ตอนที่ 6 ภารกิจกำจัดสัตว์อสูร
คน 6คนยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ที่ทางเข้าเมือง อินจันทร์และตาไกรก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน อินจันทร์ยังคงหน้าตาหล่อเหลาคมคาย ส่วนตาไกรยังคงมีสีหน้าเข้มงวดเ็าเช่นเคย เมื่อเห็นคีตา ตาไกรก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยหากก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรมากกว่านั้น
เสียงทักทายดังมาแต่ไกลเมื่อสองตาของอินจันทร์สบกับเขา
“อรุณสวัสดิ์ครับพี่นิทาน” อินจันทร์ยิ้มแย้มทักทาย
เสียงของอินจันทร์เรียกให้คนที่เหลือหันหน้ามามองที่นิทานกับคีตา ทั้ง 4คนเป็นักผจญภัยในสังกัดสมาคมนักผจญภัยสาขาเมืองศิลาลัย ประกอบด้วยชาย 2คน หญิง 2คน นิทานคุ้นหน้าค่าตาของแต่ละคนเป็อย่างดีจากการที่เขาลาดตระเวนในป่ามาหลายปี
“สวัสดีครับ” นิทานกำลังจะยกมือไหว้แต่อินจันทร์ห้ามไว้ก่อน
“ถึงตระกูลผมจะเป็ตระกูลเ้าพระยาอุทุมพร แต่ตัวผมยังอายุแค่ 18ปีเท่านั้นครับ ไม่ต้องมากพิธีขนาดนั้นหรอกครับ”
“โอเคครับ น้องอินทร์” นิทานยิ้มตอบ
“ในเมื่อมากันครบแล้ว ผมจะขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการกับทุกท่านอีกรอบนะครับ” อินจันทร์หันไปมองทั้ง4คนอีกครั้ง
“ผม อินจันทร์ อุทุมพร หนึ่งในผู้มีสิทธิ์รับสืบทอดตำแหน่งเ้าพระยาของตระกูล ผมรับบททดสอบในฐานะผู้สืบทอดให้มากำจัดสัตว์อสูรที่เมืองชายแดนแห่งนี้ด้วยพลังของตนและผู้ใต้บังคับบัญชาที่หามาได้ด้วยตนเองระหว่างภารกิจเท่านั้น” อินจันทร์กล่าว
“ทุกท่านคือคนที่ผมเลือกมาหลังผ่านการคัดสรรเป็อย่างดีแล้ว แน่นอนว่าค่าตอบแทนย่อมเป็ไปตามที่ตกลงครับ”
“ไม่ทราบว่าทุกคนรู้จักกันมาก่อนแล้วรึยังครับ” อินจันทร์ถาม
“พวกเรา 4คนรู้จักฝีมือและความสามารถของกันและกันเป็อย่างดีครับ พวกเราทำงานด้วยกันมาหลายครั้งแล้ว” ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มตอบ ก่อนจะมองมาทางนิทานกับคีตา
“ส่วนคุณนิทานกับคีตา พวกเราเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้างแล้ว แต่นี่เป็ครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกันครับ” อีก 3คนพยักหน้ายืนยันคำพูด
“จริง ๆ คุณนิทานค่อนข้างดังในเมืองนี้พอสมควรเลยนะคะ ยอดอัจฉริยะที่ทำงานของหน่วยลาดตระเวนหน่วยย่อย 3หน่วยได้ด้วยตัวคนเดียว” หญิงสาวคนหนึ่งพูดยิ้ม ๆ
“โฮ่ง!”
คีตาด้วย!
“โอ๊ะ ขอโทษค่ะ ไม่ใช่ตัวคนเดียว กับหมาอีกตัวต่างหาก” หญิงสาวก้มลงไปลูบหัวคีตา
“ผมก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของพวกคุณมาครับ แล้วก็เคยเห็นฝีมือในป่ามาแล้วครั้งหนึ่งด้วย” นิทานกล่าวตอบ
“นักผจญภัยระดับมรกตของสมาคมนักผจญภัย คุณอรุณ คุณฟ้า คุณไพร แล้วก็คุณราตรี ใช่มั้ยครับ” นิทานถาม
ทั้ง 4คนพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“ถ้ารู้จักกันมาก่อนแล้วก็เยี่ยมเลยครับ” อินจันทร์ยิ้ม
“ถ้างั้นผมจะขอแบ่งหน้าที่เลยนะครับ คุณฟ้า คุณไพร พวกคุณมีคำแห่งพลังจำพวกหนุนเสริมกำลังกาย ทำหน้าที่เป็แนวหน้า คุณราตรี คุณใช้คำแห่งพลังของคุณกับธนู จะเป็แนวกลางคอยหาโอกาสโจมตี คุณอรุณ คำแห่งพลังของคุณเป็ประเภทสนับสนุน คุณจะเป็แนวหลังคอยสนับสนุนสมาชิกคนอื่นนะครับ” อินจันทร์แบ่งหน้าที่อย่างคล่องแคล่ว
“ตัวผมเองถึงจะยังไม่ผ่านพิธีสลักคำ แต่ก็ััถึงคำได้เลือนราง สามารถหนุนเสริมศักยภาพทางกายได้ระดับหนึ่ง จะทำหน้าที่เป็แนวหน้าประเภทสนับสนุนคุณฟ้ากับคุณไพรเป็หลักครับ”
ปกติแล้ว หากไม่สนิทสนมกันจริง ๆ นักสลักคำจะไม่เผยคำแห่งพลังของตัวเองออกไป เพื่อป้องกันการที่ศัตรูลอบสืบข่าวและหาทางรับมือล่วงหน้า จะบอกเพียงรูปแบบพลังอย่างผิวเผินเพื่อแบ่งหน้าที่กันเท่านั้น ยกเว้นบางจำพวกที่มั่นใจในพลังตน ขี้อวด หรือไม่ก็ประมาท ที่ยินดีบอกคำแห่งพลังของตัวเองออกมาตรง ๆ
นิทานยังเคยได้ยินมาด้วยว่ามีคำแห่งพลังบางประเภทที่สามารถใช้รับรู้ถึงพลังของผู้อื่นได้ ตัวเขาเองยังไม่เคยพบมาก่อน แต่เคยเจอสัตว์อสูรที่สามารถปิดผนึกคำแห่งพลังของเขาได้ เป็หนึ่งในพวกที่รับมือยาก
นอกจากความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายแล้ว การต่อสู้กับมนุษย์และสัตว์อสูรมีจุดที่เหมือนกันอยู่ หากรู้ได้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีคำแห่งพลังแบบไหน ย่อมเป็การได้เปรียบกว่าการรับมือกับลูกเล่นสารพัดที่อีกฝ่ายจะใช้ออกตอนไหนก็ได้
“ส่วนคุณนิทานรับหน้าที่หน่วยสำรวจนะครับ คอยตรวจจับสัตว์อสูร แจ้งเตือนและตามรอย” อินจันทร์กล่าวรวบรัด
ทั้ง 5คนพยักหน้าน้อย ๆ รับทราบหน้าที่ของตัวเอง
“ถึงผมจะคัดสรรพวกคุณมาแล้ว แต่ทั้งหมดนั่นก็เพียงผ่านหน้ากระดาษเท่านั้น อย่างที่ทุกท่านทราบ บททดสอบนี้ไม่ยอมรับความผิดพลาด เพื่อกันไว้ดีกว่าแก้ ก่อนออกเดินทางต้องขอรบกวนให้ทุกท่านแสดงความสามารถเล็กน้อยด้วยครับ” อินจันทร์ยังพูดต่อ
สิ้นคำ นักผจญภัย 4คนก็หันหน้ามองกันและกัน ไพรก้าวออกมาข้างหน้าเป็คนแรก สองมือถือโล่ขนาดใหญ่ มือทั้ง 2 เรืองแสงก่อนจะขยายใหญ่ขึ้น แขนทั้งสองข้างกลับกลายเป็ยาวกว่า 2เมตร โล่ขนาดใหญ่ในมือถือทั้ง 2ถูกเหวี่ยงไปมาอย่างง่ายดาย ใช้ได้ทั้งการป้องกันรอบทิศทางหรือโจมตี
แขนทั้งสองข้างขยับไปมา ยืดขยายได้ดั่งใจรอบตัว กล้ามเนื้อแข็งแกร่งใหญ่โตที่แขนทั้งสองแสดงให้เห็นถึงพละกำลังมหาศาล ไพรเหวี่ยงโล่ขนาดใหญ่ลงพื้นเสียงดัง ก่อนจะหดแขนของตัวเองกลับเป็ขนาดปกติ
ยืดขยายเหรอ หรือว่าปลาหมึกหว่า นิทานแอบหัวเราะในใจ
อินจันทร์พยักหน้าเล็กน้อย คราวนี้ฟ้าเดินออกมาบ้าง ในมือของฟ้าเป็หอกเล่มใหญ่ สองมือเรืองแสง แสงเรืองรองค่อย ๆ ไหลจากมือไปสู่หอก ฟ้ามีสีหน้าเรียบนิ่ง เหงื่อผุดขึ้นมาเล็กน้อยตามใบหน้า ร่างกายไร้การเปลี่ยนแปลงฉูดฉาด นิทานเพ่งมองไปที่หอกที่บัดนี้เริ่มเรืองแสง ก่อนจะสังเกตเห็นว่าปลายหอกสั่นน้อย ๆ
นิทานเลิกคิ้วสงสัย
ฟ้าเอื้อมมือชี้หอกขึ้น แตะเบา ๆ ไปที่ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลออกไป เมื่อหอกของฟ้าแตะถูกต้นไม้ ลำต้นของต้นไม้ก็สั่นไหวอย่างรุนแรง มีรอยปริร้าวแผ่กระจายไปทั่วลำต้น เสียงเปรี๊ยะ ๆ ดังจากทุกทิศทาง ต้นไม้ยุบลงไปอย่างแรงในจุดที่หอกของฟ้าัั ต้นไม้สั่นไหวโอนเอนราวกับโดนกระแทกมาอย่างหนักหน่วง
ฟ้ายังไม่หยุดแค่นั้น เธอถอนหอกออกมา ชี้หอกในมือลงพื้น ก่อนออกแรงแทงจนปลายหอกทะลวงลงไปในพื้นดินกว่าสิบเิเ เมื่อหอกััดิน พลังจากตัวหอกกระแทกออกไปรอบทิศทาง พื้นผิวดินรอบ ๆ หอกก็เกิดการปริร้าว ก่อนรอยแตกจะแผ่กระจายไปรอบ ๆ
สั่นะเื? แรงกระแทก? เท่ชะมัดเลยแฮะ
“ร้ายกาจมากครับ” อินจันทร์พยักหน้าชื่นชม
เมื่อถึงรอบของราตรี ราตรีหยิบธนูบนหลังขึ้นมาเตรียมตัว คันธนูไม้รูปร่างแข็งแกร่ง หนาเท่าข้อมือของนิทาน ทำจากไม้สีดำเข้ม สลักลวดลายต่างๆ สีเงินและทอง ขัดเงาจนเป็ประกาย ตัวสายธนูเป็สายสีดำเส้นใหญ่ราวนิ้วก้อย รัดตึงแน่นระหว่างปลายธนูทั้ง 2ด้าน
ตาของคีตาสว่างวาบเมื่อเห็นคันธนูของราตรี หางเริ่มส่ายไปมา
ท่อนไม้ล่ะนิทาน ท่อนไม้!
นิทานอมยิ้มลูบหัวเ้าหมาั์ให้มันใจเย็นลง
นิทานสังเกตเห็นว่าราตรีไม่พกซองใส่ลูกศรหรือลูกศรแม้แต่ดอกเดียว มีเพียงมีดสั้นบนต้นขาทั้งสองข้างและคันธนูนี้เท่านั้น
ราตรีเอื้อมมือไปน้าวสายธนู ในมือว่างเปล่าไร้ซึ่งศรใด ๆ ธนูเรืองแสงเล็กน้อย แผ่แรงกดดันออกมาโดยรอบ เมื่อน้าวจนสุด นิทานเหมือนเห็นลูกศรแสงดวงหนึ่งปรากฏขึ้น ราตรีปล่อยสายเบามือ พลันเสียงบางสิ่งทะลุทะลวงอากาศ ก่อนเจาะทะลวงไปที่ต้นไม้ต้นเดิมที่ปริร้าวอยู่ก่อนแล้ว ต้นไม้โดนศรอากาศกระแทกอย่างรุนแรงสั่นะเืไปทั้งต้น ราตรีน้าวสายธนูยิงตามติดไปอีก 2ดอก ก่อนสุดท้ายต้นไม้ก็ไม่อาจทานรับแรงปะทะได้อีกต่อไป หักโค่นลง
ทำไมทุกคนต้องเอาไปลงกับต้นไม้ด้วย..
แต่ราตรีกลับไม่หยุดแค่นั้น ราตรีน้าวสายธนูอีกครั้ง ธนูเรืองแสงเรืองรองมากกว่าเดิม คราวนี้เล็งไปที่อรุณ แขนปูดโปนขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยสายธนู คราวนี้เสียงดังฟุ่บแหวกฝ่าอากาศมุ่งตรงไปที่อรุณ อินจันทร์เบิกตาขึ้น มองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ปัง!
เสียงบางสิ่งกระทบกันกลางอากาศอย่างแรง พอเสียงเงียบลง อรุณที่ยืนอยู่ในวิถีศรกลับยืนยิ้มไร้าแ
“ยังใจร้ายเหมือนเดิมเลยนะราตรี บอกกันก่อนสักคำไม่ได้รึไง” อรุณส่ายหน้าถอนใจ
“ยังไงนายก็ป้องกันทันอยู่แล้วน่า ขี้บ่นอย่างนี้เดียวก็แก่เร็วหรอก” ราตรีหัวเราะ
ประมาณโล่อากาศเหรอ เหมือนเกราะป้องกันล่องหน อันนี้ก็เท่
“ถึงตาคนดังของเราแล้วล่ะ พวกฉันอยากรู้มานานแล้วว่านายลาดตระเวนแทนหน่วย 3หน่วยด้วยตัวคนเดียวได้ยังไง” ไพรหันมามองที่นิทานด้วยสีหน้าสงสัย
“ไม่ได้จะดูถูกนายหรอกนะ แต่ปริมาณพื้นที่ที่นายต้องลาดตระเวนด้วยตัวคนเดียวมันกว้างสุด ๆ แถมนายยังคอยล่าสัตว์อสูรในเขตความรับผิดชอบ ควบคุมประชากรไม่ให้อยู่ใกล้เขตเมืองมากจนเกินไปด้วย”
“ถึงฉันจะมั่นใจเหมือนกันว่าสามารถจัดการพวกสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ 1-2คำได้ในการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง แต่การต้องสอดส่องระวังภัยไปด้วย สู้ไปด้วยเนี่ยคนละเื่เลย ถ้าโชคร้ายไปเจอพวกที่มี3คำขึ้นมาอีกนี่ก็ซวยจะแย่ ถ้าอยู่คนเดียวจะหนีรอดมั้ยฉันยังไม่มั่นใจเลย” ไพรพูดต่อ
อินจันทร์ที่ได้ยินดังนั้นก็หันมามองที่นิทาน สองตาแสดงความนับถือเพิ่มขึ้นอีกส่วน ตาไกรเพียงแต่ส่งเสียง หึ ออกทางจมูกเช่นเดิม
นิทานเห็นสายตาของทุกคนที่จ้องมองมาด้วยความคาดหวังจึงยิ้มน้อย ๆ
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ หากสามารถตรวจจับร่องรอยได้แม่นยำมากพอ ก็สามารถประเมินรอบตัวได้คร่าว ๆ ว่าควรหนีหรือควรสู้” นิทานส่ายหน้าถ่อมตัว
“แถมเดินทางกันแค่ผมกับคีตาก็ทำให้คล่องตัวกว่า ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น” นิทานอธิบายต่อ
“แล้วเื่ตรวจตราพื้นที่เพื่อตรวจสอบจำนวนประชากรสัตว์อสูรล่ะคะ พื้นที่ปฏิบัติการของคุณนิทานกว้างมากเลยนะ” ฟ้าถาม
“คีตา” นิทานมองไปที่คู่หู
“โฮ่ง!”
ได้เลย!
คีตาเงยหน้าขึ้นฟ้า ทำจมูกฟุดฟิด ๆ สักพัก ก่อนหันมามองที่นิทาน นิทานเงียบลงไปสักพักก่อนพูดออกมา
“คุณไพร คุณฟ้า คุณสองคนเป็แฟนกันเหรอครับ พวกคุณสองคนออกมาจากบ้านหลังเดียวกันที่ถนนสาย 14ทิศใต้”
“คุณอรุณ เมื่อเช้าคุณทำมีดบาดมือใช่มั้ยครับ คุณเช็ดเืออกหมดแล้วก็จริง แต่มีนิดหน่อยที่กระเด็นไปติดอยู่หลังปกเสื้อด้านใน”
“คุณราตรี เมื่อเช้าคุณกินขนมปังปิ้ง ข้าวโอ๊ต นมสด ละก็ไข่ไก่ครึ่งเป็ดสินะครับ โอ๊ะ แล้วก็มีขนมอีกครึ่งห่อในกระเป๋าด้วย เอ่อ กินเยอะเหมือนกันนะครับ”
ทั้ง 4คนเบิกตากว้าง ไพรกับฟ้ามั่นใจว่าทั้งสองคนไม่เคยบอกใครว่าพวกเขาคบกันมาก่อนนอกจากเพื่อนสนิทเท่านั้น แถมบ้านที่นิทานพูดก็เป็หลังที่พวกเขาเก็บเงินซื้อด้วยกันเมื่อไม่นานมานี้
อรุณถอดเสื้อออกมา พลิกด้านเสื้อแล้วตรวจหลังปกเสื้อของตัวเอง มีรอยเืแต้มหยดเล็ก ๆ อยู่จริง แถมโดนคอของเขาบังอยู่ด้วย เมื่อเช้าเขาปอกแอปเปิลกิน แต่พลาดเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย
ราตรีหน้าแดง หยิบขนมครึ่งห่อออกมาจากกระเป๋า “น้ำตาลให้พลังงานเยอะมาก แถมอร่อยด้วย ฉันต้องใช้พลังงานนะ!”
นิทานยิ้มออกมา คีตาเป็สุนัขที่มีประสาทการดมกลิ่นดีเลิศอยู่แล้ว แถมสัญชาตญาณกับสายตาก็ฉับไว ที่เขาทำจึงเป็เพียงใช้เชื่อมโยงกับคีตาเพื่อรับรู้ในสิ่งที่มันรู้มา
แต่นิทานก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่ทราบเช่นกันว่าแค่การดมกลิ่นมันทำให้คีตาสามารถรู้ข้อมูลมากผิดปกติเช่นนี้ได้อย่างไร เขาเพียงสอนเื่การสื่อสารกับจับสังเกตบางจุดเท่านั้น
“สมคำเล่าลือจริง ๆ ครับพี่นิทาน ด้วยพลังตรวจจับระดับนี้ ผมไม่แปลกใจเลยที่พี่นิทานจะลาดตระเวนด้วยตัวคนเดียวแทนหน่วยย่อย 3หน่วยได้” อินจันทร์ยิ้ม ตบมือชื่นชม
“คีตาเป็หมาที่เก่งนิดหน่อยนะครับ ผมค่อย ๆ สอนมันมาเรื่อย ๆ” นิทานอมยิ้มลูบหัวคีตา
เป็ลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาฝึกให้คีตาเพื่อใช้ในการต่อสู้โดยเฉพาะ เขาสามารถสื่อสารกับคีตาได้ผ่านพลังเชื่อมโยง เขาจึงสร้างรหัสไว้ใช้สำหรับการสื่อสารกันอย่างง่าย ๆ และสอนให้คีตาเลือกจับสังเกตไปที่สิ่งสำคัญ ๆ อย่างเช่นรอยเท้า กลิ่นเื กลิ่นสาบสัตว์ กลิ่นอาหาร
ฟ้ากับไพรมีกลิ่นฟีโรโมนจากร่างกายกันและกัน รอยเท้าทั้งสองก็มุ่งมาจากทางเดียวกันในทิศทางใต้ ซึ่งแถวนั้นเขตที่พักก็มีแต่ตรงถนนสาย 14
อรุณมีกลิ่นสนิมเืติดอยู่ที่มือเล็กน้อย เืเป็อะไรที่หากไม่ล้างออกด้วยวิธีพิเศษแล้วจะสามารถติดคาได้เป็เวลานาน ไม่ต้องพูดถึงแผลสดจากเมื่อเช้า
ส่วนของราตรีเป็กลิ่นอาหารต่าง ๆ ที่หลุดรอดออกมาจากเสื้อ รอบริมฝีปาก และแขนเสื้อ
“หึ ก็แค่ใช้ประโยชน์จากหมาธรรมดา ๆ” ตาไกรพูดพลางมองไปที่คีตาด้วยสายตาดูถูก
“โอ๊ะ ผมลืมบอกไป คุณไกร รสนิยมของคนเรานั้นหลากหลายและคนที่มีมารยาทย่อมไม่ดูถูกรสนิยมของคนอื่น ผมจึงขอเสียมารยาทแนะนำเล็กน้อย ชุดชั้นในที่คุณใส่มันเล็กไปหน่อยนะครับ รัดรอบอกหมดแล้ว ถ้ามันแน่นจนเกินไปจะไม่ส่งผลดีต่อลายลูกไม้สีขาวของชุดชั้นใน มันจะยับและเสียทรงได้ง่าย ยิ่งเป็ชุดชั้นในจากบริษัทร้อยมาลาด้วยแล้ว” นิทานยิ้มมองไปที่ตาไกร
ทุกคนเงียบเสียงลง สายตาต่างจับจ้องไปที่ตาไกร แม้จะพยายามเก็บสีหน้าแต่หน้าของฟ้ากลับเผยความใออกมา ตาไกรเวลานี้หน้าแข็งค้างไป ปากอ้าและหุบซ้ำไปซ้ำมา ก่อนใบหน้าจะเป็สีแดงขึ้นเรื่อย ๆ
ตาไกรที่อ้าปากเตรียมจะพูดว่า โกหก! ออกมาถูกขัดจังหวะด้วยนิทานอีกครั้ง
“แล้วก็ เมื่อคืนพวกคุณพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมโต๊ะทองใช่มั้ยครับ เห็นว่ากลิ่นจากไอ้กานต์ลูกชายเ้าของโรงเตี๊ยมติดอยู่ที่ตัวเต็มไปหมดเลย ไอ้กานต์เป็คนนิสัยดี หน้าตาก็ดี มีชื่อเสียงเื่บริการผ่อนคลายลูกค้าแบบส่วนตัวรวมถึงบริการนวดด้วย ผมดีใจที่คุณได้พักผ่อนอย่างสบายกาย สบายใจ และสบายตัวนะครับ” นิทานพูดเป็นัยด้วยสายตายิ้มแย้ม
คราวนี้ตาไกรอึ้งไปจริง ๆ แล้ว ตาไกรหันไปมองอินจันทร์ก่อนจะเห็นอินจันทร์หันมามองด้วยสายตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน พอเขาหันไปมองก็เห็นนักผจญภัยทั้ง 4คนที่มองมาอึ้งไปเหมือนกันก่อนจะรีบหลบสายตา
“นักสลักนี่ร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปจริง ๆ สินะ” อินจันทร์พึมพำ
