เสียงร้องโหยหวนของหมีโลหิตดังไปทั่วบริเวณเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ร่างของสัตว์อสูรตนนั้นค่อยๆถูกแผดเผาจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ซึ่งเกิดจากเวทย์อัคคีสังหาร ซึ่งเป็นเวทย์ธาตุไฟของผู้ใช้เวทย์ขั้นกลาง
แต่ภาพดังกล่าวที่ปรากฏกลับทำให้หลี่ฟางซิ่นนึกถึงภาพเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งเป็นภาพของสัตว์อสูรทั้ง 7 ตัว ที่ได้กระโจนเข้าหานางกลับสลายหายไป คล้ายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้นางจึงได้กล่าวถามบุรุษเบื้องหน้าออกไป ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเสมือนไม่เชื่อในสิ่งที่นางคิด
“จะเจ้า...เป็นผู้ช่วยเหลือข้า..ในครั้งที่แล้ว?”
เมื่อจูเยว่ได้ยินคำกล่าวถามหาได้ตอบกลับนางไป เพียงยกมุมปากยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวบางสิ่ง
“ดูเหมือน...เฟยซิ่วจะตามพวกเรามาทันแล้ว” พร้อมหันหลังกลับไปยังทิศทางที่ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งกำลังมุ่งตรงเข้ามา ทิ้งให้หลี่ฟางซิ่นที่ยังคงครุ่นคิดกับตัวเองเอาไว้เบื้องหลัง
เมื่อเฟยซิ่วได้หยุดอยู่เบื้องหน้าจูเยว่จึงได้กล่าวออกไปทันที
“ข้าเสร็จธุระภายในป่าลมหวนแห่งนี้แล้วพวกเราจะเดินทางกลับทันที แล้วค่อยหยุดพักบริเวณชายป่าในคืนนี้”
แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาพลบค่ำซึ่งความมืดมิดเริ่มปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า แต่การเดินทางกลับเขาไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงสัตว์อสูร ดั่งเช่นยามที่เข้ามาครั้งแรก
เมื่อเฟยซิ่วได้ยินในสิ่งที่นายน้อยกล่าวก็หาได้ทักท้วงแต่อย่างใด มันเชื่อว่าการตัดสินใจของนายน้อยเป็นสิ่งดีที่สุดแต่หลี่ฟางซิ่นเมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ กลับได้สติขึ้นมาจึงคิดกล่าวบางอย่างออกไป เพราะการเดินทางในป่าที่มืดมิดเช่นนี้อาจพบเจอกับอันตรายเป็นจำนวนมาก
“อะเอ่อ...”
แต่เมื่อจะกล่าวออกไปกลับต้องหยุดลงเนื่องจากภาพที่เขาจัดการสัตว์อสูรระดับวิญญาณขั้นที่ 3 ลงอย่างง่ายดายเสียจนมิต้องหันไปเหลือบมองได้ผุดขึ้นมา ทำให้คำที่จะกล่าวออกไปเมื่อครู่กลับต้องกลืนลงลำคอไป
เมื่อเฟยซิ่วสังเกตุเห็นท่าทางของแม่นางน้อยตระกูลหลี่ที่แปรเปลี่ยนจากหญิงสาว ที่มักกล่าวขัดนายน้อยอยู่ตลอดกลับกลายเป็นเชื่อฟังอย่างว่าง่าย ใบหน้ามันเริ่มปรากฏรอยยิ้มขึ้นอีกครั้งพร้อมหันมองไปยังนาง
หลี่ฟางซิ่นสัมผัสได้ถึงสายตาดังกล่าวที่จ้องมองมายังนาง ทำให้นางทราบได้ทันที ว่าตัวข้ารับใช้ผู้นั้นคิดสิ่งใดจึงถลึงตาดวงโตจ้องมองไปยังเฟยซิ่ว ด้วยความหงุดหงิดอยู่ภายใน
เมื่อเรื่องทุกอย่างจบลงจูเยว่จึงรีบนำทั้งสองออกเดินทางต่อ เพราะคาดว่าหากเดินทางในตอนนี้คงใช้เวลาไม่เกินสองชั่วยาม จึงสามารถถึงแนวชายป่าได้
แม้หนทางภายในป่าลมหวนยามค่ำคืนจะมืดมิดอย่างมากแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทาง ด้วยเวทย์ค้นหาของระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นกลางที่ตรวจสอบได้ไกลถึงระยะ 10 ลี้ทำให้จูเยว่สามารถใช้เวทย์อัคคีสังหาร ฆ่าเหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ห่างออกไปโดยที่สัตว์อสูรเหล่านั้น ไม่แม้แต่จะทราบว่าพวกมัน ได้ตกตายไปด้วยเหตุใด
ซึ่งขณะที่เดินทางจูเยว่ใช้เพียงพลังกายเท่านั้นหาได้หมุนเวียนลมปราณเวทย์หรือทักษะขึ้นมาเพราะต้องปรับความเร็วให้เทียบเท่าหลี่ฟางซิ่นในขณะเดินทางทำให้หลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่ว ยังคงไม่สามารถสัมผัสได้ถึงระดับพลังของจูเยว่ได้เช่นเดิม
หลี่ฟางซิ่นที่ได้ติดตามอยู่ด้านหลังยังคงตื่นตะลึงกับภาพเบื้องหน้าของนาง ที่สัตว์อสูรทุกตัวที่อยู่ในเส้นทางกลับถูกสังหารด้วยลูกไฟเหล่านั้นอย่างง่ายดาย คล้ายเพียงแค่ใช้สายตาจ้องมองก็สามารถส่งพวกมันให้ตกตายลง จนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ทำให้นางเผลอกล่าวถามจูเยว่ออกไปด้วยเสียงอันบางเบาอย่างไม่ทันรู้ตัว
“มันคือ..ทักษะโจมตีเช่นใดกัน?ทำไมข้า... ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการหมุนเวียนของพลังลมปราณแม้แต่น้อย”
หลี่ฟางซิ่นไม่สามารถระงับความสงสัยที่เกิดขึ้นมาภายในจิตใจ เพราะทักษะที่รุนแรงถึงขั้นนั้น กลับปลดปล่อยออกมาโดยง่ายมิต่างอันใดจากการหายใจ
เฟยซิ่วที่ได้ยินแม่นางน้อยตระกูลหลี่กล่าวถามได้เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เพราะตัวมันเองก็สงสัยเป็นอย่างมากเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำถามจูเยว่ได้หันไปยังนาง พร้อมกับเอียงศรีษะเล็กน้อย แล้วกล่าวออกมา
“มันเป็นทักษะลับของข้า...เจ้าสนใจที่จะเรียนรู้มัน?”
