พิธีบูชาเทพัของตระกูลอ๋าวเริ่มจากการจุดธูปสักการะปักลงบนแท่นบูชากลางแจ้งขนาดใหญ่ตรงลานกว้างหน้าศาลบรรพชนประจำตระกูล มีผลไม้หลากหลายชนิด บ๊ะจ่างกับนกนางแอ่นย่างเป็เครื่องถวายเพียงสามสิ่งเท่านั้น
พวกเขาสร้างรูปปั้นัเหยียบลูกแก้วสีดำสนิทเป็ตัวแทนในการบูชา กัวฮูหยินผู้นำตระกูลเป็ผู้กล่าวคำสวดเบาๆ ถ้อยคำเ่าั้อ๋าวหลวนหลงไม่อาจได้ยินว่าท่านย่าพูดอะไรบ้าง สุดท้ายก็เป็การขอพรให้กับลูกหลานในสกุลอ๋าว แล้วคนอื่น ๆ จึงได้เข้าไปจุดธูปบูชาตามลำดับ
ขั้นตอนง่ายๆ เพียงเท่านี้แต่กว่าจะแล้วเสร็จก็ใช้เวลาไปนานพอสมควร เพราะทายาทสกุลอ๋าวทั้งสายหลักสายรองที่มาเข้าร่วมพิธีมีราว 300 คน
“ต่อไปก็เป็การไหว้บรรพชน” ผู้าุโหนึ่งคนเดิมประกาศเสียงดังหลังจากที่เห็นว่าทายาททุกคนได้บูชาเทพักันครบแล้ว
อ๋าวหลวนหลงรู้สึกอยากรู้อยากเห็นไปเสียหมดในเื่การบูชาเทพัของชาวมนุษย์ เขารู้ดีในฐานะที่ตนก็เป็หนึ่งในสมาชิกแดน์ การเคารพบูชาเทพันี้หาได้ส่งผลไปถึงเบื้องบนแต่อย่างใด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเทพัชอบกินบ๊ะจ่างกับนกนางแอ่นย่าง!
เมื่อมาเห็นกับตาก็ยังไม่ได้รู้สึกพิเศษอันใดกับการเคารพเหล่านี้ สิ่งเดียวที่สะดุดตาก็คงจะเป็ลูกแก้วสีดำสนิทที่รูปปั้นัเหยียบอยู่เท่านั้น ลูกแก้วนี้บนแดน์ก็มีให้เห็นเกลื่อนกลาดเพียงแต่มันไม่ได้มีเพียงสีดำสีเดียว
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าในอดีตมนุษย์มีโอกาสเห็นัจริงๆ แดน์และแดนมนุษย์เคยติดต่อสื่อสารกัน ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ได้เห็นลูกแก้วที่เกิดจากน้ำลายของับน์เป็แน่
ในศาลบรรพชนก็มีการกราบไหว้คล้ายๆ กับการบูชาเทพักลางแจ้ง เพียงแต่มีการเพิ่มเครื่องเซ่นไหว้บางอย่างกับกระดาษเงินกระดาษทองที่พับเป็รูปร่างสวยงามวางกองไว้สูงท่วมหัว
อ๋าวหลวนหลงต้องอดทนไม่ปริปากบ่นบรรดาพี่น้องที่แสร้งเดินเข้ามาชน หรือไม่ก็แกล้งเหยียบเท้าตนอยู่ตลอดเวลา เขารู้แล้วว่าท่านย่าถือหางทางตนไม่น้อยและไม่อยากสร้างความลำบากใจให้กับนางอีก
กราบไหว้บรรพชนเผากระดาษเงินกระดาษทองจำนวนมากจนควันลอยไปทั่วบริเวณ ขั้นตอนต่อไปก็เป็การรออยู่ชั่วครู่ใหญ่จนธูปมอดดับสนิท แล้วทายาทสกุลอ๋าวฝ่ายสตรีก็จะช่วยกันนำผลไม้ เครื่องเซ่นไหว้ทั้งหมดมาแจกจ่ายให้กับทุกคนได้กินกันภายในบริเวณพื้นที่ศาลบรรพชน
ด้วยจำนวนคนที่มากและไม่มีการจัดโต๊ะนั่งไว้เพียงพอ หลายคนก็ต้องหาที่ยืนกินบ๊ะจ่างหรือผลไม้กันคนละมุม อ๋าวหลวนหลงมองหาผลท้อในถาดผลไม้ในมือของสตรีคนอื่น ๆ ก็ไม่เห็น เขาจึงเลือกหยิบส้มมาสองผลเดินมานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ไกลจากคนอื่นพอสมควร
“พี่สี่” อ๋าวหลวนหลิงคุณหนูหกทายาทอายุน้อยที่สุดในกลุ่มบ้านสายหลักเดินจับมือคุณชายสามอ๋าวหลวนกังพี่ชายแท้ๆ ของนางเดินมาทางอ๋าวหลวนหลง
“พี่สาม น้องหก” เด็กหนุ่มลุกขึ้นโค้งคำนับให้อ๋าวหลวนกังอย่างมีมารยาท
“ตามสบายน้องสี่ วันนี้เ้าอยู่เข้าร่วมพิธีจนครบถ้วนทุกขั้นตอนเหนื่อยหรือไม่ หากจะกลับไปที่เรือนข้ากับน้องหกจะเดินไปส่งเอง”
