ตอนที่ 16 ล่วงเกิน
ตอนที่ 16 ล่วงเกิน“อย่ามาพูดกับฉันว่าวัสดุอุปกรณ์พวกนี้ถูกยืมออกไป ถ้ายืมออกไปแล้ว ตอนนี้ก็ให้พวกเขาเอามาคืนสิ เอามาเก็บไว้ในคลัง หลังจากนั้นก็ให้เขียนหลักฐานในการยืม แล้วค่อยยืมออกไป” เมื่อได้ยินซุนเหล่ยยังพูดว่าของถูกยืมออกไป ประโยคนี้ของหวังเป่าหลงจึงทำให้เขาหมดหนทางไปต่อเมื่อซุนเหล่ยได้ยินคำพูดจากใจของหวังเป่าหลงก็หนักอึ้งขึ้นมา วัสดุอุปกรณ์พวกนี้จะเอากลับมาได้ยังไง ของพวกนี้ถูกเอาออกไปขายหมดแล้ว จะให้เอาวัสดุอุปกรณ์พวกนี้กลับมาไว้ในคลังอีกครั้งได้ยังไงกัน?“เอาล่ะ ผู้อำนวยการหวัง ผมจะไปกระตุ้นพวกเขาให้อีกครั้งนะครับ”ซุนเหล่ยคิดหาเหตุผลเพื่อเลี่ยงความจริงแต่ในเวลานี้หลังเป่าหลงกลับพูดขึ้นมาว่า :“ไม่ต้องแล้วละ คุณแค่บอกผมมาว่าที่จริงแล้วแผนกไหนยืมวัสดุอุปกรณ์ไป ผมจะได้ให้คนไปหยิบมา”เมื่อได้ยินหวังเป่าหลงพูดแบบนี้ สีหน้าของซุนเหล่ยก็หนักอึ้งขึ้นมา ในใจจึงเต็มไปด้วยความมืดมน ตอนนี้หวังเป่าหลงเตรียมจะจัดการกับตัวเองแล้วใช่ไหม?ควรจะทำยังไงดีล่ะ?“ผู้อำนวยการหวัง ให้เวลาผมนะครับ ผมจะไปตามเอาวัสดุอุปกรณ์พวกนั้นกลับมาตอนนี้เลย”ซุนเหล่ยพูดกับหวังเป่าหลงด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมเมื่อเห็นว่าเกิดเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วซุนเหล่ยยังจะเลี่ยงอยู่อีก หวังเป่าหลงจึงทำหน้าขรึม แล้วพูดว่า :“ตอนนี้วัสดุอุปกรณ์ที่ขาดหายไปจากห้องเก็บอุปกรณ์ยังมีอีกเยอะ คุณต้องอธิบายเรื่องนี้ให้ผมอย่างชัดเจน”เมื่อได้ยินคำพูดที่มีน้ำหนักของหวังเป่าหลง ใบหน้าของซุนเหล่ยจึงเปลี่ยนไปมาก แล้วจึงพูดเสียงขรึมว่า :“ผู้อำนวยการหวัง เวลาทำอะไรก็อย่าทำให้มันสุดโต่งมากนัก เหลือหนทางไว้ให้ตัวเองในวันหลังบ้างนะ ”เมื่อได้ยินคำพูดขู่ของซุนเหล่ย หวังเป่าหลงก็โมโหขึ้นมา แล้วพูดกับซุนเหล่ยว่า : “ซุนเหล่ย เรื่องนี้ไม่สามารถจบเพียงแค่นี้หรอก เรื่องที่ทำผิดไปแล้ว ก็ต้องยอมรับผิด ในเมื่อคุณไม่ยอมรับผิด แล้วยังจะมาข่มขู่ผมอีกเหรอ?”คำพูดของซุนเหล่ยทำให้เขาโมโหจนยิ้มออกมา ตัวหวังเป่าหลงเองก็ไม่ได้เกรงกลัวซุนเหล่ยที่มีคนคอยหนุนหลังให้แต่อย่างใด พอตอนนี้มาเจอกับคำพูดที่แน่วแน่ของซุนเหล่ยอีก จึงมีความคิดที่จะส่งซุนเหล่ยให้กับคณะกรรมการตรวจสอบวินัยทันทีแล้วซุนเหล่ยก็สำนึกได้ว่าคำพูดของตัวเองนั้นรุนแรงเกินไป จึงรีบพูดไปว่า : “วัสดุอุปกรณ์พวกนี้ล้วนเป็นของคนใต้บังคับบัญชาของผมที่ยืมออกไป งั้นผมไปตอนนี้น่าจะเหมาะสมกว่า ผู้อำนวยการหวังได้โปรดให้เวลาผมหน่อยนะครับ”เขาขอร้องหวังเป่าหลงอีกครั้ง เดิมทีนั้นหวังเป่าหลงกลับไม่ได้เอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย และพูดว่า : “ในเมื่อคุณจะเรียกลูกน้องของคุณมารวมตัวกัน ถ้างั้นก็เรียกคนในแผนกคลังสินค้าของคุณให้มาประชุมกับผมด้วยละกัน ผมจะพูดถึงปัญหานี้สักหน่อย”หวังเป่าหลงตัดหนทางรอดของซุนเหล่ยโดยสิ้นเชิง