น ทำไมไม่ติดต่อมา?”
“ฝ่าบาทก็ทรงทราบดีอยู่แล้วนี่เพคะ” ซูลั่วพูดจบ ก็ผลักประตูเดินจากไป
เธอไม่ได้หันกลับไปมองสีหน้าของฉู่ซิงหลาน
องค์ชายเก้าอารมณ์ร้ายคนนั้น สีหน้าคงไม่ได้ดูดีกว่ากันเท่าไรหรอก
หรือเขายังคิดว่า เธอจะต้องขอบคุณที่เขาโผล่มาอีกหรือไง?
ความเจ็บปวดแทบตายเมื่อคืนนี้ ก็เป็นเพราะเขาไม่ใช่หรือไง!
ซูลั่วรีบปรับอารมณ์ แล้วมุ่งหน้ากลับไปยังหอพัก เธอยังต้องตั้งใจฝึกฝนต่อไป เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย
เธอจะไม่ยอมให้ตัวเองติดนิสัยพึ่งพาฉู่ซิงหลานเด็ดขาด เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ ทุกคำพูดทุกการกระทำของเขา ก็จะกลายเป็นมีดแหลมที่ทิ่มแทงเธอจนเลือดอาบ
ตอนที่ซูลั่วกลับมาถึงหอพัก จินแอนนี่ก็เด้งตัวพรวดขึ้นมาจากที่นั่งเหมือนติดสปริง
“ในที่สุดเธอก็กลับมา! เธอไปไหนมา?”
“ไปจัดการปัญหาฟีโรโมนปั่นป่วนมาน่ะ แล้วการฝึกของวันนี้คืออะไร?”
วิธีแก้ปัญหาฟีโรโมนปั่นป่วนที่เร็วที่สุดก็คือการอยู่กับคู่ครอง จินแอนนี่สงสัยจนแทบจะตายอยู่แล้วว่าพ่อหนุ่มคนนั้นกลับมาใช่ไหม แต่เมื่อเห็นท่าทีเย็นชาของซูลั่ว เธอก็ต้องเก็บความอยากรู้อยากเห็นนั้นลงไป
“เธอพลาดสอบขับเมคคายิงปืนไปแล้ว อาจารย์บอกให้เธอหาเวลาไปสอบซ่อมวันนี้ ส่วนการฝึกของวันนี้คือการฝึกความอดทน”
ซูลั่วพยักหน้า เธอเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำก่อน และเมื่อมองเห็นรอยจ้ำสีชมพูจาง ๆ บนตัวในกระจก ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ข้างนอก จินแอนนี่เคาะประตู “ซูลั่ว อาจารย์กู้ซีมาหาเธอ บอกว่าเธอไม่ต้องเข้าฝึกความอดทนช่วงเช้าก็ได้ ให้ไปสอบซ่อมขับเมคคายิงปืนก่อน”
“อืม เดี๋ยวฉันออกไป”
จินแอนนี่กับนักศึกษาหญิงอีกสองคนไปเข้าฝึกความอดทนแล้ว ซูลั่วเดินตามอาจารย์กู้ซีไปยังห้องฝึกเมคคา
“ทำไมถึงปฏิเสธท่านผู้อำนวยการ ที่บอกให้เธอสามารถย้ายภาควิชาได้ล่ะ?”
เรื่องส่วนตัวของนักศึกษา กู้ซีไม่เคยเข้าไปยุ่ง
แต่การที่อีกฝ่ายปฏิเสธที่จะย้ายภาควิชา และยังยืนกรานที่จะเรียนภาควิชาเมคคาต่อไป ทำให้เธอประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
ซูลั่วมองอาจารย์ผู้เคร่งขรึมคนนี้ แล้วพูดอย่างจริงจัง “เพราะว่าหนูชอบเมคคาค่ะ”
เหตุผลง่าย ๆ แต่ก็เป็นคำตอบที่จริงใจที่สุด
ตอนที่ซูลั่วยังเด็ก ตอนที่เรียนทำเมคคากับท่านอาจารย์ เธอก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจมากแล้ว และต่อมาก็ยิ่งหลงใหลในมันมากขึ้น
กู้ซีมองแววตาที่จริงจังของซูลั่ว ก็รู้ว่านักศึกษาคนนี้พูดความจริง ในใจก็รู้สึกเหมือนได้เจอคนที่คอเดียวกัน
น้ำเสียงของเธออ่อนลงเล็กน้อย “พอกลับไปเรียนแล้ว ค่าใช้จ่ายเรื่องชิ้นส่วนจะสูงมาก ถ้ามีปัญหาด้านการเงิน ก็มาหาอาจารย์ได้นะ”
“ขอบคุณค่ะอาจารย์!”
แม้ซูลั่วจะมีเงินของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใช้เงินของอาจารย์ แต่การที่อาจารย์พูดแบบนี้ เธอก็รู้สึกขอบคุณจริง ๆ
กู้ซียิ้ม แล้วพูดอย่างสงสัย “ฉันเห็นแส้แปลงร่างที่เธอเคยใช้ก่อนหน้านี้ มันดูพิเศษดี ขอยืมดูหน่อยได้ไหม?”
อาจารย์กู้ซีพูดจาสุภาพกว่าเหมิงซานคนนั้นมาก
ซูลั่วพยักหน้า ปลดแส้ที่กลายเป็นกำไลข้อมือออก แล้วยื่นให้กู้ซี
กู้ซีเห็นแล้วก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง ของเล็ก ๆ ชิ้นนี้กลับมีรูปแบบการแปลงร่างได้หลากหลาย แถมปุ่มเล็ก ๆ บางปุ่มก็ยังออกแบบมาได้อย่างชาญฉลาด
แม้ว่าเธออยากจะศึกษามันอย่างละเอียดอีกหน่อย แต่ก็คืนให้กับซูลั่วไป
“เธอทำเองเหรอ?”
“ค่ะ”
“อืม ต่อไปถ้ามีปัญหาอะไรด้านการออกแบบ ก็มาปรึกษากับอาจารย์ได้นะ”
“ค่ะ”
ทั้งสองคนเดินมาถึงห้องฝึกยิงปืนเมคคา การสอบครั้งนี้ใช้เมคคาเสมือนจริง แต่ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากของจริงเลย นักศึกษาจะเข้าไปนั่งในห้องนักบิน แล้วเลือกแผนที่ สุดท้ายก็จะนับคะแนนตามผลการยิง
แต่ที่น่าบังเอิญคือ คนที่รับผิดชอบห้องฝึกเมคคาที่นี่ กลับเป็นซูหนานจิ่น
เดิมทีซูหนานจิ่นกำลังอยู่ในช่วงพักร้อน แต่มีธุระต้องมาหาอดีตผู้บังคับบัญชาอย่างอเล็กซานเดอร์ที่ฐานทัพ และพอดีที่ฐานทัพกำลังขาดคน อเล็กซานเดอร์จึงขอให้เขาอยู่ช่วยงานบางอย่าง
แน่นอนว่าซูหนานจิ่นไม่ได้ปฏิเสธ ส่วนหนึ่งที่เขายอมตกลงก็เพราะอยากจะมาเจอน้องสาวอย่างซูลั่วด้วย
ตอนที่ซูลั่วเห็นซูหนานจิ่น เธอก็ดีใจมากเช่นกัน
แต่พอเธอเดินเข้าไปใกล้ ซูหนานจิ่นกลับเห็นรอยแดงที่คอของเธอ
“ลั่วลั่ว ที่คอของเธอ...บาดเจ็บเหรอ?”