ส่วนของตาไกรนั้นนิทานโกงนิดหน่อย นอกจากฝึกเื่ตามรอยต่าง ๆ แล้ว บางทีคีตายังถูกขอร้องให้ช่วยติดตามหาเบาะแสด้วยกลิ่นจากสิ่งต่าง ๆ เช่นเสื้อผ้า หรือ ปลอกหมอน ถูกต้องว่าเื่นี้ไม่อยู่ในขอบเขตรับผิดชอบของเขา แต่หากนิทานมีเวลาพอ เขาย่อมไม่ปฏิเสธ ส่วนคีตา ขอแค่นิทานชวนทำอะไร คีตาก็กระดิกหางตามทั้งหมด
การตามรอยต้องใช้ทั้งการดมเสื้อผ้าและเครื่องใช้ส่วนตัวต่าง ๆ และชุดชั้นในจากบริษัทร้อยมาลาก็เป็หนึ่งในบริษัทที่ผลิตภัณฑ์จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ส่วนรู้เื่ลายลูกไม้ได้ยังไง
ก็บริษัทร้อยมาลาเป็บริษัทเฉพาะทางด้านการผลิตชุดชั้นในสตรี
เื่กลิ่นของกานต์ที่ติดตัวตาไกรก็ไม่มีอะไรให้อธิบาย ถึงจะอาบน้ำทำความสะอาดมาดีแค่ไหนก็ไม่อาจเล็ดลอดจมูกของคีตาได้ นิทานยังเคยสงสัยเลยว่าจมูกของคีตามันยอดเยี่ยมเกินหมาปกติมากเกินไปหรือเปล่า ไม่เพียงระยะในการดมที่กว้างมากเท่านั้น ยังมีเื่ความสามารถในการแยกกลิ่นอีก
“แก!” ตาไกรคำรามออกมา เขาไม่ได้หัวเสียที่รสนิยมการแต่งตัวหรือความชอบของเขาถูกเปิดเผย แต่การโดนเอาชีวิตยามค่ำคืนมาพูดกลางที่สาธารณะแบบนี้มันคนละกรณีกัน!
“พอได้แล้วครับตาไกร ทางเราเป็ฝ่ายขอให้เขาแสดงความสามารถเองนะครับ” อินจันทร์ห้าม ตาไกรจึงได้แต่กัดฟันมองไปที่นิทานด้วยสายตามุ่งร้าย
ขอให้โดนหมูป่าชน! ฉันจะไม่ช่วยแกแน่
นิทานกลั้นขำเมื่อลองนึกว่าตาไกรกำลังสาปแช่งเขาแบบไหนในใจ
สมน้ำหน้าไอ้แก่ หาเื่กันดีนัก
“ทุกท่านยอดเยี่ยมยิ่งกว่าที่ผมคิดไว้อีกครับ ผมไม่มีข้อโต้แย้งเื่ความสามารถในการทำภารกิจนี้ของพวกคุณแต่อย่างใด ผมมั่นใจว่าทุกคนในที่นี้มีความสามารถมากพอ” อินจันทร์กล่าวเรียกสายตา
“ภารกิจรอบนี้อาจจะกินเวลา 2-3วัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอสัตว์อสูรต่าง ๆ เร็วแค่ไหนด้วย เราจะเดินทางออกไปในระยะ 10กิโลเมตรจากตัวเมือง เพราะฉะนั้นจะไม่มีการเดินทางกลับมาพักในเมือง เราจะค้างแรมกันกลางป่านะครับ”
ทุกคนพยักหน้ารับ เป็เื่ปกติอยู่แล้วที่พวกเขาจะต้องค้างแรมกันในป่า นักผจญภัยมากประสบการณ์อย่างพวกเขาย่อมค้างแรมในป่าเป็ปกติ
“ผมหวังไว้ว่าวันนี้เราจะล่าสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ได้ตัวหนึ่งก่อนค่ำ ถ้าทุกท่านเตรียมตัวกันพร้อมแล้ว” อินจันทร์กวาดตามอง
“งั้นผมก็ขอเริ่มภารกิจนี้อย่างเป็ทางการครับ”