บทที่ 25
บันทึกเมฆา
เมื่อเห็นความสงสัยที่ปรากฏบนใบหน้าของจางหยุน ชายหนุ่มก็รีบอธิบายออกมา “คือภายในนิกายมีทั้งคนที่บำเพ็ญสายปกติ แล้วก็มีทั้งคนสายมารรวมอยู่ในนิกายเดียวกัน”
“เพราะความพิเศษนี้พวกเขาจึงเป็นิกายที่ค่อนข้างแปลกแยก”
“นิกายเนตร์ไม่เป็ที่ยอมรับทั้งจากฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร แต่นิกายของพวกเขากับเติบโตรวดเร็วที่สุด พลังรบของนิกายเองก็พัฒนาขึ้นรวดเร็วมาก จนก่อตั้งไม่ถึงพันปี ก็สามารถเทียบได้กับสำนักธรรมะและนิกายมารแล้ว”
จางหยุนรู้สึกว่าการเติบโตของนิกายเนตร์เป็เื่ปกติ ในขณะที่สำนักแล้วก็นิกายต่างๆต่างมีข้อกำหนดในการเข้าร่วมของผู้บำเพ็ญ ว่าจะเป็ผู้บำเพ็ญสายปกติหรือว่าผู้บำเพ็ญสายมาร
แต่ว่านิกายเนตร์กับรับผู้บำเพ็ญทุกสายเข้ามาอยู่ภายในนิกายของตนเอง การเปิดกว้างเช่นนี้นิกายจะเติบโตรวดเร็วจนตามสำนักแล้วก็นิกายอื่นๆทันก็ไม่ใช่เื่แปลก
แต่จางหยุนไม่ใช่พวกมองแต่ผิวเผินอยู่แล้ว เมื่อมองลึกลงไปก็จะเห็นว่าการที่จะสร้างนิกายแบบนี้ขึ้นมา มันไม่ใช่เื่ง่ายเลยแม้แต่น้อย
คนที่เป็ผู้ก่อตั้งหรือว่าเป็ผู้นำของนิกาย จะต้องมีความสามารถมากขนาดที่สามารถ บริหารให้ผู้บำเพ็ญทั้งสาย ทั้งที่เป็สายปกติแล้วก็สายมารที่มีนิสัยแตกต่างกันอยู่ร่วมกันได้ อีกฝ่ายต้องเป็คนที่มีความสามารถมาก
ไม่เพียงแค่นั้นแต่ต้องมีพลังมากพอในการสยบคนทั้งนิกาย เพราะแบบนั้นคำประเมินที่จางหยุนมีให้กับผู้นำนิกายนี้ก็คือ ความสามารถเปี่ยมล้นปณิธานยิ่งใหญ่
ชายหนุ่มมองไปยังผู้าุโที่อยู่ด้านหน้า “ทั้งหมดนี่คือขุมพลังใหญ่ทั้งหมดในดินแดนนภาเมฆา”
จางหยุนคิดเล็กน้อยก่อนจะถามออกมา “แล้วที่เ้าบอกก่อนหน้านี้ เพราะหุบเขาอวี้เฟิงแห่งนี้เป็เขตใต้ปกครองของสำนักเมฆาแดง ที่เป็หนึ่งในสำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะใช่หรือเปล่า?”
