วิธีที่หลินเจียงเล่อคิดได้นั้นคือการให้ฟางหรงรีบหมั้นหมายกับคุณชายสกุลโม่โดยเร็วโดยให้ฮูหยินเฟยเจินจัดการเื่นี้ให้ เนื่องจากนางมีความสัมพันธ์อันดีกับสกุลโม่มานานซึ่งทางนั้นก็ไม่ปฏิเสธเพราะอยากเกี่ยวดองสองตระกูลกันอยู่แล้ว
จากนั้นขุนนางเฒ่าก็ไปขอเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้ และได้กราบทูลให้ทรงทราบว่าฟางหรงได้รักชอบและแอบหมั้นหมายไว้กับคุณชายตระกูลโม่อยู่แล้วจะเหลือก็แค่บุตรีคนเล็กที่เกิดจากเมียบ่าวรับใช้เท่านั้นจึงไม่คู่ควรกับอ๋องสิบทว่ารับสั่งของฮ่องเต้ก็ทำให้เจียงเล่อถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลย
“ไม่เป็ไร ข้าไม่รังเกียจชาติกำเนิดของนาง”
“แต่ว่า...”ขุนนางเฒ่าเริ่มเหงื่อตกและเครียดที่ไม่สามารถปกป้องบุตรสาวได้
“อีกสามวันข้าจะมีพระราชโองการไปที่จวนของเ้าเ้ากับบุตรสาวก็เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน” ฮ่องเต้หงเหยากล่าวเสร็จก็เดินไปที่โต๊ะทรงพระอักษรต่อหยิบฎีกาขึ้นมาอ่านเป็การตัดบทสนทนาเอาไว้เพียงแค่นี้
เจียงเล่อไม่รู้จะทำเช่นไรดีจึงได้แต่รับคำและกราบทูลลาออกจากห้องไป
ภายในจวนของตระกูลหลินกำลังวุ่นวายเตรียมงานสมรสพระราชทานอยู่ชุดเ้าสาวถูกตัดเย็บขึ้นอย่างเร่งด่วนแต่คนเป็เ้าสาวกลับมานั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ศาลาริมสระบัว ใบหน้างดงามดูหม่นหมองไร้ซึ่งความสุขอย่างที่เ้าสาวควรจะมี
เจียวจูเห็นอาการของนายสาวแล้วก็รู้สึกสงสารแต่ก็อดพูดไม่ได้เพราะคราวนี้คุณหนูของนางหาเื่ใส่ตัวเองแท้ๆ
“คุณหนูไม่ควรเสนอตัวแทนคุณหนูสี่เลย”
“เ้าจะให้ข้าทนดูพี่สาวของตนเองผูกคอตายอย่างนั้นหรือ”อันเฉินเอ่ยเสียงเศร้า ลุกขึ้นเดินไปยืนที่ริมศาลา มองดูดอกบัวที่บานสะพรั่งในสระอย่างเหม่อลอย
“ข้าว่าคุณหนูสี่ไม่ทำจริงหรอกเ้าค่ะ คุณหนูสี่แค่เล่นละครหลอกนายท่านเท่านั้นเอง”
“ไม่มีใครเอาเื่ความเป็ความตายมาล้อเล่นกันหรอกนะอาจู”
เจียวจูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่คุณหนูของนางมองพี่สาวตัวเองในแง่ดีเกินไป ไม่ได้รู้จักนิสัยของพี่สาวตนเองเลยสักนิด
คุณหนูสี่นั้นขี้อิจฉาและมีเล่ห์เหลี่ยมไม่แพ้มารดาของนางเลยนางเชื่อเหลือเกินว่าเหตุการณ์ในคืนนั้นสองแม่ลูกต้องวางแผนเล่นละครกันอย่างแน่นอน
“คุณหนูยังไม่รู้จักนิสัยของคุณหนูสี่ดีหรอกเ้าค่ะ”
“ช่างเถอะ อย่าพูดอีกเลย”อันเฉินเอ่ยตัดบทแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยแววตาที่เป็ประกายกล้ามากขึ้น“มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว ในเมื่อข้าเลือกเส้นทางนี้เองก็จะขอยอมรับและสู้ต่อไปอาจู...” หญิงสาวหันหน้าไปมองสาวใช้คู่ใจที่รักดุจพี่น้องแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ “เ้าได้ข่าวเกี่ยวกับอ๋องสิบเื่อะไรมาบ้างเล่าให้ข้าฟังทั้งหมดเลย”
“คุณหนูจะฟังไปทำไมเ้าคะ มันไม่มีเื่ดีเลย”
“ในเมื่อข้าหลีกเลี่ยงชะตากรรมนี้ไม่ได้ข้าก็ต้องสู้สิ ข้าต้องรู้เื่ของอ๋องสิบให้มากที่สุดจะได้รับมือกับเขาได้”
เจียวจูพยักหน้าเข้าใจ พอเห็นคุณหนูของนางเข้มแข็งขึ้นนางก็มีกำลังใจมากขึ้นตามไปด้วยนางจึงเล่าเื่ราวเท่าที่ได้ยินมาทั้งหมดของอ๋องสิบให้คุณหนูห้าฟัง
เสียงหัวเราะดังออกมาแว่วๆ จากห้องของคุณหนูสี่สองแม่ลูกกำลังช่วยกันเลือกอาภรณ์ที่จะสวมใส่ไปบ้านสกุลโม่บ่ายนี้ตามคำเชิญชวนของฮูหยินโม่
“วันนี้ข้าได้เห็นสีหน้าของอันเฉินแล้วรู้สึกสะใจเหลือเกินท่านแม่”
“ใครใช้ให้นางทำตัวเป็คนดีเองเล่า”ฮุ่ยิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“นั่นสิ แต่แผนการของท่านแม่ได้ผลดีเหลือเกินเ้าค่ะนอกจากข้าไม่ต้องแต่งกับอ๋องสิบแล้ว ข้ายังได้แต่งกับคุณชายโม่เร็วขึ้นอีกด้วย”
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าพูดถึงเื่นี้อีกเกิดใครผ่านมาได้ยินเข้าแล้วไปบอกท่านพ่อของเ้าจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นได้”นางเอ็ดลูกอย่างไม่พอใจนัก ฟางหรงจึงหน้าเจื่อนรีบเอ่ยขอโทษ
“ข้าขอโทษท่านแม่”
“เอาเถอะ คราวหลังก็ระวังปากของเ้าให้ดี”เมื่อเห็นบุตรสาวทำหน้าหงอยๆ ผู้เป็มารดาก็ใจอ่อน “ความจริงข้าก็ไม่ได้อยากใช้วิธีนี้หรอกแต่บิดาของเ้าบีบให้ข้าต้องทำเช่นนี้ แต่เื่ที่ข้าสะใจมากที่สุดไม่ใช่เื่ที่อันเฉินแต่งแทนเ้าหรอกแต่เป็เื่ที่สามารถบีบให้ฮูหยินเฟยเจินออกหน้าเร่งทางโน้นให้มาสู่ขอเ้าเร็วขึ้นได้ต่างหาก”
“เื่นี้ข้าก็สะใจเช่นกันท่านแม่”
สองแม่ลูกหัวเราะคิกคักกันก่อนจะช่วยกันเลือกอาภรณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะกันต่ออย่างมีความสุข
อันเฉินมองตัวเองในกระจกเงาด้วยสายตาเฉยชาทั้งที่วันนี้นางถูกจับแต่งตัวอย่างงดงามที่สุด ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะหญิงสาวยอมรับในโชคชะตาของตนได้แล้วจิตใจของนางจึงนิ่งสงบมากขึ้น
“วันนี้คุณหนูของข้างดงามยิ่งนัก” เจียวจูกล่าวชมแต่แววตากลับเศร้าหมอง นางอยากร้องไห้แต่ก็ไม่อยากร้องต่อหน้าคุณหนูของนาง
