บทที่ 4 เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจเธอ
ความตึงที่ขึงแขวนอยู่ในอากาศพลันแตกสลายลง จนในอีกพริบตาต่อมาทุกคนก็เปี่ยมล้นไปด้วยโทสะ
‘ไอ้หนุ่มนี่มันไม่อยากอายุยืนจริง ๆ’
เหล่าบอดี้การ์ดโมโหจนหน้าแดงคอพอง ยืนท่าพร้อมโจมตี รอจังหวะหมายจับตัวเขาเป็คนแรก เพื่อรับความดีความชอบจากท่านหลี่จง
สถานการณ์กำลังคุกรุ่นได้ที่
หลี่จงตาแดงก่ำราวกับไฟ บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา เปรียบเสมือนสัตว์ร้ายที่กำลังโกรธเกรี้ยว
นับั้แ่ก้าวเท้าออกจากเมืองหลวง ยังไม่เคยมีใครกล้าพูดจาหยาบคายต่อหน้าเขาขนาดนี้มาก่อน! ไหนจะเมืองทั้งเมืองนี้ที่ไม่มีใครหาญกล้ามั่นใจถึงขนาดนี้ด้วย
ดูเหมือนว่าสามีไร้ประโยชน์ของจ้าวหนิงซีจะไม่เพียงไร้ความสามารถเท่านั้น แต่ยังเป็ไอ้โง่ตัวจริงเสียงจริงอีกด้วย
ถึงกับกล้ามาท้าทายเขา
“ดีมาก! นายชื่อหลินชี่หยางใช่ไหม? คิดว่าตัวเองจะเดินอาด ๆ ออกไปจากที่นี่หลังยั่วโมโหฉันได้ด้วยหรือไง?”
“สำหรับคนที่ยังไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไปเอาความกล้าจากที่ไหนมาเหิมเกริมถึงขนาดนี้?” หลินชี่หยางพูดอย่างดูแคลน
“ฉันน่ะเหรอ? ฮ่า ๆ ถ้าวันนี้ฉันยังไม่ได้ฟังเสียงโหยหวนของนายจนพอใจ ตระกูลจ้าวทั้งตระกูลจะต้องพังพินาศ!”
พอพูดจบ พวกบอดี้การ์ดก็เข้ามาประชิดตัวเขาอีกครั้ง ในสถานการณ์แบบนี้ หากเป็คนธรรมดาคงล้มลงไปนอนกับพื้นแล้ว
หลินชี่หยางยังมีสีหน้าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แถมพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายสมทบลงไปอีกว่า
“คิดว่าไอ้พวกกระจอกพวกนี้จะขวางฉันได้อย่างงั้นเหรอ ขอเตือนเป็ครั้งสุดท้ายเลยนะ ถ้านายอยู่ไม่รอดจนถึงเที่ยงคืน พรุ่งนี้นายได้กลายเป็ศพแน่”
พูดจบเขาก็เดินออกไป ไม่สนใจพวกบอดี้การ์ดร่างกำยำเลยแม้แต่น้อย
เขาคือแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทำให้ทั้งสี่ทิศหวั่นเกรง
อย่าว่าแต่พวกบอดี้การ์ดสิบกว่าคนตรงนี้เลย แม้แต่หน่วยทหารที่มาทั้งกองทัพก็ยังโดนเขาจัดการได้ง่าย ๆ
อยากจะจัดการหลินชี่หยาง? คงต้องใช้กองพลทหารระดับพิเศษเป็อย่างต่ำเท่านั้นนั่นแหละ
บอดี้การ์ดที่โกรธจนแทบถล่มฟ้าพยายามจับตัวเขา แต่กลับถูกหลี่จงมาขวางไว้ “ทำไมนายถึงพูดว่าเที่ยงคืน”
“ฮ่า ๆ นายป่วยตอนเที่ยงคืนไม่ใช่เหรอ? อาการหนักไหมล่ะ?” หลินชี่หยางหัวเราะ “ความจริงนายเองก็ถือว่าพอใช้ได้นะ น่าเสียดายจริง”
เขาเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงประตู
แต่หลี่จงกลับวิ่งตามมาอย่างเสียมารยาท