“ใช่ขอรับ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับ แต่เขาก็อธิบายต่อ “ท่านเห็นหกตระกูลที่ดูแลเมืองทั้งสามของหุบเขาอวี้เฟิงหรือไม่ขอรับ”
“อืม” จางหยุนตั้งท่ารับฟัง
“ตระกูลของพวกเขาอยู่ภายในใต้สำนักเมฆาแดง เพราะว่าต้นตระกูลของพวกเขาเป็ผู้าุโฝ่ายนอกที่รับใช้สำนักและทำประโยชน์ให้สำนัก เพราะแบบนั้นเลยให้พวกเขามาก่อตั้งตระกูลในพื้นที่ใต้ปกครองได้”
“แต่ตระกูลพวกเขาก็ต้องดูแล และส่งทรัพยากรที่ได้จากหุบเขาอวี้เฟิงบางส่วนไปยังสำนักเมฆาแดงเช่นกัน”
“ปัจจุบันหกตระกูลก็ยังติดต่อกับสำนักเมฆาแดงอยู่ ลูกหลานในตระกูลที่มีพร์ก็ส่งไปยังสำนักเมฆาแดง”
“นี่ทำให้รากฐานของทั้งสามตระกูลนั้นแข็งแกร่งมาก”
“แบบนี้เองสินะ” จางหยุนภายในใจกระจ่างแจ้งในทันที จางหยุนแทบจะไม่รู้จักเกี่ยวกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมาก่อนเลย
แต่ว่าหลังจากที่ได้ฟังชายหนุ่มเล่า มันก็ทำให้เหมือนกับว่าทัศนียภาพของเขานั้นเปิดกว้างมากขึ้น แน่นอนว่าเื่ขุมกำลังใหญ่ต่างๆอยู่ไกลตัวเขามาก
เพียงแค่ภายในหุบเขาแห่งนี้ที่มีความกว้างขวางหลายหมื่นลี้ จางหยุนยังสำรวจไม่หมดเลยด้วยซ้ำ แล้วเขาจะไปคิดอะไรกับพวกสำนักใหญ่ๆกัน
เพราะตามที่ได้ฟังมา เขตปกครองแห่งนี้มันเองก็เป็เหมือนกับเพียงแค่พื้นที่เล็กๆ ท่ามกลางพื้นที่หลายร้อยหลายพันแห่งที่สำนักเมฆาแดงดูแลอยู่เท่านั้น
ส่วนเกี่ยวกับทั้งหกตระกูลที่มีตัวตนระดับสร้างรากฐานอยู่ พวกเขาที่มีพลังมากขนาดนั้นสามารถปกครองหุบเขาแห่งนี้ได้ ตัวตนของผู้ก่อตั้งตระกูลของพวกเขา ที่อาจจะเป็ระดับสร้างรากฐานก็เป็ได้เพียงแค่ผู้าุโฝ่ายนอกหรือไม่ก็เป็พวกที่มีความดีความชอบกับสำนักเมฆาแดงเท่านั้น
จางหยุนถึงแม้ว่าจะไม่รู้เกี่ยวกับเื่โลกบำเพ็ญมากนัก แต่เขาย่อมมีความคิดมากพอในการเปรียบเทียบเกี่ยวกับเื่ต่างๆ แล้วเมื่อลองเปรียบเทียบเกี่ยวกับเื่นี้ก็รู้ได้ในทันทีว่า สำนักเมฆาแดงน่าจะเป็ั์ใหญ่ที่มีตัวตนผู้บำเพ็ญระดับสูงมากมายภายในสำนัก ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถเข้าไปยุ่งได้ในตอนนี้
จางหยุนดึงสติออกมาจากความคิด ก่อนที่จะมองไปยังชายหนุ่มด้านหน้า จางหยุนยิ้มๆแล้วก็ถามขึ้นมาอย่างสงสัยใคร่รู้ “ว่าแต่เหตุใดเ้าถึงรู้มากเช่นนี้กัน เื่ของสำนักใหญ่ต่างๆ ดูเป็เื่ที่ไกลตัวมากเลยนิ เ้าก็ไม่น่าจะได้ออกจากเมืองแห่งนี้เลย”
“คงไม่ใช่ว่าแต่งเื่มาเล่าให้ข้าฟังหรอกนะ”
ได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มก็ตื่นตระหนกในทันที รีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็วแล้วก็เอ่ยอธิบายออกมา “ไม่มีทางขอรับ! ไหนเลยข้าจะกล้าหลอกผู้าุโ”
“ที่ข้ารู้เกี่ยวกับเื่พวกนี้ เป็เพราะว่า บันทึกเมฆาของหอการค้าเหรียญ์น่ะขอรับ”
“บันทึกเมฆา?” จางหยุนแสดงใบหน้าฉงน
ชายหนุ่มได้อธิบายให้จางหยุนรู้เกี่ยวกับบันทึกเมฆา และหลังจากที่ชายหนุ่มอธิบาย มันก็ทำให้จางหยุนได้เปิดหูเปิดตาในทันที