เมื่อซุนเหล่ยเห็นว่าหวังเป่าหลงทำแบบนี้ จึงรู้ว่าตัวเองจนมุมแล้ว หน้าจึงชาขึ้นมาทันที พร้อมพูดกับหวังเป่าหลงด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาว่า : “คุณเป็นแค่คนโชคดีคนหนึ่งที่เพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอง ผมนี่เส้นใหญ่ระดับมณฑลเลยนะครับ ถ้าคุณต้องการจะเล่นผมล่ะก็ อย่าลืมนึกถึงผลของคุณที่จะตามมาด้วยละกัน”เมื่อได้ยินซุนเหล่ยพูดแบบนี้ หวังเป่าหลงจึงรู้สึกโมโหมากจนถึงตอนนี้แล้วซุนเหล่ยก็ยังจะใช้ลูกไม้ตื้น ๆ นี้ต่อต้านอีก คาดไม่ถึงเลยว่ายังจะกล้ามาพูดข่มขู่ตัวเองอีก“เรียกคนของคุณให้มารวมตัว แล้วประชุมกัน!”หวังเป่าหลงตะโกนใส่ซุนเหล่ย“เหอะ ถ้ามีความสามารถนั้น คุณก็ไปเรียกพวกเขามารวมตัวกันเองสิ!”ในใจของซุนเหล่ยเข้าใจดี แผนกคลังสินค้าถูกเขาสร้างให้กลายเป็นหนึ่งเดียวมานานแล้ว ตอนนี้หวังเป่าหลงที่เป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ที่ได้เข้ามารับผิดชอบฝ่ายเบื้องหลังนี้จะต้องการจัดการกับเขาคนนี้ที่เป็นหัวหน้าแผนกคลังสินค้า จะเป็นไปได้ยังไง?ก็แค่ให้ลูกน้องของตัวเองร่วมมือกันต่อต้านหวังเป่าหลง ไม่ว่าหวังเป่าหลงเขาจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน ก็ไม่อาจแตะต้องตัวเองได้ภายในองค์กร ลูกน้องที่ต่อต้านหัวหน้า ถือเป็นการทำผิดวินัยร้ายแรง หวังเป่าหลงคิดไม่ถึงว่าซุนเหล่ยคนนี้จะมีทีท่าแบบนี้ หลังจากนั้นหวังเป่าหลงจึงยิ้มเยาะ แล้วพูดว่า : “เดิมทีนั้นผมก็แค่อยากจะให้คุณชดใช้วัสดุอุปกรณ์พวกนั้นเอง เรื่องนี้ก็จะไม่ไปถึงมือคณะกรรมการตรวจสอบวินัย คิดไม่ถึงว่าคุณจะไม่รู้ผิดชอบชั่วดี คุณข่มขู่ผม งั้นผมก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า คุณจะขู่ผมอย่างไรต่อไป”เมื่อได้ยินหวังเป่าหลงพูดแบบนี้แล้ว ใบหน้าของซุนเหล่ยก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย และรู้ว่าตัวเองได้ทำเกินไปแล้ว ไม่ว่ายังไงหวังเป่าหลงก็เป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ อีกทั้งตัวเขาเองนั้นก็ไม่ได้ใสสะอาดแต่อย่างใด มีหรือไม่มีเส้นสาย ซุนเหล่ยเองก็รู้อยู่แก่ใจ ถ้าให้คณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาจริง ๆ ล่ะก็ ชั่วชีวิตของเขาก็คงจะต้องจบกันแน่นอนหวังเป่าหลงไม่พูดอะไรกับซุนเหล่ยอีก ในเวลานี้ทั้งสองคนไม่ลงรอยกันแล้ว หลังจากนั้นเขาจึงตรงกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองแต่หลังจากที่หวังเป่าหลงได้ออกไปแล้ว ในใจของซุนเหล่ยก็รู้สึกไม่สงบเป็นอย่างมาก ตอนนี้สายตาของเขาจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ตลอดเวลา เขากลัวว่าโทรศัพท์จะดังขึ้น แล้วเป็นคณะกรรมการตรวจสอบวินัยที่โทรมาอีกทั้ง เขาก็ยังพบว่าการที่ตัวเองใช้ชื่อผู้อื่นมาข่มขู่นั้นเดิมทีไม่มีประโยชน์อะไรเลย หวังเป่าหลงเดิมทีนั้นก็ไม่สนใจเรื่องนี้ เมื่อนึกถึงหวังเป่าหลงในหลายปีที่อยู่ในแผนกทั่วไปด้วยตำแหน่งที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นนี้ นั่นจึงพิสูจน์ได้ว่าตัวเขาเองเป็นคนที่ใสสะอาดมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว คิดจะวางแผนใส่ร้ายหวังเป่าหลงนั้นแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย ยังไงแล้วเวลาในตอนนี้ก็สั้นเกินไป “หวังเป่าหลงคนนี้ทำไมถึงได้มีนิสัยสุดโต่งขนาดนี้นะ!”เมื่อนึกถึงคำพูดเมื่อสักครู่ของหวังเป่าหลง หน้าผากของซุนเหล่ยจึงมีเหงื่อไหลออกมาไม่หยุดเมื่อมองดูเวลา ตอนนี้ก็เป็นเวลาสิบโมงเช้าพอดี ถ้าคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาจริง ๆ ล่ะก็ เรื่องนั้นก็คงจะไม่มีทางกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว “ไอ้หวังเป่าหลงคนนี้มันสมควรตายจริง ๆ !” เขาตะโกนด่าเสียงดังอยู่ในห้องทำงานของตัวเอง หลังจากนั้นจึงรีบเร่งฝีเท้าเพื่อไปเรียกคนในแผนกคลังสินค้าของตัวเองให้มารวมตัวกันหลังจากที่เรียกทุกคนในแผนกคลังสินค้ามาที่ห้องประชุมแล้ว ซุนเหล่ยก็รีบไปที่ห้องของหวังเป่าหลงทันที เสียงเคาะประตูห้องของหวังเป่าหลงได้ดังขึ้น เมื่อเห็นหวังเป่าหลงกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เขาจึงรีบฝืนยิ้มบนใบหน้าและพูดว่า :“ผู้อำนวยการหวังครับ ผมผิดไปแล้วครับ เมื่อสักครู่นี้ก็แค่โมโหน่ะครับ อารมณ์ค่อนข้างจะพลุ่งพล่าน คุณได้โปรดอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะครับ ตอนนี้คนในแผนกคลังสินค้าผมได้เรียกมาหมดแล้ว ตอนนี้คุณสามารถไปประชุมกับพวกเขาได้แล้วครับ!” หวังเป่าหลงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาดูสักนิด ซุนเหล่ยที่ยืนอยู่ในห้องทำงาน ก็เปรียบเสมือนเป็นอากาศธาตุเขารู้สึกได้ถึงท่าทีที่เด็ดขาดของหวังเป่าหลง ซุนเหล่ยจึงกัดฟัน แล้วทันใดนั้นก็เข่าอ่อนขึ้นมาทันที ซึ่งคาดไม่ถึงว่าจะคุกเข่าต่อหน้าหวังเป่าหลง“ผู้อำนวยการหวังครับ ผมผิดไปแล้วครับ คุณเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี ช่วยยกโทษให้ผมด้วยนะครับที่ครั้งนี้เสียมารยาทไป”เขาไม่ได้เป็นคนที่ใสสะอาด ถ้าหากถูกคณะกรรมการตรวจสอบวินัยตรวจสอบขึ้นมาจริง ๆ ถึงเวลานั้นก็มีเพียงทางเดียวที่ไปได้นั่นก็คือคุกนั่นเอง ในเวลานี้เองหวังเป่าหลงจึงจ้องไปที่ซุนเหล่ย แล้วพูดว่า “หัวหน้าแผนกซุนครับ นี่คุณเป็นอะไรไป?ขาชาเหรอครับ?” ซุนเหล่ยที่เพิ่งพูดจาสามหาวเมื่อสักครู่นี้ พออยู่ต่อหน้าหวังเป่าหลงกลับพูดไม่ออกสักคำ“ผู้อำนวยการครับ ผมผิดไปแล้วครับ ได้โปรดยกโทษให้ผมด้วยนะครับ”เมื่อซุนเหล่ยพูดจบ จึงพุ่งไปหาหวังเป่าหลงพร้อมกับก้มหัวทำความเคารพแบบจีนหนึ่งครั้งในช่วงเวลานี้เอง ทันใดนั้นประตูห้องของหวังเป่าหลงก็ถูกคนผลักออก หลังจากที่คนของแผนกคลังสินค้าคนหนึ่งได้เห็นฉากนี้ ก็มองดูหวังเป่าหลงและซุนเหล่ยอย่างตกตะลึง การมีคนที่อายุสี่สิบกว่าปีมาคุกเข่าให้ หวังเป่าหลงก็ทนดูต่อไปไม่ได้ จึงมองไปที่เพื่อนร่วมงานในแผนกคลังสินค้าที่อยู่หน้าประตู หลังจากนั้นก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วพูดกับซุนเหล่ยว่า :“ไปที่ห้องประชุม” ภายในห้องประชุม มีคนในแผนกคลังสินค้ายี่สิบกว่าคนที่กำลังรอหวังเป่าหลงอยู่ และไม่มีใครรู้เลยว่าที่หวังเป่าหลงเรียกพวกเขามาประชุมนั้นได้มีเหตุผลอะไรเมื่อหวังเป่าหลงมาถึงห้องประชุม ก็พูดเข้าประเด็นเลยว่า :“ปัญหาเกี่ยวกับบัญชีในแผนกคลังสินค้าของพวกคุณ ผมต้องการคำอธิบาย”ซุนเหล่ยรู้ว่าคำพูดนี้ของหวังเป่าหลงจงใจพูดกับตัวเอง จึงรีบพูดไปว่า :“หัวหน้าหวังครับคุณวางใจเถอะ ช่วงสองสามวันนี้ในส่วนของวัสดุอุปกรณ์ผมจะพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อหากลับมาให้ได้ครับ”“เรื่องอะไรที่พวกคุณทำลงไป ในใจก็รู้ดีที่สุด ปัญหาเรื่องวัสดุอุปกรณ์ผมให้เวลาพวกคุณสามวัน แม้ว่าจะไม่มีวัสดุอุปกรณ์ ก็จะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามราคาเดิม ไม่งั้นอย่าหาว่าผมไม่ปรานีละกัน” คำพูดนี้ของหวังเป่าหลง ทำให้สีหน้าของคนในแผนกคลังสินค้าทั้งหมดเปลี่ยนไปทุกคนในแผนกคลังสินค้าล้วนได้รับผลประโยชน์มาเยอะมากแล้ว ตอนนี้คาดไม่ถึงว่าหวังเป่าหลงจะให้พวกเขาเอาของที่ยึดไปเอาออกมาคืน แล้วนี่จะให้พวกเขารับได้อย่างไรกันล่ะ?และในเวลานี้เองซุนเหล่ยก็ส่งสายตาให้กับคนอื่นเรื่อย ๆ คนพวกนี้ล้วนทำผิดจนเคยตัว ได้รับสิ่งดี ๆ จากแผนกคลังสินค้าไปก็ไม่น้อย ตอนนี้หวังเป่าหลงได้มายุ่งเรื่องผลประโยชน์ของพวกเขาทุกคนในแผนกคลังสินค้า เขาจึงเตรียมที่จะให้ทุกคนมารวมตัวกัน“รองผู้อำนวยการหวังครับ คุณทำแบบนี้หมายความว่าอะไรครับ?ของที่ไม่อยู่ในแผนกคลังสินค้า มันเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเราล่ะครับ?ตอนนี้ของไม่อยู่ ก็คาดไม่ถึงว่าคุณจะให้พวกเราชดใช้ทั้งหมด นี่ไม่ใช่ว่าคุณกำลังบีบบังคับคนอื่นให้ทำเรื่องลำบากใจเหรอครับ?”คนที่พูดนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องของซุนเหล่ย เขาหลอกใช้ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบที่จะพาลูกพี่ลูกน้องเข้ามาทำงาน ซึ่งทั้งสองคนก็ได้ทุจริตในแผนกคลังสินค้าด้วย“ซุนเหล่ย เรื่องนี้ส่งให้คุณจัดการเลยละกัน ถ้าจัดการได้ไม่ดี ผมจะรายงานคณะกรรมการตรวจสอบวินัย แล้วให้คนของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาจัดการ”เมื่อหวังเป่าหลงพูดจบ ก็เดินออกจากห้องประชุมทันทีการประชุมที่ง่าย ๆ ครั้งหนึ่งทำให้สภาพจิตใจของทุกคนหนักอึ้ง แต่ว่าพวกเขาก็ไม่มีวิธีการใดใด เดิมทีซุนเหล่ยคิดว่าจะให้คนอื่น ๆ ช่วยกันบีบหวังเป่าหลง แต่หวังเป่าหลงกลับไม่ให้โอกาสพวกเขาบีบตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียวอีกทั้ง หวังเป่าหลงก็ยังไม่ได้ให้คนของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาโดยตรง ทำแบบนี้ถึงแม้ว่าจะขัดใจคน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ใครขาดใจตายได้ แต่ก็ไม่นับว่าเป็นสิทธิพิเศษใดใดวันต่อมา วัสดุอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายทั้งหมดในแผนกคลังสินค้าถูกส่งกลับเข้ามาโดยทันที แม้ว่าจะมีวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ได้ถูกส่งกลับมา แต่ก็มีการชดใช้ให้ตามราคาจริงอีกทั้ง สิ่งที่ทำให้ทุกคนคิดไม่ถึงก็คือซุนเหล่ยนั้นที่จะได้รับโทษเป็นสองเท่า แล้วหวังเป่าหลงก็ยังลงโทษเขาต่อหน้าทุกคน แม้ว่าจะไม่ได้กำจัดซุนเหล่ยให้ราบคาบ แต่ก็นับว่าเขาได้สูญเสียไปไม่น้อยเรื่องราวของแผนกคลังสินค้าได้ถูกคลี่คลายลงอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งเรื่องของซุนเหล่ยที่คุกเข่าให้กับหวังเป่าหลงก็ถูกแพร่กระจายไปทั่วแผนกคลังสินค้า คนจำนวนมากรู้ว่าซุนเหล่ยมีคนคอยหนุนหลังให้ แต่คาดไม่ถึงว่าคนที่มีคนคอยหนุนหลังให้แบบนี้จะเป็นคนคุกเข่าให้หวังเป่าหลง สิ่งนี้ทำให้คนอื่นรู้สึกน่าเหลือเชื่อวัสดุอุปกรณ์ได้ชดใช้หมดแล้ว บวกกับเงินที่พวกเขาชดใช้ก็ได้มาด้วย นี่ถือเป็นการยกระดับการพัฒนางานในแผนกคลังสินค้าอย่างแท้จริง รวมไปถึงระบบการจัดซื้อของKingdee ที่ทำให้บัญชีของแผนกคลังสินค้าโปร่งใสขึ้นมาภายในเวลาอันรวดเร็วแต่ว่าก็มีเรื่องที่หวังเป่าหลงไม่ทันได้คาดคิดเกิดขึ้น หลังจากที่ให้ทุกคนเอาของที่ยึดไปกลับมาคืนแล้วนั้น ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหน ทุกคนก็ล้วนแต่กลอกตาบนมองเขา จนกระทั่งแม้แต่หวังจวนที่ทำงานอยู่ที่แผนกการเงินเองนั้น ก็เริ่มได้รับการกีดกันเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาที่เพื่อนร่วมงานรอบตัวมองมา หวังเป่าหลงก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่การปฏิรูปก็เป็นแบบนี้ ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะจัดการซุนเหล่ยเป็นตัวอย่างแบบนี้ แต่ก็ทำให้คนอื่นได้รับผลกระทบไปด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ของหวังเป่าหลงในสถานีโทรทัศน์ระยะนี้ก็ไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าไหร่หลังจากนั้นสามวัน เมื่อหวังเป่าหลงกลับถึงบ้าน หวังจวนก็เริ่มโทษเขาขึ้นมาทันที “ทำไมคุณทำอย่างนี้ บอกให้คุณฟังคำพูดของลูก ทำให้เป็นแบบอย่างก็พอแล้ว ทำไมคุณถึงทำให้ทุกคนขุ่นเคืองซะล่ะ?”ชีวิตความเป็นอยู่ของหวังจวนในแผนกการเงินก็ไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าภายนอกจะยังมีคนพูดคุยด้วยอยู่ แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าคนอื่นกำลังห่างเหินเธอออกไป “ผมจะมีวิธีอะไรได้อีกล่ะ?แต่ว่าสิ่งสำคัญก็คือการได้จัดการซุนเหล่ย สำหรับเรื่องที่เพื่อนร่วมงานจะมองพวกเรายังไงนั้น ก็ค่อยคิดหาวิธีกู้สถานการณ์เอาละกัน”หวังเป่าหลงนวดหน้าผากของตัวเองเบา ๆ แต่ท้ายที่สุดก็กลับนึกไม่ออกว่าควรจะกู้สถานการณ์คืนมายังไง...