“ไม่เหนื่อยเลยขอรับพี่สาม กล่าวตามจริงสุขภาพข้าดีขึ้นทุกวันมาตลอด ขอบคุณพี่สามที่เป็ห่วง”
“พี่สี่ ข้าว่าท่านรีบกลับไปจะดีกว่าเ้าค่ะ ท่านอย่าลืมสิว่า่บ่ายพวกเราต้องทำสิ่งใดกัน” อ๋าวหลวนหลิงร้องเตือนด้วยความเป็ห่วง
อ๋าวหลวนหลงย่อมรู้ว่าหลังจากนี้จะเป็การเปิดศาลเทพัที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกถัดจากศาลบรรพชนไปเล็กน้อย เพียงแต่หูกุ้ยเป็เพียงบ่าวไม่สามารถเข้ามาในเขตศาลบรรพชนหรือศาลเทพัได้ เขาจึงไม่รู้ว่าการเปิดศาลเทพัที่ไม่เคยเปิดได้มาก่อนนั้นมีขั้นตอนอย่างไร
“ข้าย่อมรู้ และข้าก็อยากเข้าร่วมการเปิดศาลเทพักับพวกเ้าสักครั้ง”
“น้องสี่ อย่าหาว่าข้าใจร้ายกับเ้าเลย เ้าก็รู้ดีว่านั่นเป็ไปไม่ได้!” อ๋าวหลวนกังชายหนุ่มวัย 16 อายุมากกว่าอ๋าวหลวนหลงปีเดียวรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยกับคำตอบของน้องชาย
“ข้าเห็นว่าเ้าไม่ได้เอาแต่หดหัวยอมคนเหมือนแต่ก่อนยังรู้สึกภูมิใจแทน แต่เ้าต้องรู้จักประมาณตนเอาไว้ด้วย หากเ้าเข้าร่วมการเปิดศาลย่อมไม่พ้นต้องไปทะเลาะกับพวกเขาอีกรอบ เวลานั้นท่านย่าก็ต้องเดือดร้อนออกหน้าแทนเ้าอีก”
อ๋าวหลวนหลงยืนงงเป็ไก่ตาแตก หลังจากศึกชิงเก้าอี้ เขาก็พยายามไม่วุ่นวายและทำทุกอย่างเหมือนคนอื่นทุกประการ แค่เื่การเปิดศาลเทพัเหตุใดตนจึงต้องประมาณตน ต้องไปทะเลาะกับผู้อื่นด้วยเล่า?
อ๋าวหลวนกังคิดว่าน้องชายแสร้งโง่และทำกวนประสาทไปเช่นนั้น เขาส่ายหน้าเบาๆ “อยากเจ็บตัวเจ็บใจอีกก็แล้วแต่เ้า ข้าพยายามช่วยแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เดินจากไปรวมกลุ่มกับทายาทวัยเดียวกัน เหลือเพียงอ๋าวหลวนหลิงที่ยังคงยืนทำหน้าเสีย ไม่รู้จะยืนอยู่ต่อหรือจะเดินตามพี่ชายสามกลับไปดี
“พี่สี่ พวกเขาจะรังแกท่านอีกนะเ้าคะ”
“หลวนหลิง พี่สี่ลืมไปหมดแล้วว่าหลังจากนี้ต้องทำอะไร เ้าบอกข้าอีกครั้งได้หรือไม่ ประเดี๋ยวข้าจะตัดสินเองว่าข้าควรกลับหรือไม่ควร”
“ก็การเปิดศาลเทพัต้องให้ทุกคนประลองกัน และต้องส่งพลังปราณไปที่ลูกแก้วเพื่อเปิดศาล แต่..ท่านไม่มีพลังปราณ…” เด็กน้อยพยายามหลบตาพี่ชายของนาง เกรงว่าพี่ชายสี่จะเข้าใจผิดคิดว่านางมาเย้ยหยันดูแคลน
อ๋าวหลวนหลงยืดตัวขึ้นตรง มองไปยังศาลเทพัที่มีขนาดใหญ่เพียงครึ่งหนึ่งของศาลบรรพชน
หูกุ้ยบอกว่าั้แ่รุ่นปู่ของปู่สกุลหูของเขา ล้วนทำงานรับใช้อย่างซื่อสัตย์เคียงข้างทายาทสกุลอ๋าวมาหลายรุ่น ศาลเทพัแห่งนี้ก็ไม่เคยมีใครเปิดเข้าไปด้านในได้เลยสักคน เมื่อครู่พิธีบูชาเทพัของตระกูลอ๋าวจึงต้องทำกลางแจ้ง
วิธีการเปิดเข้าไปด้านใน ก็คงเป็อย่างที่อ๋าวหลวนหลิงกล่าวเมื่อครู่ แต่มันมีความพิเศษอันใดกว่านั้นในเมื่อทายาทตระกูลอ๋าวก็เป็ผู้ฝึกตนมิใช่หรือ? แค่การส่งปราณไปยังลูกแก้วมันจะยากอันใด
“เ้ากลัวว่าข้าจะถูกเยาะเย้ยต่อหน้าผู้คน เมื่อไม่สามารถส่งพลังปราณเข้าไปในลูกแก้วได้สินะ" อ๋าวหลวนหลงลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ แทนการขอบคุณ
“เ้าคอยดูก็แล้วกันหลวนหลิง”
……….
หลังจากดื่มกินอาหารกันไปพอสมควรแล้ว ผู้าุโหนึ่งก็เริ่มเชิญผู้นำตระกูลและทุกคนไปที่ศาลเทพั
ศาลเทพัเป็อาคารกึ่งไม้กึ่งอิฐมีการออกแบบรูปทรงและลวดลายแกะสลักไม้วิจิตรบรรจง แต่งแต้มด้วยสีน้ำเงินแดงและสีทองเป็หลัก พื้นที่ด้านหน้าประตูมีแท่นหินขนาดใหญ่ตรงกลางเป็ลูกแก้วั หรือที่อ๋าวหลวนหลงเรียกมันว่าไข่มุกจันทราขนาดเท่ากำปั้นบุรุษวางอยู่ 1 ลูก
“หลวนหลง.." อ๋าวซีซวนพยายามเดินเลี่ยงออกมาหาบุตรชาย คำกล่าวต่อไปที่จะสั่งให้เขากลับไปที่เรือนพลันต้องชะงักค้างไปเมื่อเห็นสายตาของอ๋าวหลวนหลงที่เปลี่ยนไปราวกับคนเป็คนละตน
บุตรชายยืดแผ่นหลังขึ้นตรง ใบหน้าและแววตามองไปเบื้องหน้าไม่ได้ก้มต่ำมองพื้นเหมือนเคย ซ้ำยังดูเหมือนว่าจะเงยหน้าเชิดขึ้นสูงด้วยซ้ำ เขาไม่สะทกสะท้านกับสายตาและเสียงหัวเราะของพี่น้องที่ยืนอยู่รอบข้าง ทำราวกับว่าคนทั้งหมดเป็เพียงฝุ่นผงที่ลอยผ่านไปผ่านมาไม่มีผิด
บุตรชายเปลี่ยนไปแล้ว แม้จะไม่มีพลังปราณแต่สามารถเรียกขวัญตนเองให้เผชิญหน้ากับผู้อื่นได้ อ๋าวซีซวนถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความลังเลใจว่าจะไปยับยั้งความคิดของบุตรชายดีหรือไม่
“พี่สาม ท่านไม่อาจคุ้มครองเขาได้ตลอดไป หลวนหลงต้องเผชิญชีวิตด้วยตนเอง พวกเด็กๆ เป็สายเืเดียวกันไม่ถึงขั้นฆ่าแกงกันหรอก” อ๋าวซีฮันเดินมาตบบ่าผู้เป็พี่ชายเบาๆ
“เปิดลาน!!” เสียงดังมาจากใครอ๋าวหลวนหลงไม่ทันได้เห็น แต่เวลานี้ทุกคนกำลังเบี่ยงตัวหลบออกไปด้านข้าง เปิดพื้นที่ตรงกลางหน้าศาลเทพัเป็วงกลมขนาดใหญ่
“เชิญ!!”
สิ้นเสียงคำเชิญเด็กหนุ่มวัย 10 ปีคนหนึ่งก็ก้าวออกมายืนตรงกลางวงกลม “ข้าน้อยอ๋าวจงซูมาจากสกุลอ๋าวเมืองเยี่ยขอรับ เชิญทุกท่านชี้แนะ”
ครู่เดียวเด็กชายวัยเดียวกับอ๋าวจงซูก็ก้าวออกมาแนะนำตัวในเชิงว่าเขาคือคู่ต่อสู้ที่ตอบรับคำเชิญท้าประลอง
เด็กชายสองคนเริ่มกำหนดลมปราณที่จุดตันเถียน บริเวณท้องส่องแสงสีเหลืองอำพันเล็กๆ จนเกือบจะมองไม่เห็นออกมา แล้วเข้าต่อสู้ตะลุมบอนกันในท่าทางที่ผิดปกติจนอ๋าวหลวนหลงต้องอ้าปากค้าง