“นายมาจากกลุ่มอิทธิพลไหน สืบความลับของฉันอยู่หรือไง”
หลินชี่หยางมองเขาอย่างดูแคลน “กลุ่มอิทธิพลไหนจะกล้าให้ฉันมาเป็ลูกน้อง ส่วนนายก็เป็ได้แค่ไอ้ขี้ขลาดเท่านั้นแหละ ทำไมฉันต้องสนใจด้วย”
ใบหน้าของหลี่จงเปลี่ยนสีไปมา หมายจะะโด่ากลับไป แต่ดันได้ยินหลินชี่หยางพูดต่อเสียก่อน “ทนมาได้ถึงหกปี นับว่าเป็คนมีฝีมือ เพราะก็ไม่ใช่ว่าทุก ๆ คนจะสามารถอดทนต่อ ‘หมื่นมดกัดกระดูก’ ได้”
“แต่ร่างกายภายในของนายมันพังไปจนหมดแล้ว คืนนี้ความชื้นมีมากเป็พิเศษ พิษจะแพร่กระจายได้เร็วขึ้น และจะกำเริบอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนถึงสองครั้ง ครั้งแรกของการกำเริบจะทำให้นายคัน ปวด และเจ็บมากกว่าปกติ แถมยังมีอาการเห็นภาพหลอนมาร่วมด้วย”
“และถึงนายจะกัดฟันฝ่าผ่านการกำเริบครั้งแรกมาได้ นายก็ต้องเสียสติและตายเพราะการกำเริบหนสองอยู่ดี!”
น้ำเสียงของหลินชี่หยางดูเสียดายอยู่ในที แต่ใบหน้ากลับยังเปื้อนยิ้ม
บอดี้การ์ดที่ไม่เข้าใจเื่ราวพลันแสดงท่าทีใราวฟ้าถล่ม ส่วนหลี่จงก็ใเหมือนโดนฟ้าผ่า ยืนไม่มั่นคง ทรุดตัวลงบนร่างของบอดี้การ์ด
‘เขาเป็ผู้ส่งสารจากยมบาลเช่นนั้นหรือ?’
‘ทุกคำพูดช่างตรงจุด ตัดสินเป็ตาย’
หลี่จงใจเต้นแรง ในชั่วขณะหนึ่งโลกพลันหมุนคว้าง แทบหมดสติไปทั้ง ๆ อย่างนั้น
เขารู้ดีว่าทุก ๆ ครั้งที่ถึงยามดึกสงัด ตนจะไม่สามารถทนต่อความเ็ปจากหมื่นมดกัดกระดูกได้ นี่คือจุดอ่อนร้ายแรงประการหนึ่ง จึงเพียรซุกซ่อนมันเอาไว้ให้ลึก
ลึกจนไม่มีใครล่วงรู้ความลับนี้ เว้นแต่หมอต่างเมืองซึ่งไม่รู้ตัวตนของเขา
ในสายตาของทุกคน เขาคือหลี่จงที่ทั้งเก่งกาจและแข็งแรงสมบูรณ์ แต่ตอนนี้ ลูกเขยตระกูลจ้าวที่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่ความล้มเหลวกลับพูดถึงอาการป่วยของเขาออกมาตรง ๆ แถมระบุวันตายให้ด้วย
คนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็ใคร
สิ่งที่พูดออกมาเป็ความจริงหรือไม่
“มาพูดจาเหลวไหลแบบนี้ มีจุดประสงค์อะไรกันแน่” หลี่จงหยั่งเชิง
“เฮอะ อย่างนายไม่มีอะไรให้ฉันสนใจหรอก” หลินชี่หยางกลอกตา “ก็แค่ไม่อยากให้นายถูกยาพิษฆ่าตายเลยบอก แต่ถ้านายอ้อนวอนจนฉันอารมณ์ดี บางทีฉันอาจจะช่วยชีวิตนายก็ได้นะ”
ใบหน้าแสดงท่าทางไม่ใส่ใจของหลินชี่หยาง น่าตบสักทีจริง ๆ
แต่ถึงจะโดนดูถูกขนาดนี้ หลี่จงกลับไม่กล้าโกรธเกรี้ยวพร่ำเพรื่อ
‘อ้อนวอนอย่างงั้นเหรอ? ’
หลี่จงไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับคำคำนี้ มือของเขาพลันสั่นเทาขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สั่งให้บอดี้การ์ดพุ่งเข้าจู่โจม
“สิ่งที่นายพูดคือเื่จริงใช่ไหม?”