อันเฉินมองสาวใช้คนสนิทผ่านกระจกด้วยรอยยิ้มบางๆแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นเจียวจูจึงเดินไปเปิดประตูออกก็พบว่านายท่านยืนอยู่
“นายท่าน”
เจียงเล่อก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกล่องไม้ที่ถืออยู่ในมืออันเฉินหันมายิ้มแย้มให้บิดาแล้วเตรียมจะลุกขึ้นคำนับแต่ท่านเอื้อมมือมากดบ่าของบุตรสาวเอาไว้
“อย่าเพิ่งลุก พ่อมีบางสิ่งจะให้เ้า”
“อะไรหรือท่านพ่อ”
เจียงเล่อวางกล่องไม้ไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งจากนั้นก็เปิดกล่องออกแล้วหยิบปิ่นปักผม ที่ทำมาจากหยกขาวแสนงามซึ่งแกะลวดลายเป็รูปดอกโบตั๋นออกมา
“ปิ่นนี่พ่อตั้งใจทำให้แม่ของเ้าแต่น่าเสียดายที่แม่ของเ้าตายเสียก่อนที่มันจะเสร็จพ่อจึงเก็บปิ่นนี่เอาไว้โดยตั้งใจว่าจะมอบให้เ้าในวันที่เ้าแต่งงาน”
“ท่านพ่อ...” อันเฉินน้ำตาคลอมองปิ่นหยกในมือของบิดาเสมือนว่ามันเป็ตัวแทนของมารดา
“ปิ่นอันนี้เปรียบเสมือนความรักที่พ่อมีให้กับแม่ของเ้ามันจะเป็เสมือนตัวแทนความรักของพ่อกับแม่ที่จะอยู่กับเ้าเสมอ”ท่านพูดพร้อมกับเสียบปิ่นลงบนมวยผมให้บุตรสาว
อันเฉินยิ้มกว้างทั้งน้ำตารู้สึกตื้นตันในหัวใจยิ่งนัก และยังรู้สึกมีกำลังใจที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งมากขึ้นเพราะนางมีความรักของผู้ให้กำเนิดอยู่ด้วยเสมอ
เจียงเล่อมองปิ่นที่ปักอยู่บนมวยผมของบุตรสาวอย่างใจหายจู่ๆ เขาก็รู้สึกอ้างว้างขึ้นมา เพราะต่อจากนี้ไปจะไม่มีลูกสาวที่เขารักมากที่สุดอยู่ข้างกายอีกแล้ว
ผู้เป็พ่อน้ำตาซึมสองมือจับแขนเรียวของบุตรสาวแล้วดึงให้นางลุกขึ้นยืน เขามองหน้านางด้วยแววตาที่รู้สึกผิดเต็มหัวใจ
“พ่อขอโทษที่ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับแม่ของเ้าไม่ได้ว่าจะดูแลปกป้องไม่ให้ผู้ใดมาทำร้ายเ้า”
“อย่าโทษตัวเองเลยท่านพ่อ ข้าเข้าใจทุกอย่างดี”
“อันเฉิน...พ่อตั้งใจตั้งชื่อนี้ให้กับเ้าเพราะหวังให้เ้ามีชีวิตทุกวันที่สงบสุขแต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็อย่างที่พ่อคิดไว้เลย”
หญิงสาวน้ำตาไหล จับมือบิดามากุมเอาไว้มองท่านด้วยสายตารักและเทิดทูนสุดหัวใจ นางรู้ดีว่าบิดาทำดีที่สุดแล้วซึ่งนางไม่คิดโทษท่านเลย
“พอเ้าแต่งออกไปแล้วนับจากนี้ไปเ้าก็จะเป็คนของอ๋องสิบ พ่อขอให้เ้าโชคดีแม้การแต่งงานครั้งนี้เ้าจะไม่เต็มใจ และอาจมีชีวิตคู่ที่ไม่ปกตินักพ่อก็อยากให้เ้าเข้มแข็งและอดทน ถึงแม้อ๋องสิบจะดูแลเ้าไม่ได้เยี่ยงสามีแต่อย่างน้อยอยู่ที่นั่นก็ไม่มีใครกล้าข่มเหงรังแกเ้าอีกและเ้าจะมีชีวิตที่สุขสบายไม่ต้องลำบาก”
การแต่งงานในครั้งนี้เจียงเล่อวางใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ อันเฉินไม่มีวันต้องตกระกำลำบากอย่างแน่นอนถึงแม้สติปัญญาของอ๋องสิบจะไม่ค่อยสมประกอบนักแต่ฐานะก็ร่ำรวยมากแถมองค์ฮ่องเต้ยังทรงรักและเมตตามากกว่าพี่น้องทุกคน จึงไม่มีใครกล้าข่มเหงรังแก
“ข้าจะทำตามที่ท่านบอก” อันเฉินพยักหน้ารับ
“ดูแลตัวเองให้ดี พ่อเชื่อว่าเ้าสามารถเอาตัวรอดได้”
“ข้าไม่อยู่แล้วท่านพ่อโปรดดูแลตัวเองด้วย”
เจียงเล่อพยักหน้ารับแล้วกอดบุตรสาวเอาไว้ทั้งสองกอดร่ำลากันก่อนจะแยกจากเมื่อเจียวจูเข้ามารายงานว่า
“เกี้ยวเ้าสาวมาถึงแล้วเ้าค่ะ”
“ไปเถอะ พ่อจะไปส่งเ้าเอง” เจียงเล่อเช็ดน้ำตาแล้วรับผ้าคลุมหน้าสีแดงมาคลุมศีรษะให้บุตรสาว
อันเฉินมองหน้าบิดาขณะที่ผ้าคลุมค่อยๆ ปิดลงวูบหนึ่งหญิงสาวรู้สึกใจหายวาบ เพราะเหมือนชีวิตของนางมืดมนตามไปด้วยแต่ก็รีบตั้งสติแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกกำลังใจให้ตนเอง
หญิงสาวมองมือบิดาที่ยื่นออกมาให้จับนางจึงวางมือลงแล้วเดินตามบิดาออกจากห้องไปขึ้นเกี้ยวเ้าสาวที่รออยู่หน้าจวน
งานสมรสพระราชทานถูกจัดขึ้นในจวนอ๋องสิบอย่างสมเกียรติบรรดาขุนนางน้อยใหญ่รวมถึงเชื้อพระวงศ์ทุกคนต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีเพราะงานนี้องค์ฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงมาร่วมงานด้วย
งานแต่งดำเนินไปอย่างราบรื่นและครื้นเครงหลังจากที่ส่งองค์ฮ่องเต้กับฮองเฮากลับวังหลวงแล้ว เ้าสาวผู้งดงามก็ถูกพาไปนั่งรอที่ห้องหอส่วนเ้าบ่าวยังร่วมดื่มกินกับผู้มาร่วมงานอย่างสนุกสนาน
เมื่อได้อยู่ตามลำพังในห้องอันเฉินก็เปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวออก แล้วกวาดตามองไปรอบห้องหออย่างสำรวจเสียงหัวเราะเฮฮาดังแว่วให้ได้ยิน ทำให้หญิงสาวอดคิดถึงท่าทีของเ้าบ่าวไม่ได้
ช่างน่าแปลกเหลือเกิน ทำไมอ๋องสิบที่ทุกคนคิดว่าสติปัญญาไม่สมประกอบดีไฉนวันนี้ถึงได้มีท่าทางงามสง่าน่าเกรงขามกันเล่า
อันเฉินยอมรับว่าวันนี้กังวลใจเป็อย่างมาก นางจินตนาการไม่ออกเลยว่างานจะดำเนินไปเช่นไรเนื่องจากไม่รู้เลยว่าเ้าบ่าวของนางจะสามารถมาเข้าร่วมพิธีได้หรือไม่
แต่แล้วอ๋องสิบก็ทำให้นางและทุกคนประหลาดใจ เพราะนอกจากเขาจะมาร่วมงานในฐานะเ้าบ่าวแล้วท่าทีของเขายังองอาจและพูดจารู้ความดีอีกด้วยทำให้งานในวันนี้ราบรื่นและไม่ขายหน้าอย่างที่กังวลสักนิด
ทำไมภาพที่ทุกคนจินตนาการถึงอ๋องสิบก่อนหน้านี้ถึงได้แตกต่างจากวันนี้นักนะหญิงสาวครุ่นคิดหนักจนกระทั่งได้ยินเสียงพูดคุยดังขึ้นที่หน้าห้องหอ จึงรีบเอาผ้าคลุมปิดหน้าไว้ตามเดิม
เสียงเปิดและปิดประตูเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้อันเฉินอดตื่นเต้นไม่ได้หญิงสาวนั่งกุมมือของตนเองแน่น หัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อรับรู้ได้ว่ามีคนนั่งลงบนเตียงข้างๆกายนาง
“เ้าสาวของข้า”
เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับผ้าคลุมหน้าสีแดงค่อยๆถูกเปิดออก แล้วอันเฉินก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้เห็นใบหน้าของเ้าบ่าวอย่างชัดเจนเป็ครั้งแรก
โอ้...นี่คืออ๋องสิบอย่างนั้นหรือเขาช่างรูปงามกว่าคุณชายทุกคนที่นางเคยพบเสียอีก
หญิงสาวเผลอตัวมองชายหนุ่มด้วยสายตาชื่นชม ก่อนจะใจนสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ เ้าบ่าวที่สง่างามของนางทำหน้าทะเล้นและแลบลิ้นใส่
“แบร่...”
“เอ่อ...” คุณหนูห้าแห่งสกุลหลินที่บัดนี้คือพระชายาของอ๋องสิบเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอสถานการณ์นี้เข้า
“ข้าเล่นละครเก่งใช่หรือไม่”
“เล่นละคร?” อันเฉินทวนคำด้วยสีหน้างุนงง
“ใช่ๆ วันนี้ข้าเล่นละครเก่งมากท่านพี่ยังชมข้าเลย” อ๋องสิบปรบมือพร้อมฉีกยิ้มกว้างด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ท่านพี่หงเหยาบอกข้าว่าหากวันนี้ข้าเล่นละครเป็เ้าบ่าวได้ดี ท่านพี่จะประทานของเล่นให้ข้ามากมายเลยล่ะ”
หลินอันเฉินเริ่มเข้าใจเื่ราวทุกอย่างมากขึ้นเพราะแบบนี้เองสินะ วันนี้อ๋องสิบถึงได้ยอมเข้าพิธีแต่งงานกับนางอย่างเรียบร้อย องค์ฮ่องเต้มีวิธีจัดการกับน้องชายเช่นนี้นี่เอง
เมื่อพอรู้วิธีอยู่ร่วมกับอ๋องสิบแล้ว หญิงสาวก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นความกังวลในใจลดน้อยลง นางจึงยิ้มแย้มให้ผู้เป็สามี
“ถ้าเป็เช่นนี้ ท่านอ๋องให้หม่อมฉันอยู่เล่นที่นี่เป็เพื่อนท่านตลอดไปได้หรือไม่เพคะ”
“ได้สิๆ เล่นกันๆ ข้าชอบเ้า ข้าอยากเล่นกับเ้า”เขาไม่พูดเปล่าแต่โผเข้ากอดด้วย ทำเอาคนที่ไม่เคยถูกชายใดกอดมาก่อนนอกจากบิดาถึงกับนั่งตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะก่อนที่ใบหน้างามจะแดงระเรื่อขึ้นด้วยความขัดเขินเพราะแม้อ๋องสิบจะมีนิสัยเป็เด็กก็จริง แต่ร่างกายของเขาก็คือบุรุษเต็มตัว
“หม่อมฉันก็อยากเล่นกับท่านอ๋องเพคะแต่ว่าหม่อมฉันยังไม่ทราบชื่อของท่านอ๋องเลย” นางพูดพร้อมดันกายอ๋องสิบออกห่างอย่างนุ่มนวล
“ข้าชื่อชางลู่ ลี่ชางลู่แต่ทุกคนก็เรียกข้าว่าท่านอ๋องสิบ” เขาบอกชื่อด้วยท่าทางที่เหมือนเด็กน้อย จนอันเฉินอดอมยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้
“ส่วนหม่อมฉันชื่ออันเฉินเพคะ ท่านอ๋องเรียกหม่อมฉันว่าอาเฉินก็ได้”
“แต่ข้าอยากเรียกเ้าว่าเฉินเอ๋อร์”อ๋องสิบเม้มริมฝีปากอย่างขัดใจ หญิงสาวจึงรีบพยักหน้าตกลง
“ได้ๆ เรียกหม่อมฉันว่าเฉินเอ๋อร์ก็ได้เพคะ”
“เย้ๆ เฉินเอ๋อร์ เฉินเอ๋อร์ข้าชอบเฉินเอ๋อร์ที่สุดเลย” อ๋องสิบลุกขึ้นะโโลดเต้นไปมาอย่างร่าเริงก่อนจะเข้ามาดึงมือของอันเฉินให้ลุกขึ้นตาม “มาเล่นกันเถอะ ข้าอยากเล่นกับเ้า”
“ไม่ได้หรอก ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว หม่อมฉันว่าพวกเราควรนอนกันได้แล้วนะเพคะ”
“ไม่เอา ข้าไม่อยากนอน”
เมื่อเห็นชายหนุ่มเริ่มงอแงหญิงสาวก็พูดจาหลอกล่อทันที
“ถ้าท่านอ๋องยอมนอน พรุ่งนี้หม่อมฉันทำขนมให้เสวยดีไหมเพคะ”
“ดีๆ ข้าชอบกินขนมที่สุด ไปๆ เราไปนอนกัน”อ๋องสิบฉุดแขนอันเฉินให้เดินไปที่เตียงด้วยกัน จากนั้นชายหนุ่มก็ล้มตัวลงนอนในขณะที่หญิงสาวยังยืนลังเลใจอยู่ แต่สุดท้ายนางก็ล้มตัวลงนอนตามเพราะอย่างไรเสียนางก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ชายาของอ๋องสิบแล้ว ยังไงก็ต้องนอนร่วมเตียงกันอยู่ดี
“อุ๊ย! ท่านอ๋องอย่า ปล่อยหม่อมฉันเถิดเพคะ”อันเฉินใที่จู่ๆ ก็ถูกสามีพลิกตัวเข้ามากอด แถมยกขาก่ายอยู่บนตัวของนางอีกด้วย
“ข้าไม่ปล่อย ข้าอยากนอนกอดเ้า” นอกจากไม่ปล่อยแล้วยังเบียดกายแนบชิดมากขึ้นอีกด้วยทำเอาคนถูกกกกอดนอนตัวแข็งทื่อ แต่ใจนั้นสั่นระรัวเลยทีเดียว
“แต่...”
“เ้ากอดข้าหน่อยสิเฉินเอ๋อร์ไม่อย่างนั้นข้านอนไม่หลับ” เขาอ้อน
“ไม่”
“เฉินเอ๋อร์ใจร้าย ใจร้ายๆๆ” อ๋องสิบโวยวายนอนชักดิ้นชักงอเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจอันเฉินนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ จนเมื่อตั้งสติได้ก็รีบบอกว่า
“ได้ๆ หม่อมฉันจะนอนกอดเพคะ”
“จริงนะ” เขาหยุดดิ้นพลางถามเพื่อความแน่ใจ
“จริงสิเพคะ”
“เย้! เฉินเอ๋อร์ใจดีที่สุดเลย” ชายหนุ่มยิ้มกว้างแล้วขยับตัวเข้ามานอนกอดหญิงสาวไว้ซึ่งอันเฉินก็กอดตอบด้วยความประหม่าอาย พลางคิดในใจว่าเห็นทีจะไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้เสียแล้วเพราะคาดเดาอารมณ์ของพระสวามีนางไม่ได้เลยจริงๆ
อันเฉินนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่เงียบๆจนกระทั่งเผลอหลับตามอ๋องสิบไปโดยไม่รู้ตัว