ถ้าสรุปง่ายๆสำหรับบันทึกเมฆามันคือหนังสือพิมพ์รายวัน บันทึกเมฆาจะรวบรวมข่าวสารใหญ่ๆที่เกิดขึ้นทั่วทั้งดินแดนนภาเมฆามาทำเป็บันทึกเมฆาวางขายในวันถัดมา โดยบันทึกเมฆาจะมีราคาขายอยู่ที่หนึ่งเหรียญปฐีต่อหนึ่งฉบับ
ชายหนุ่มผู้นี้เองก็รู้เกี่ยวกับเื่ต่างๆมาจากบันทึกเมฆา ชายหนุ่มไม่มีเงินพอจะไปซื้อบันทึกเมฆาหรอก แต่เพราะว่าเขานั้นมีสหายมากมาย แถมมาว่าทำงานด้านนี้ เลยรู้จักกับผู้บำเพ็ญเพียรไม่น้อย ก็มักจะแบ่งปันบันทึกเมฆาให้เขาอ่านด้วย
เกี่ยวกับบันทึกเมฆาไม่ใช่ของที่ใช้แล้วหมดไป มันสามารถแบ่งปันให้กับสหายหรือว่าคนที่ตนเองรู้จักอ่านได้ไม่แตกต่างจากหนังสือพิมพ์
และก็เพราะว่าบันทึกเมฆานี้เอง มันถึงทำให้ผู้คนภายในเมืองวายุแดนแห่งนี้ ไม่ได้ถูกปิดหูปิดตาและยังรู้เกี่ยวกับเื่ขุมอำนาจใหญ่ๆ ที่เป็เหมือนกับั์ใหญ่ภายในดินแดนนภาเมฆาแห่งนี้ด้วย
ถ้าเกิดว่าไม่มีบันทึกนภาเมฆา เกรงว่าผู้คนธรรมดาหรือแม้กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรที่มีฐานะไม่สูง น่าจะเกิดแล้วก็ตายที่หุบเขาอวี้เฟิง พวกเขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าด้านนอกหุบเขามีโลกที่กว้างใหญ่กว่าแล้วก็ไร้ที่สิ้นสุด แล้วก็มีกลุ่มอำนาจใหญ่ที่ใหญ่กว่าหกตระกูลที่ปกครองเมืองทั้งสาม
สุดท้ายแล้วภายในหุบเขาแห่งนี้มันก็ขว้างเกินไป ระยะกว้างขวางหลายหมื่นลี้ เพียงแค่พื้นที่แล้วก็เมืองทั้งสามแห่งมันก็กว้างขนาดที่มนุษย์ธรรมดาคนนึง ไม่มีทางที่จะใช้กำลังสำรวจพื้นที่บริเวณแถบนี้หมดแน่
จางหยุนค่อนข้างจะสนใจเกี่ยวกับบันทึกเมฆา เป็เพราะว่าเขารู้ดีว่าคนที่สามารถจะทำบันทึกเมฆา ที่เป็เหมือนกับหนังสือพิมพ์รายวันของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ มันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นเยอะ
อย่างแรกคืออีกฝ่ายต้องมีสายข่าวกระจายไปทั่วทั้งดินแดน และยังต้องมีองค์กรขนาดใหญ่ที่คอยรวบรวมข่าวสารรวมไปถึงคัดกรองข่าวสารสุดท้ายก็ทำออกมาเป็บันทึกเมฆา
จางหยุนต้องประเมินหอการค้าเหรียญ์สูงขึ้นอีกระดับ และนอกจากจางหยุนจะสนใจหอการค้าหรือ์เพราะว่ามีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลสูงขนาดนี้ อีกอย่างที่เขาสนใจกับบันทึกเมฆาก็คือรายได้ที่ได้รับ
จางหยุนมั่นใจว่ารายได้ที่หอการค้าเหรียญ์ได้รับ จากการขายบันทึกเมฆาต่อวันต้องไม่ต่ำกว่าล้านหรือว่าสิบล้านเหรียญปฐีอย่างแน่นอน นี่เพียงแค่เงินขั้นต่ำเท่านั้น
อย่าดูถูกว่าบันทึกเมฆานี้ขายเพียงแค่หนึ่งเหรียญปฐีเท่านั้น แต่ลองคิดจำนวนผู้บำเพ็ญทั้งหมดดูสิรวมกันแล้วต่อให้ผู้บำเพ็ญทั้งหมดเพียงแค่หนึ่งส่วนสิบ ที่ซื้อบันทึกเมฆามันก็แปลงเป็เงินมหาศาลแล้ว
เพราะแบบนั้นสำหรับบันทึกเมฆา จางหยุนต้องยอมรับเลยว่าเป็กองูเาเงินูเาทองที่เห็นกับตาแต่ไม่สามารถจับต้องได้