หลี่จงกัดฟันจ้องหลินชี่หยางตาไม่กะพริบ
“อยากจะเชื่อก็เชื่อ เพราะหลังจากครั้งแรก รอบสองจะมาในอีกชั่วโมงครึ่ง คงพอทันนั่นแหละ”
หลินชี่หยางหัวเราะ “แต่ถ้านายไม่รอดั้แ่รอบแรกก็อย่ามารบกวนการนอนของฉัน ฉันไม่ช่วยพวกกระจอกหรอกนะ”
พูดจบเขาก็เดินออกไป
“ถ้านายหันมาติดตามฉัน ชีวิตนายจะไม่มีวันเจออันตรายใด ๆ แน่นอน!”
หลินชี่หยางไม่สนใจหลี่จงที่มีสีหน้าเป็กังวล เท้ายังคงก้าวต่อไป
“งั้นฉันไปละ เมียฉันรออยู่ที่บ้าน”
หลินชี่หยางไม่เคยกังวลเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเองจะทำพลาด
ด้วยต้องรู้ไว้ก่อนว่าเขาคือแม่ทัพหลิน! ผู้ชนะสิบทิศ ผู้สามารถสร้างความหวาดกลัวให้แก่นานาประเทศได้ เปรียบดั่ง ‘ยมทูต’ แห่งแดนมนุษย์
เขาสามารถทำนายโชคชะตาของผู้คนได้อย่างแม่นยำ มีพลังมากพอยึดครองทั้งผืนแผ่นดิน!
ใน่เวลานี้ หัวของหลี่จงเต็มไปด้วยความคิดมากมาย สุดท้ายก็ได้แต่มองหลินชี่หยางเดินจากไปจนลับสายตา ความโมโหพลันกลับมาพลุ่งพล่านแต่ไม่กล้าแสดงมันออกไป แปรเปลี่ยนคลื่นอารมณ์เป็ความอึดอัดภายในใจแทน
“บ้าเอ๊ย!”
……
ณ คฤหาสน์ตระกูลจ้าว
จ้าวหนิงซีเต็มไปด้วยความคิดยุ่งเหยิงไร้ทางออก
เธอััได้ว่าสามีของตนเองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ถึงแม้ระยะเวลาจะสั้นเกินกว่านำมายืนยันว่าต่างกันตรงไหนบ้างก็ตาม
“พี่คะ อย่าคิดถึงเขาเลย” ถึงแม้วันนี้หลินชี่หยางจะทำตัวน่านับถือ แต่จ้าวหนิงเยว่กลับรู้สึกว่าเขาคงแค่เมาเหล้าไปชั่วครู่เท่านั้น
จ้าวหนิงซีนิ่งเงียบ
เธอไม่เคยคาดหวังอะไรจากหลินชี่หยางเลยแม้แต่น้อย
ใน่แรกตระกูลจ้าวประสบความสำเร็จมากมาย กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็ประสบกับโชคร้ายอย่างคาดไม่คิด ทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินและรวมถึงโอกาสไป
ภายใต้แรงกดดันจากเ้าหนี้หลายฝ่าย พ่อแม่ของเธอที่จิตใจหม่นหมองก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตไป
ใน่เวลาแบบนี้ จ้าวหนิงซี้าความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่หลินชี่หยางกลับขี้ขลาดทำตัวไม่ได้เื่ได้ราว แถมยังคิดจะทิ้งตระกูลจ้าวไว้ข้างหลังอีก
หากไม่ใช่เพราะคำสั่งเสียของคุณปู่ที่เธอเคารพรัก จ้าวหนิงซีไม่มีวันยอมแต่งงานกับผู้ชายแบบนี้เด็ดขาด
“ส่งคนไปดูและพาเขากลับมาเถอะ” จ้าวหนิงซีพูดขึ้น
เพราะไม่ว่ายังไง พวกเขาก็เป็สามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
จ้าวหนิงซีสูดหายใจเข้าลึก ๆ หางตามีน้ำตาไหลซึมออกมาเป็ประกาย
“ฉันกลับมาแล้ว” หลินชี่หยางเดินเข้ามาและเปลี่ยนรองเท้าด้วยใบหน้าเบิกบาน
“ถ้าหนิงเยว่ไม่มารับ ผมคงหาทางกลับบ้านไม่เจอแน่ ๆ”
จ้าวหนิงซีหลบสายตาของเขาพลางเช็ดน้ำตา นึกโทษตัวเองอยู่ในใจ ความบาดหมางระหว่างพวกเขากับตระกูลจางนั้นมีมากมายจนแบกไว้ไม่หวาดไม่ไหว แต่เขากลับดูไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
กับหลี่จงยังยอมปล่อยเขาไปอย่างง่ายดาย
ลำพังหญิงสาวก็มีปัญหาให้จัดการมากพอแล้ว จึงไม่อยากถามมากไปกว่านี้ เธอพูดเพียงว่า “อืม วันนี้ทุก ๆ คนคงเหนื่อยมามากแล้ว มื้อเย็นทำอะไรง่าย ๆ กินกันดีกว่าไหม?”
“ครับ” หลินชี่หยางไปทำอาหารโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ
งานบ้านส่วนใหญ่เป็หน้าที่ของเขาอยู่แล้ว
“พี่คะ วันนี้พี่เขยแปลกไปหรือเปล่า” จ้าวหนิงเยว่ขมวดคิ้ว
บรรยากาศรอบตัวเขาไม่มีความรู้สึกเห็นแก่ตัวหรือตระหนี่ถี่เหนียวอีกต่อไป
“ช่างเขาเถอะ” จ้าวหนิงซีถอนหายใจ “เื่วันนี้แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ต่อไปนี้เราคงทำได้แค่ระวังตัวให้มากขึ้นเท่านั้น อีกอย่างนะหนิงเยว่ เธอเองก็ควรแต่งงานได้แล้ว พรุ่งนี้พี่จะจัดหาคู่มาให้เธอเอง เธอจะได้มีอนาคตที่ดี”
ครอบครัวจ้าวอาจมีวิกฤตที่ต้องรับมือ ถ้าน้องสาวของเธอแต่งงานออกไปได้ในเร็ว ๆ นี้ เธอคิดว่ามันน่าจะปลอดภัยกว่า
เพราะเติบโตมาด้วยกัน จ้าวหนิงเยว่จึงพอเดาแผนของพี่สาวเธอออก
จ้าวหนิงเยว่น้ำตาคลอ ส่ายหน้าพร้อมพูด “หนูจะแต่งสามี แล้วมาช่วยพี่แบกรับภาระของครอบครัวเราเอง”
จ้าวหนิงซีลูบผมเธออย่างอ่อนโยนด้วยรอยยิ้ม “เด็กโง่ พี่อยากให้เธอมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขต่างหาก”
น้ำตาของจ้าวหนิงเยว่ไหลออกมาไม่หยุดพร้อมกับเสียงสะอื้น “พี่คะ หนูก็อยากให้พี่มีความสุขเหมือนกัน! พี่เขยบ้านั่นไม่แม้แต่จะยอมนอนห้องเดียวกันกับพี่ด้วยซ้ำ แล้วหนูจะทิ้งพี่ไปได้ยังไง ปล่อยให้พี่ลำบากแบกภาระของตระกูลคนเดียวแบบนี้เหรอ?”