หลี่ฟางซิ่นจึงชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นกลับมา ครู่ต่อมานางค่อยๆส่ายศรีษะเพื่อปฏิเสธคำถามของจูเยว่ พร้อมกล่าวออกมา
“ในเมื่อมันเป็นทักษะลับของเจ้า...ข้าคงมิกล้าที่จะให้เจ้าสอน” เพราะตัวนางเป็นหนี้ชีวิตบุรุษผู้นี้ถึงสองครั้งถ้ายังกล้ากล่าวให้ตัวเขาสอนทักษะลับให้แก่นาง แล้วชาตินี้...จะมีปัญญาใช้หนี้บุญคุณแก่เขาได้อย่างไร?
แต่เมื่อสิ้นเสียงหลี่ฟางซิ่นกลับเป็นเสียงของลี่อินที่ดังขึ้นมาภายในดวงจิต
“ชิ!ถึงกลับกล้าเอาทักษะลับของตน มาหลอกล่อหญิงสาวได้เช่นนี้เจ้าช่างเป็นบุรุษที่มักมากในกามนัก!!” เมื่อลี่อินเห็นบุรุษผู้นี้ถึงขั้นเอาทักษะลับของตนออกมาล่อลวงหญิงสาว ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะกล่าวต่อว่าออกมา
“แค่กๆๆ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวว่าอย่างไม่คาดคิดถึงขั้นทำให้จูเยว่ต้องสำลัก เพราะเขาหาได้มีความคิดเช่นนั้นแต่อย่างใดซึ่งตัวเขาเพียงแค่ต้องการชดใช้บางสิ่งให้แก่แม่นางตระกูลหลี่ผู้นี้บ้างเพียงเท่านั้น ในเมื่อตนเองเป็นต้นเหตุให้นางต้องมาเผชิญอันตรายยังป่าแห่งนี้ จึงได้กล่าวอธิบายแก่ลี่อินภายในจิตใจ
“ทักษะลับของข้า...ถึงแม้อยากจะฝึกฝน แต่ถ้าหากไม่มีวาสนา ก็มิอาจที่จะเรียนรู้ได้หากคนผู้นั้นไม่เป็นภัยต่อข้า และปฏิบัติต่อข้าด้วยดี ข้าย่อมมอบโอกาสให้...” เพราะว่าทักษะเวทย์ของจูเยว่จำเป็นต้องมีพลังอำนาจจิตเสียก่อน และยังต้องมีความเข้ากันได้กับธาตุภายในโลกแห่งนี้อย่างน้อยหนึ่งธาตุ จึงสามารถเริ่มต้นฝึกฝนได้
ในโลกที่จูเยว่จากมาผู้คนภายในโลกใบนั้นแทบทุกคน ต่างใช้เวทย์ได้ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาหาได้วิเศษแต่อย่างใด เพราะประชากรในโลกแห่งนั้นนับร้อยล้านคนที่มีระดับพลังเวทย์อยู่ในขั้นที่ 1-3 ส่วนขั้นที่ 4-5 นั้นทั่วทั้งโลกมีไม่ถึงหนึ่งล้านคน แต่มีเพียงแค่พันคนจากประชากรทั้งหมดนับพันล้านที่สามารถเข้าถึงระดับพลังเวทย์ขั้นที่ 6-7 และเขาเป็นเพียงผู้เดียวในประวัติศาสตร์ของโลกใบนั้นที่ไปถึงระดับพลังเวทย์ขั้นที่ 8 !! ฉะนั้นการที่ตัวเขาจะสอนใครสักคนเพื่อใช้เวทย์ หาได้สร้างความกังวลใจใดๆแก่ตนแม้แต่น้อยหากผู้นั้นมิใช่ศัตรู
“หมายความว่า...เจ้าสามารถสอนให้แก่ข้าได้เช่นกันใช่หรือไม่?!”
เสียงสดใสของลี่อินดังขึ้นมาเพราะนางเองก็สามารถสัมผัสได้ ถึงความแปลกประหลาด ในทักษะที่บุรุษผู้นี้ใช้ออกมาจึงคิดว่าหากมีโอกาสที่จะเรียนรู้คงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย