เ้าจ้อยยังคงแอบวางแผนเล็ก ๆ ไว้ในใจแม้เขาจะรับปากนายหญิงว่าจะไม่เอาตัวไปเสี่ยงฉกชิงวิ่งราวอีก แต่ความจริงคำว่า“ไม่เสี่ยง” ของจ้อยนั้นแปลว่า ‘ถ้าไม่จวนตัวจริงๆ หรือผลประโยชน์ไม่คุ้มค่าพอผมก็จะไม่ทำ’ แต่ถ้ามีโอกาสทองหล่นทับล่ะก็...มีหรือที่มหาโจรหางพวงคนนี้จะปล่อยให้หลุดมือ!
นายหญิงเองก็ไม่รู้ว่าฟังนัยแฝงของจ้อยออกหรือไม่แต่นางดูสดใสและสบายใจขึ้นมากที่เห็นเ้าสัตว์เลี้ยงตัวแสบกลับมามีพลังวังชาอีกครั้งนางเอื้อมมือไปขยี้ขนขาวมุกที่พุงของจ้อยอย่างเอ็นดู
“ไป... เดี๋ยวฉันจะพาไปอาบน้ำล้างตัวเสียหน่อยเผื่อกลิ่นอายเทวดาเฒ่าจะหลุดออกจากขนไปบ้าง!”
จ้อยพอได้ยินคำว่า “อาบน้ำ” หูที่เคยตั้งเด่ก็พับลงทันที...‘โถ่นายหญิงครับ อาบคนเดียวมันเหงาจะตายไป ถ้าอาบด้วยกันผมจะไม่เกี่ยงเลยสักคำ!’
หลังจากผ่านสมรภูมิฟองสบู่ทิพย์และการเป่าขนจนฟูฟ่องปานก้อนเมฆทั้งคู่ก็ทานมื้อค่ำกันอย่างอิ่มหนำจ้อยและนายหญิงมานั่งเล่นกันอยู่ที่หน้าชานเรือนวิมานจันทราท่ามกลางแสงเดือนที่อาบชโลมไปทั่วป่ากัลปพฤกษ์พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันถึงเื่สำคัญที่กำลังจะมาถึงในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า...นั่นคือ “งานสโมสรเทวสมาคมวันเพ็ญเดือนแปด”
“นายหญิงครับ ถามจริง ๆ เถอะ นายหญิงรำไม่เป็จริง ๆ หรือ?” จ้อยถามพลางเงยหน้ามองด้วยความสงสัย
นายหญิงเม้มปากน้อย ๆ อย่างขัดใจ“จะว่าทำไม่เป็เลยมันก็ไม่ใช่หรอกจ้อย ตอนเด็ก ๆ ฉันก็เคยเรียนมาบ้างตอนอยู่ภพเบื้องล่างก็เคยร่ายรำในงานเทศกาลอยู่บ่อย ๆ ... แต่นั่นมันนานมาแล้วนานจนวิชามันคืนครูไปเกือบหมด อีกอย่างนั่นมันงานเลี้ยงใหญ่ระดับ์นะ!นางอัปสรจากทุกชั้นฟ้าคงจะไปอวดฝีมือกันเต็มที่ฉันกลัวว่าถ้าขึ้นไปรำสุ่มสี่สุ่มห้า จะกลายเป็ตัวตลกให้พวกอาศรมมหาเวทย์หัวเราะเยาะเอามากกว่า...โถ ฉันว่าคราวนี้เราคงถึงที่ตายแน่ ๆ เลยจ้อยจ๋า”
จ้อยได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วสูง “โถ่... นายหญิงครับ ถ้าจะคิดแบบนั้นเราไปขุดหลุมเตรียมไว้สักสองหลุมไหมครับ? ไหน ๆไปก็ตายอยู่แล้ว สู้เราเลือกทำเลที่ตายสวย ๆ ขุดหลุมขนาดพอดีตัว เลือกเวลาตายเก๋ ๆแล้วก็นอนโพสต์ท่าเท่ ๆ ให้คนมาฝังไม่ดีกว่าหรือ?”
เพียะ!
ฝ่ามือนุ่ม ๆของนายหญิงฟาดลงบนหน้าผากจ้อยอีกหนึ่งทีจนหูเบี้ยวไปข้างหนึ่ง
“ไอ้เ้ากระรอกปากเสีย! แทนที่จะช่วยคิดหาทางรอดกลับมาชวนกันขุดหลุมฝังตัวเองเสียอย่างนั้น!” นายหญิงดุพลางยิ้มขำ
จ้อยหัวเราะร่าพลางจัดหูให้เข้าที่ “ก็ถูกแล้วไงครับ นายหญิงต้องแสดง‘ความอยากรอด’ ออกมาแบบนี้ ผมถึงจะได้ลงมือช่วยถูกทาง”
“พูดเหมือนง่ายเลยนะจ้อย แล้วเ้ามีวิธีดี ๆ หรืออย่างไร?”
จ้อยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ภาพจำจากชาติภพที่แล้วไหลวนเข้ามาในหัว‘ถึงผมจะไม่ใช่ครูนาฏศิลป์มืออาชีพ แต่ภาพการแสดงพวกนั้นมันฝังอยู่ในหัวผมทุกช็อต!ยิ่งตอนนี้ผมเป็สัตว์ทิพย์ที่มีความจำดีเยี่ยมผมสามารถถ่ายทอดทุกท่วงท่าออกมาได้สมบูรณ์แบบแน่!’
“นายหญิงครับ... ผมมีความลับจะบอก จริง ๆ แล้วผมรู้จักท่ารำท่าหนึ่งที่‘เด็ด’ สุด ๆ นายหญิงสนใจจะลองไหม?”
นายหญิงจ้องมองจ้อยด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ นางมองไล่ั้แ่พุงป่อง ๆไปจนถึงหางพวงใหญ่ของเขา “เ้าเนี่ยนะรู้จักร่ายรำ? อยู่ด้วยกันมาตั้งนานฉันไม่เคยเห็นเ้าขยับตัวทำอะไรนอกจากะโฉกของกับนั่งกินเลยนะจ้อย”
จ้อยกลอกตาขึ้นฟ้า “โถ่นายหญิง ที่ผ่านมาผมเคยได้กินอิ่มที่ไหนล่ะครับ? พลังงานจะเดินยังไม่มี แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปรำล่ะ? กว่าผมจะสะสมไขมันมาเป็พุงนุ่มๆ นี่ได้ มันลำบากขนาดไหนนายหญิงรู้ไหม?”
นายหญิงพยักหน้าเห็นใจ “ก็จริงของเ้า...แล้ววิชาร่ายรำที่เ้าว่ามันคืออะไรกันแน่?”
จ้อยลูบคางตัวเองอย่างมาดมั่น “บอกตามตรงนะครับ ผมแค่เคยเห็นเขาทำมาผมเองคงรำให้ดูไม่ได้หรอก และอย่างที่นายหญิงว่า...งานเลี้ยงนี้องค์จอมเทพและพระแม่เ้า์ก็อยู่ เทพยดาทั่วหล้าก็นัดมากันหมดรำไทยเดิมทั่วไปคงสู้พวกนางละเวงนางอัปสรอาชีพไม่ได้แน่ ๆ ...”
จ้อยเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มเ้าเล่ห์“แต่เรามีข้อได้เปรียบที่พวกนั้นไม่มี!”
นายหญิงดวงตาสว่างวาบ “ข้อได้เปรียบอะไรหรือ?”
“เบ้าหน้าฟ้าประทานไงครับ!” จ้อยตอบเสียงดังฟังชัด
นายหญิงทำหน้างง “เบ้าหน้าฟ้าประทาน? มันคืออาคมอะไรน่ะจ้อย?”
จ้อยนึกขึ้นได้ว่านายหญิงคงไม่เข้าใจคำศัพท์สมัยใหม่ เขาจึงพยายามอธิบาย“มันคือ ‘รัศมี’ ไงครับนายหญิง ความสวยของนายหญิงคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด!ต่อให้นายหญิงแค่ยืนเฉย ๆ พวกเทวดาก็ตกวิมานกันเป็แถวแล้ว...ไหนนายหญิงลองทำท่าทางร่ายรำสักท่าให้ผมดูหน่อยสิครับท่าไหนก็ได้ที่คิดว่าสวยที่สุด”
นายหญิงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนกลางแสงจันทร์ นางค่อย ๆยกเรียวแขนอ่อนช้อยขึ้นกรีดกราย ปลายนิ้วเรียวยาวสั่นไหวน้อย ๆเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางปรายตามาทางจ้อย แววตาของนางในวินาทีนั้นเหมือนมีมนต์สะกดมีทั้งความเยือกเย็นและความอบอุ่นปนความเศร้าสร้อยที่งดงามเกินบรรยาย
จ้อยถึงกับนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะยกอุ้งเท้าขึ้นตบหน้าตัวเองหนึ่งทีดัง เพียะ! จนนายหญิงใ
“จ้อย! เ้าเป็อะไร? ตบหน้าตัวเองทำไม!”
“ผมตบเรียกสติครับนายหญิง!เพราะเมื่อกี้ผมเกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็กระรอก!” จ้อยกู่ร้อง “เห็นไหมล่ะ!แค่ท่าโพสต์เดียว นายหญิงก็เข้าถึงบทบาทจนผมขนลุกไปทั้งตัวแล้วความสวยของนายหญิงมันสามารถผสานเข้ากับท่วงท่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ!แต่รำแบบนี้มันธรรมดาไป ผมสรุปหัวใจสำคัญให้นายหญิงสั้น ๆ แค่สามพยางค์ครับ...”
“สามพยางค์อะไร?”
“สวย-ชิบ-เป๋ง!”
นายหญิงหน้าแดงระเรื่อทันที นางค้อนขวับให้เ้ากระรอกช่างพูด“ปากเสียจริงเ้าเด็กคนนี้... เอาล่ะ ท่าทางฉันก็ทำแล้ว แล้วอย่างไรต่อ?”
“ตามผมมานี่ครับ!” จ้อยกวักอุ้งเท้าเรียก
นายหญิงเดินตามจ้อยไปยังอ่างเก็บน้ำทิพย์ข้างถ้ำจ้อยชี้ลงไปในน้ำที่สงบนิ่งจนเห็นเงาสะท้อนชัดเจนราวกับกระจกคันฉ่อง
“นายหญิงลองทำท่าเดิมตรงหน้าผิวน้ำนี่ดูสิครับ”
นายหญิงทำตาม นางนึกถึงท่าทางหญิงสาวที่รอคอยคนรักท่ามกลางลมหนาวนางชูแขนขึ้น เอียงคอเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงมองเงาตัวเองในน้ำ...เงาสะท้อนที่ปรากฏขึ้นมานั้นช่างงดงามลึกลับ ปานเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพจิตรกรรม
จ้อยมองดูแล้วพึมพำกับตัวเอง “โถ่เอ๊ย...ใครมันจะกล้าทิ้งให้นายหญิงนั่งรออยู่บ้านคนเดียววะเนี่ย ถ้าเป็ผมนะต่อให้ต้องสู้กับจอมเทพทั้ง์ ผมก็จะไม่ยอมห่างนายหญิงแม้แต่ก้าวเดียวเลย!”
“จ้อย... แล้วมันมีอะไรพิเศษหรือ?” นายหญิงถามขณะยังตั้งท่าอยู่
“ตอนนี้อาจจะยังดูไม่ออกครับ... งั้นรบกวนนายหญิงรอดู ‘ใบไม้ที่ร่วงหล่น’อย่างผมหน่อยนะครับ”
พูดจบ จ้อยก็มายืนข้าง ๆ นายหญิงหน้าผิวน้ำ เขาพยายามยืนสองขายืดตัวสุดฤทธิ์จนพุงป่อง ๆ แทบจะะเิออกมาชนขอบอ่าง เขาชูอุ้งเท้าสั้น ๆขึ้นข้างหนึ่ง พยายามเอียงคอทำหน้าเศร้าสร้อยตามนายหญิง แต่ออกมากลายเป็หน้ากระรอกที่เหมือนคนกำลังท้องผูกอย่างรุนแรง!หางฟู ๆ ของเขาส่ายไปมาอย่างควบคุมไม่ได้
“นายหญิงมองดูเงาสะท้อนข้าง ๆ กันสิครับ... รู้สึกอย่างไร?”
นายหญิงก้มมองเงาสะท้อนที่เป็ภาพเทพธิดาผู้งดงามยืนเคียงข้างกับเ้ากระรอกพุงพุ้ยหน้ากวนประสาท...
“อุ๊บ... ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!” นายหญิงกลั้นหัวเราะไม่ไหวนางขำจนตัวงอแทบจะตกลงไปในน้ำ “จ้อย! เ้านี่มัน... ฮ่า ๆ หน้าตาเ้ามันตลกมาก!ดูสิ เงาของเ้าเหมือนก้อนแป้งที่โดนหนูแทะเลย!”
จ้อยไม่ได้โกรธ เขากลับยิ้มอย่างภูมิใจ “นี่แหละครับคือคำตอบ!ท่าทางเดียวกัน แต่ถ้าคนหนึ่งสวยระดับล่มวิมาน กับอีกคน... เอ่อ...หน้าตาเหมือนคนโดนของเข้าตัวแบบผม ความรู้สึกมันคนละเื่เลย!”
นายหญิงหยุดหัวเราะพลางเช็ดน้ำตา “เ้าจะบอกว่า... เพราะฉันสวยฉันเลยจะรำอะไรก็ได้งั้นหรือ?”
“ไม่ใช่แค่รำอะไรก็ได้ครับ แต่นายหญิงต้องรำสิ่งที่ ‘แปลกใหม่’จนพวกเทวดาพากันอึ้ง!” จ้อยกล่าวอย่างหนักแน่น “พวกนางอัปสร์น่ะรำสวยก็จริงแต่ก็จำเจ รำวนไปวนมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แต่นายหญิงของผมจะรำแบบ‘ประยุกต์’ รำที่ผสมผสานอารมณ์ความรู้สึก และท่วงท่าที่ขัดแย้งแต่ลงตัว!”
จ้อยเริ่มวางแผนใหญ่ในหัว เขาจะนำวิชา “ระบำจันทราประยุกต์” ที่เขาจำได้มาจากชาติก่อนมาสอนนายหญิงโดยอาศัยความอ่อนช้อยเป็พื้นฐาน และใช้ความ “ฉีกกรอบ” มาเป็ไม้ตาย
“นายหญิงครับ นับจากวันนี้ไป เราจะเริ่มฝึกนรกกัน!ผมจะสอนให้นายหญิงร่ายรำจนสรวง์ต้องะเื และผม...ในฐานะสัตว์ทิพย์ประจำตัว ผมจะไม่ได้แค่นั่งดูเฉย ๆ แต่ผมจะเป็ ‘คู่รำ’ที่แสบที่สุดในโลก!”
นายหญิงมองจ้อยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นแม้นางจะยังนึกภาพไม่ออกว่ากระรอกพุงป่องตัวนี้จะช่วยนางรำได้อย่างไรแต่ความมั่นใจที่ฉายออกมาจากดวงตาคู่นั้นทำให้ใจที่เคยห่อเหี่ยวของนางกลับมามีไฟขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาล่ะจ้อย... ในเมื่อเ้ากล้าเดิมพันด้วยชีวิต ฉันก็พร้อมจะสู้ไปกับเ้า!เริ่มพรุ่งนี้เช้า... ฉันจะตั้งใจฝึกให้ถึงที่สุด!”
จ้อยพยักหน้าพลางลูบพุงตัวเอง ‘รอก่อนเถอะพวกอาศรมมหาเวทย์เตรียมแว่นกันแดดมาด้วยล่ะ เพราะความงามระดับทะลุจอของนายหญิงและท่ารำสุดล้ำของผมจะทำให้พวกแกตาพร่าไปเจ็ดวันเจ็ดคืนเลยคอยดู!’